ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 245 เจียเหอจวิ้นจู่
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 245 เจียเหอจวิ้นจู่
เด็กสาวตัวน้อยขี้กลัว นับตั้งแต่เข้ามาคุกเข่าคำนับก็ไม่ได้เอ่ยวาจาใด นอกจากยืนตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหลังไช่ซื่อ ทว่าเมื่อครู่ ครั้นที่ไช่ซื่อนำหยกของนางออกไปส่งมอบ แม้จะหวาดกลัวเพียงใด เด็กน้อยก็เอ่ยปากร้องขอ
เห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งที่นางพกติดตัวมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เป็นสิ่งที่นางทะนุถนอมยิ่ง
ฮ่องเต้จิ้งคังทรงจำได้ดี หยกชิ้นนี้เป็นของบรรณาการของแคว้นหนานจ้าว เนื้อหยกขาวผ่อง ทว่าตรงกลางกลับมีจุดสีเลือดสด หยดเลือดนั้นถูกช่างฝีมือแกะสลักเป็นดวงเนตรของหงส์
ยามนั้นพระองค์เคยเอ่ยขอหยกชิ้นนี้จากฮ่องเต้องค์ก่อน แต่พระองค์มิได้ประทานให้ กลับมอบให้กับฉินจื่อซีที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน
เด็กหญิงผู้นี้… ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับฉินจื่อซีในวัยเยาว์ยิ่งนัก
ความเคลือบแคลงใจสุดท้ายในใจฮ่องเต้จิ้งคังพลันมลายหายสิ้น “ไม่ต้องกลัว เจิ้นคือลุงของเจ้า เป็นพี่ชายของแม่เจ้า บอกเจิ้นมา เจ้าชื่อว่าอะไร?”
เด็กน้อยไม่กล้าเอ่ยตอบ นางหันไปมองไช่ซื่อ
ไช่ซื่อรีบยิ้มกล่าวกับนาง “เป่าเอ๋อร์ ฝ่าบาทคือพระมาตุลาแท้ๆ ของท่าน”
บางทีอาจเป็นเพราะสีหน้าฮ่องเต้ดูอ่อนโยนลง ประกอบกับมีไช่ซื่อคอยเกลี้ยกล่อม เด็กน้อยจึงรวบรวมความกล้าตอบ “ข้าชื่อไฉเป่าเอ๋อร์ ท่านคือลุงของข้าจริงๆ หรือ?”
วาจานั้นช่างไม่รู้จักมารยาท แต่ฮ่องเต้กลับทรงพระสรวลชอบพระทัย “ใช่แล้ว เจิ้นคือลุงของเจ้า! นับแต่นี้ไป ไฉเป่าเอ๋อร์คือจวิ้นจู่แห่งแคว้นต้าเยี่ย พระราชทานนามว่าเจียเหอ มอบที่ดินสองอำเภอเป็นที่ดินศักดินา [1] พร้อมเงินอีกหนึ่งพันตำลึง!”
“ส่วนจวนจวิ้นจู่ เจิ้นไม่พระราชทานให้ใหม่ ขอซ่อมแซมจวนองค์หญิงที่แม่ของเจ้าเคยประทับให้เจ้าก็แล้วกัน เป่าเอ๋อร์ยังเยาว์วัย ข้างกายขาดผู้ใหญ่คอยดูแล งั้นให้ไปอยู่ตำหนักฮองเฮาเป็นการชั่วคราว รอถึงวัยปักปิ่น [2] ค่อยย้ายไปพำนักที่จวนจวิ้นจู่”
จากนั้นฮ่องเต้ตรัสต่อ “ไช่ซื่อ เจ้าปกป้องจวิ้นจู่อย่างดี อนุญาตให้เจ้าคอยดูแลจวนจวิ้นจู่จนกว่านางจะถึงวัยปักปิ่น เบี้ยหวัดออกโดยตำหนักคุนหนิง เทียบเท่าข้าหลวงหญิงขั้นสอง”
“พร้อมพระราชทานจวนหนึ่งหลัง เงินอีกห้าร้อยตำลึง! ส่วนบุตรและสามีของเจ้า ให้ไปอยู่กับหลิวเป่า ทำงานที่องค์กรอินทรีทมิฬ!”
