ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 238 คำเชิญของฉู่อี้
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 238 คำเชิญของฉู่อี้
อวิ๋นเจียวจึงลุกขึ้นยืนหมุนตัวหนึ่งรอบต่อหน้าอวิ๋นเหนียงพลางเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “ท่านก็ชอบหรือ ข้าก็รู้สึกว่าชุดนี้สวยดี อ้อ ชุดแบบนี้ร้านอวิ๋นหรงของพวกเราก็มีจำหน่าย”
“แต่ไม่ว่าจะเป็นแขนเสื้อทรงกระบอกหรือแขนเสื้อกว้างร้านเราก็มีให้เลือกสรรตามใจชอบ ยิ่งไปกว่านั้นเสื้อผ้าแต่ละแบบ ล้วนมีจำนวนจำกัด เมื่อจำหน่ายครบตามจำนวนที่กำหนดแล้วก็จะไม่ผลิตออกมาอีก”
นี่เรียกว่ากลยุทธ์การตลาดแบบสร้างความกระหาย ยิ่งจำกัดจำนวน ไม่ยอมขายง่ายๆ เท่าใด ผู้บริโภคก็ยิ่งอยากได้มากขึ้นเท่านั้น
แม้ว่าในภายหลังจะเลี่ยงการลอกเลียนแบบไม่ได้ แต่ในแง่ของเวลา ร้านที่ลอกเลียนแบบก็ไม่อาจเทียบกับร้านอวิ๋นหรงได้
กล่าวคือ พอลูกค้าที่ซื้อเสื้อผ้าแบบใหม่จากร้านอวิ๋นหรง ใส่จนกระทั่งไม่อยากสวมใส่แล้ว ร้านที่ลอกเลียนแบบถึงจะเพิ่งออกวางขาย ในตอนนั้นผู้ที่มีฐานะล้วนไม่อยากจะสวมชุดที่ลอกเลียนแบบออกไปอวดสายตาผู้คน เพราะร้านอวิ๋นหรงได้ออกแบบเสื้อผ้าแบบใหม่มาแล้ว!
อวิ๋นเหนียงฟังแล้ว ดวงตาเป็นประกายยิ่งรู้สึกว่าอวิ๋นเจียวนั้นช่างเป็นอัจฉริยะ
ทว่าสุดท้ายอวิ๋นเจียวกลับโยนความดีความชอบนี้ให้กับอวิ๋นฉี่เยว่อย่างไม่รู้สึกหนักใจแม้แต่น้อย นางเอ่ยกับอวิ๋นเหนียงที่ดูเหมือนจะกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของนางด้วยรอยยิ้ม “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความคิดของพี่ชายใหญ่ข้าเองเจ้าค่ะ ข้ารู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมมากจึงทำตามความคิดของเขา”
ที่แท้เป็นความคิดของอวิ๋นฉี่เยว่เช่นนั้นหรือ มิน่าล่ะ อวิ๋นฉี่เยว่คือท่านอาจารย์หลานหลิงเชียวนะ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว
“ตกลง เช่นนั้นข้าสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้หรือไม่? รอวันที่ร้านอวิ๋นหรงของพวกเจ้าเปิดกิจการ ข้าจะได้สวมชุดที่สั่งตัดกับทางร้านพวกเจ้าออกไปอวดโฉมพอดี”
อวิ๋นเจียวรู้ดีว่าอวิ๋นเหนียงนั้นติดต่อกับเหล่าฮูหยินของขุนนางมานานหลายปี นางยินดีช่วยร้านอวิ๋นหรงโฆษณาเช่นนี้นางย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“ได้แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ เชิญท่านเลือกแบบก่อน เงินค่อยจ่ายในวันเปิดร้านก็ได้ ถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย!”
เมื่ออวิ๋นเจียวกล่าวจบก็สั่งให้อากุ้ยกลับไปนำสมุดภาพชุดสตรีมาให้อวิ๋นเหนียงเลือก ผ่านไปเพียงครู่เดียวอากุ้ยก็ถือสมุดภาพกลับมาแล้ว พร้อมกันนั้นเฉาเหลียนเอ๋อร์ก็มาถึงพอดี
หลงจู๊ใหญ่ของร้านฝูหรงเซวียนย่อมเป็นลูกค้ารายใหญ่ในอนาคต เฉาเหลียนเอ๋อร์เป็นผู้ดูแลร้านอวิ๋นหรง แน่นอนว่าต้องมาทำความรู้จักกับอวิ๋นเหนียงเป็นการส่วนตัว
อวิ๋นเหนียงเห็นชุดไหนก็ชอบไปหมด สุดท้ายถึงกับเลือกมาสิบสองชุด เรื่องนี้ทำเอาเฉาเหลียนเอ๋อร์ที่เพิ่งเคยทำการค้าเป็นครั้งแรกดีใจจนเกือบอ้าปากค้าง รีบบันทึกรายละเอียด จากนั้นก็วัดสัดส่วนให้กับอวิ๋นเหนียง หลังจากนั้นจึงลากลับ
เพราะอวิ๋นเหนียงต้องการเสื้อผ้าหลายชุด การจะตัดเย็บเสื้อผ้าสิบสองชุดในคราวเดียวต้องใช้เวลาและความพยายามไม่น้อย
เฉาเหลียนเอ๋อร์เพิ่งจะจากไป จางหลิงคนสนิทของฉู่อี้ก็มาถึงพอดี เขาได้รับคำสั่งจากฉู่อี้ให้มารับอวิ๋นเจียวไปยังจวนพักของฉู่อี้ในอำเภอจิ่วจิ้น
จางหลิงทำความเคารพอวิ๋นเจียวอย่างนอบน้อม “คุณหนูอวิ๋น ท่านป๋อได้ยินว่าท่านมาที่ร้านฝูหรงเซวียนจึงให้ข้าน้อยมารับท่านไปเที่ยวเล่นที่จวนพักขอรับ”
บังเอิญอวิ๋นเจียวมีธุระอยากจะรบกวนฉู่อี้พอดี หากเขาไม่ส่งคนมารับนางก็ต้องไต่ถามจากอวิ๋นเหนียง ดังนั้นจึงไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่ถามว่าจวนพักของฉู่อี้อยู่ที่ใด แล้วให้อากุ้ยกลับไปแจ้งให้ฟางซื่อทราบ จากนั้นจึงตามจางหลิงออกไป
เมื่อมาถึงที่หมาย อวิ๋นเจียวยังไม่ทันลงจากรถม้าฉู่อี้ก็ออกมารับด้วยตัวเอง และอุ้มอวิ๋นเจียวลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับจูงนางเดินเข้าไปข้างใน
บุรุษผู้นี้ถึงกับจูงมือนางจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว!
“เจียวเอ๋อร์มื้อเที่ยงเจ้ากินอะไรมาหรือ?”
“เกี๊ยวที่ท่านแม่ข้าห่อไว้ตั้งแต่เช้า”
“เช่นนั้นมื้อเย็นเจ้าอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือไม่?”
“ไม่มีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษ ข้าไม่ใช่คนเลือกกินอยู่แล้ว”
กล่าวจบอวิ๋นเจียวก็เสริมอีกประโยคหนึ่ง “ที่นี่มีพ่อครัวที่ทำซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานเป็นหรือไม่?”
ฉู่อี้เผยรอยยิ้มออกมา “มี แน่นอนว่าต้องมี”
ช่างเป็นเด็กน้อยจริงๆ ประโยคแรกยังบอกว่าไม่เลือกกิน ประโยคต่อมาก็ถามหาซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานแล้ว
“ยังมีอะไรที่อยากกินอีกหรือไม่?”
“เนื้ออิงเถา [1] โอ่วเหอจื่อ [2] ปลากะพงนึ่ง…” อวิ๋นเจียวร่ายยาวรายการอาหารออกมาไม่หยุด ฉู่อี้จึงสั่งให้พ่อบ้านจดไว้ จากนั้นจึงให้ห้องครัวไปจัดเตรียม
เห็นได้ชัดว่าคำพูดที่ว่า ‘อะไรก็ได้’ ‘ไม่เลือกกิน’ ของเด็กสาวนั้นไม่อาจเชื่อได้จริงๆ
“จวนพักของท่านนี่ไม่เลวเลยนะเจ้าคะ!”