นี่มันจะแยกนางกับคุณหนูน้อยชัดๆ ทั้งควบคุมสามีและบุตรชายของนางไว้! ไช่ซื่อรู้แก่ใจดี แต่บนใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็นซาบซึ้ง คุกเข่าลงขอบคุณ “ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
วันนั้นเองฮ่องเต้ก็ทรงออกราชโองการ ประกาศไปทั่วทั้งแผ่นดินว่า พบสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของติ้งอันโหวและองค์หญิงเก้าแล้ว พระราชทานนามว่าเจียเหอจวิ้นจู่ ให้ฮองเฮาเป็นผู้เลี้ยงดูด้วยพระองค์เอง
เรื่องนี้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งราชสำนักและไพร่ฟ้าสามัญชน
เรื่องราวในอดีตที่ติ้งอันโหวทำหน้าที่ล้มเหลวพ่ายแพ้ในสงคราม ทำให้แคว้นต้าเยี่ยเสียดินแดนไปถึงสองเมือง จนบัดนี้ยังยึดคืนมาไม่ได้ กองทัพสกุลไฉย่อยยับ องค์หญิงเก้าเสียชีวิตหลังคลอดบุตร ไฉฉงจวิ้นกลับเมืองหลวงได้ไม่นานก็สิ้นใจจากอาการบาดเจ็บสาหัส เรื่องเหล่านี้กลับมาอยู่ในกระแสสนทนาอีกครั้ง
ทุกคนต่างกล่าวชื่นชมความเมตตาของฮ่องเต้ ไม่เพียงแต่ไม่เอาผิดไฉฉงจวิ้น ยังทรงแต่งตั้งบุตรสาวของเขาเป็นถึงจวิ้นจู่ อีกทั้งยังให้ฮองเฮาเป็นผู้เลี้ยงดูด้วยพระองค์เอง เกียรติยศและพระมหากรุณาธิคุณเช่นนี้ ชั่วขณะนั้นไม่มีผู้ใดเทียบเทียม
ส่วนความวุ่นวายในท้องพระโรง เรื่องที่ฮ่องเต้ทรงพบพระนัดดา อวิ๋นเจียวไม่ทราบเรื่องราวเหล่านี้แม้แต่น้อย เวลานี้นางกำลังเตรียมตัวออกจากบ้าน ฉู่อี้ส่งคนมารับนางไปที่โรงผลิตกระดาษผิงเล่อ ผู้ร่วมทางยังมีอวิ๋นฉี่ซานและเหยียนเซี่ยว
“พี่รอง ท่านมาแล้วหรือ กินข้าวเช้าแล้วหรือยัง? แล้วพี่ใหญ่ล่ะ?”
อวิ๋นฉี่ซานยกผักที่ซื้อมาลงจากรถม้า แบกเข้าไปในครัวพลางเอ่ยถามตอบ “พี่ใหญ่มีธุระที่สำนักศึกษา พอสำนักศึกษาเปิดทำการ ก็มีเรื่องให้จัดการมากมาย เมื่อวานอากุ้ยกลับไปบอกว่าเจ้ากับท่านแม่จะอยู่ต่ออีกสองสามวัน ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ก็เลยให้ข้ามาดูเจ้า และข้ากินข้าวเช้ามาแล้ว”
เหยียนเซี่ยวเห็นอวิ๋นเจียวไม่ถามไถ่ตน จึงรีบเอ่ยขึ้น “น้องเจียวเอ๋อร์ ข้ายังไม่ทันได้กินข้าวเช้าเลย ข้ายังไม่ได้กินข้าวเช้า!”
เรื่องสำนักศึกษา อวิ๋นเจียวและฟางซื่อเล่าให้เฉาเหลียนเอ๋อร์ เฉาซื่อและคนอื่นๆ ฟังหมดแล้ว บัดนี้เห็นท่าทางของเหยียนเซี่ยว บวกกับเป็นคนแปลกหน้า ทั้งสองคนจึงรู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นใคร
“ท่านคงจะเป็นอาจารย์เหยียนสินะเจ้าคะ หากอาจารย์เหยียนไม่รังเกียจก็เชิญทางนี้เจ้าค่ะ พวกเรายังมีหมั่นโถวกับน้ำเต้าหู้อุ่นๆ อยู่”
เวลานี้เฉาซื่ออยู่ในห้องกับจ้าวซื่อ ส่วนคนที่ออกมาต้อนรับที่ห้องโถงคือเฉาเหลียนเอ๋อร์
เหยียนเซี่ยวเห็นเฉาเหลียนเอ๋อร์ก็ตาเป็นประกาย เขากางพัดออก แล้วร่ายบทกวีขึ้นมาทันที “ภูเขาเงียบสงัดกล้วยไม้งาม หยดน้ำค้างชโลมใจพลัน รอสายลมโชยจากเขาไกล หอมกรุ่นกลิ่นขจรไกล…”
เฉาเหลียนเอ๋อร์อยู่ที่อำเภอมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ทุกวันได้กินน้ำแกงไก่กับจ้าวซื่อเพื่อบำรุงร่างกาย ผิวพรรณของนางจึงดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้นมาก
เดิมทีนางก็มีหน้าตางดงามสะสวยอยู่แล้ว บัดนี้ยังดูร่าเริงแจ่มใสขึ้นมาก บุคลิกของหญิงสาววัยแรกรุ่นที่ดูเรียบง่ายเช่นนาง ดูสดใสและเป็นธรรมชาติกว่าคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงเสียอีก
เหยียนเซี่ยวเห็นแล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก ทว่าเฉาเหลียนเอ๋อร์กลับรู้สึกอึดอัดจากท่าทีของเขา
เมื่อเห็นดังนั้น อวิ๋นเจียวจึงรีบบอกกับเฉาเหลียนเอ๋อร์ “พี่รอง ท่านไปทำงานของท่านเถิด ไม่ต้องไปสนใจเขา”
เฉาเหลียนเอ๋อร์ได้ยินอวิ๋นเจียวบอกเช่นนั้นจึงเดินไปที่ลานหลังบ้าน เวลานั้นเฉาซื่อกับฟางซื่อได้ยินเสียงจึงพากันเดินออกมาพอดี เห็นเหยียนเซี่ยวถูกอวิ๋นเจียวถลึงตาใส่อยู่พอดี
“เจียวเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น?”