ภายนอกนั้นดูธรรมดา ทว่าภายในกลับกว้างขวางโอ่อ่า เสาแกะสลัก ระเบียงทางเดิน ศาลาและเรือนพักล้วนประณีตวิจิตรงดงามหรูหราทุกระเบียบนิ้ว
ฉู่อี้เอ่ยว่า “จวนพักแห่งนี้เพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน ใช้เงินที่ฮ่องเต้พระราชทานมา เจ้าของเดิมเป็นพ่อค้าร่ำรวย ข้าเพียงแค่หาซื้อเครื่องเรือนและของประดับตกแต่งมาเพิ่มเท่านั้น”
อวิ๋นเจียวรู้สึกแปลกใจ ใช้เงินที่ฮ่องเต้พระราชทานมาซื้องั้นหรือ ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วจนถูกลดบรรดาศักดิ์หรอกหรือ?
เมื่อเห็นนางมองเขาด้วยแววตาสงสัย ฉู่อี้จึงอธิบายว่า “ตบหน้าแล้วก็ให้ขนมหวาน นี่คือกลยุทธ์การปกครองของฮ่องเต้ ที่ข้าอาละวาดในท้องพระโรง อาจดูเหมือนเป็นโหวผู้ไร้มารยาท ทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้ว แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการมอบโอกาสให้ฮ่องเต้จัดการคนบางกลุ่ม”
“สายฟ้าและสายฝนล้วนเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เฉิงเต๋อจวิ้นอ๋องกับเสนาบดีกรมกลาโหมดูเหมือนกำลังรุ่งโรจน์ ทว่าผู้ใดบ้างจะล่วงรู้ว่าการที่จวิ้นอ๋องคบค้าสมาคมกับขุนนางอย่างใกล้ชิดเช่นนี้กลับเป็นการล่วงเกินข้อห้ามของฮ่องเต้”
“อีกประการหนึ่ง เรื่องที่หลินซูเฟยมีหุ้นส่วนในภัตตาคารอิ๋งเซียนนั้น นางไม่ได้ปิดบังฮ่องเต้ แถมยังใช้เงินจากภัตตาคารอิ๋งเซียนไปเติมเต็มท้องพระคลังส่วนพระองค์ของฮ่องเต้อยู่เสมอ”
“เรื่องนี้มีผู้รู้เห็นไม่กี่คน แต่เพราะเป็นเช่นนี้ ความละโมบอันน่ารังเกียจของภัตตาคารฝูอวิ้นจึงทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย…”
“ท่านนี่ช่างเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์โดยแท้”
อวิ๋นเจียวทำได้เพียงใช้คำนี้มานิยามฉู่อี้ ดูเหมือนว่าการกระทำที่ดูเหลาะแหละไร้สาระของเขา ที่แท้ล้วนแฝงไปด้วยแผนการทั้งสิ้น นางอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองมีอะไรให้ฉู่อี้คิดวางแผนหรือไม่
ฉู่อี้ราวกับล่วงรู้ความคิดของนาง จึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะวางแผนต่อผู้ใดก็ได้ แต่ไม่มีวันวางแผนต่อเจ้าและครอบครัวของเจ้า ที่บอกเรื่องนี้กับเจ้าก็เพราะไม่อยากให้เจ้าถูกข้าหลอกใช้อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว”
อวิ๋นเจียวจ้องมองเขาอย่างไม่พอใจ “ข้าไม่เคยพบเจอคนที่หน้าหนายิ่งกว่าท่านอีกแล้ว ทั้งที่หลอกใช้ผู้อื่นแล้วยังกล้าพูดออกมาตรงๆ รังแกที่ข้าเป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาไม่อาจเอาผิดท่านได้งั้นหรือ?”
เมื่อเห็นท่าทางโกรธเคืองเล็กน้อยของอวิ๋นเจียว ฉู่อี้จึงหยุดเดินแล้วดึงอวิ๋นเจียวไปนั่งที่เก้าอี้ยาวข้างระเบียงทางเดิน แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เจียวเอ๋อร์ข้าไม่อยากโกหกเจ้า จึงไม่ปิดบังเจ้า”
“เรื่องใดที่ทำให้ครอบครัวของเจ้าและคนที่เจ้าใส่ใจได้รับความเสียหาย ข้าไม่มีวันทำเป็นอันขาด เรื่องนี้เป็นเพราะความบังเอิญ ดังนั้นข้าจึงมักจะบอกว่าเจ้าคือดาวนำโชคของข้า”
“หากไม่ใช่เจ้าขายสูตรหม้อไฟให้ข้า ภัตตาคารอิ๋งเซียนจะทำให้ภัตตาคารฝูอวิ้นอิจฉาได้ยังไง หากภัตตาคารฝูอวิ้นไม่ลงมือเล่นงานร้านเม่าไช่ ข้าก็คงไม่มีโอกาสทำความดีความชอบต่อหน้าฮ่องเต้มิใช่หรือ?”
“หากข้าไม่ถูกลดบรรดาศักดิ์ แล้วคนอย่างแม่เลี้ยงกับอารองของข้าหวาดเกรงต่อข้าได้อย่างไร?”
“ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้น ไม่ได้โกรธท่านจริงๆ เหตุใดท่านต้องตื่นตระหนกเช่นนี้ด้วย”
ไม่ผิดแน่ นางสัมผัสได้ว่าเมื่อครู่ฉู่อี้ตื่นตระหนกจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับฉู่อี้แล้วเรื่องเหล่านี้เขาไม่จำเป็นต้องบอกนางให้ชัดเจนก็ได้ หากไม่บอกกลับเป็นฝ่ายครอบครัวของนางที่ต้องรู้สึกขอบคุณเขาอีกต่างหาก แต่ฉู่อี้กลับไม่ปิดบังนาง
เรื่องนี้แท้จริงแล้วก็ไม่ถึงขั้นเรียกว่าถูกหลอกใช้ เพียงแต่เป็นเรื่องบังเอิญที่ฉู่อี้ช่วยพวกนางแก้ไขปัญหา และเรื่องนี้ก็ทำให้ฉู่อี้มีเหตุผลในการอาละวาดในท้องพระโรง
ทั้งได้เอาใจฮ่องเต้และบรรลุเป้าหมายของตัวเอง แล้วยังช่วยสองพี่น้องฉี่ชิ่งฉี่เสียงให้พ้นจากคุก และทำให้สองพ่อลูกเจียงต้าไห่กับเจียงเทียนเป่าได้รับโทษที่สมควรได้รับ เช่นนี้ก็ได้ประโยชน์กันทุกฝ่ายมิใช่หรือ?
“ที่แท้ภัตตาคารอิ๋งเซียนมีฮ่องเต้หนุนหลังอยู่ เช่นนั้นข้าก็รอรับเงินปันผลอย่างสบายใจได้เลยสิ!”
ดวงตาของอวิ๋นเจียวเป็นประกาย แก้มยุ้ยน้อยๆ ที่ยังคงมีเค้าโครงของความอ้วนท้วนสมบูรณ์ของเด็กน้อย เมื่อยามยิ้มแล้วดูน่ารักจนใครเห็นก็อยากจะหยิกเล่นสักที
“แน่นอนเจ้ารอรับเงินปันผลปลายปีก็พอแล้ว ไปกัน พวกเราไปคุยกันที่สวนดีกว่า!” เมื่อเห็นว่าอวิ๋นเจียวไม่ได้ติดใจอะไรฉู่อี้ก็ค่อยวางใจ
ที่เขาพูดเรื่องนี้กับอวิ๋นเจียวยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นก็คือต้องการจะดูว่าอวิ๋นเจียวไม่ชอบเรื่องเหล่านี้หรือไม่ หากอวิ๋นเจียวไม่ชอบ ต่อไปเขาคงต้องอยู่ห่างๆ นางแล้ว
มิเช่นนั้น หากทั้งเขาและครอบครัวอวิ๋นเจียวสนิทสนมกันมากเกินไป เรื่องบางเรื่องย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
โชคดีที่อวิ๋นเจียวเข้าใจและไม่โทษเขา… เช่นนี้แล้วเขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ห่าง สามารถอยู่ใกล้ชิดความอบอุ่นที่เขาโหยหานี้ได้อีกสักพัก… หรือบางทีอาจจะอยู่ไปชั่วชีวิตก็เป็นได้
เชิงอรรถ
[1] เนื้ออิงเถา (樱桃肉) เนื้อหมูสามชั้นในซอสรสหวานอมเปรี้ยว คล้ายสีแดงของผลอิงเถาหรือผลเชอร์รี่
[2] โอ่วเหอจื่อ (耦合子) รากบัวหั่นเป็นแผ่น สอดไส้หมูสับ ปรุงรส แล้วนำไปชุบแป้งทอดจนกรอบ มีรสชาติกรุบกรอบและกลมกล่อม เหมาะเป็นของว่างหรือกับข้าว