“ท่านแม่ อาสะใภ้สาม ไม่ได้มีอะไรเจ้าค่ะ พวกเราจะออกไปข้างนอกแล้ว เที่ยงนี้ไม่กลับมากินข้าวนะเจ้าคะ”
กล่าวจบ นางก็ส่งสายตาให้อวิ๋นฉี่ซาน เหยียนเซี่ยวก็ถูกอวิ๋นฉี่ซานดึงออกจากประตูทันที ในตอนนั้นเอง เหยียนเซี่ยวจึงยอมละสายตาที่จ้องมองไปทางลานหลังบ้านอย่างเสียดาย
อวิ๋นเจียวขึ้นไปบนรถม้า ขณะที่เหยียนเซี่ยวถูกอวิ๋นฉี่ซานดึงขึ้นไปนั่งด้านนอกของรถม้า
สารถีที่ฉู่อี้ส่งมารีบขับรถม้าออกจากร้านอวิ๋นหรง เหยียนเซี่ยวเลิกผ้าม่านรถม้าเล็กน้อย ยื่นหน้าเข้ามาในรถม้า มองอวิ๋นเจียวด้วยแววตาตื่นเต้น “น้องเจียวเอ๋อร์ คุณหนูผู้นั้นเป็นใครหรือ?”
อวิ๋นเจียวไม่ได้ตอบคำถามของเขา กลับจ้องมองเหยียนเซี่ยวด้วยสายตาตำหนิ “คุณชายห้าเหยียน ท่านรู้หรือไม่ว่าการจ้องมองหญิงสาวเช่นนี้เป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง? สำนักศึกษาของพวกเราไม่ต้อนรับคนลามกนะ!”
เวลานี้อวิ๋นเจียวโกรธจริงๆ แม้ยุคนี้จะไม่ได้กดขี่ผู้หญิงมากนัก แต่ก็แตกต่างจากยุคปัจจุบันอยู่ดี! เขากลับจ้องเฉาเหลียนเอ๋อร์ไม่วางตา อีกทั้งเฉาเหลียนเอ๋อร์ยังเคยถูกคนหน้าไม่อายอย่างเจียงเทียนเป่าตามตอแยอีก!
เหยียนเซี่ยวรีบอธิบาย บนใบหน้าหล่อเหลายังคงมีแววตาชื่นชมเฉาเหลียนเอ๋อร์ “น้องเจียวเอ๋อร์ ข้ามิใช่คนลามกนะ จริงๆ นะ เพียงแต่คุณหนูผู้นั้นงดงามดุจกล้วยไม้ในหุบเขา ข้าย่อมชื่นชมเป็นธรรมดา!”
อวิ๋นเจียวจ้องเขาเขม็ง “ท่านหมายความว่าพี่รองของข้าเป็นเพียงแค่ดอกไม้งามๆ ที่ไว้ให้คนมาชื่นชมอย่างนั้นหรือ? พวกเราแม้จะเป็นชาวบ้าน แต่ก็มีศักดิ์ศรี! หรือว่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์อย่างพวกท่าน ปล่อยให้ผู้อื่นจ้องมองได้ตามใจชอบ?”
เวลานี้อวิ๋นเจียวถึงได้รู้สึกว่า การให้เฉาเหลียนเอ๋อร์มาเป็นหลงจู๊นั้นเป็นความคิดที่ผิดพลาด!
เฉาเหลียนเอ๋อร์ยังไม่ได้แต่งงาน ข้างกายไม่มีสามีคอยช่วยเหลือ หากเปิดร้านค้า ย่อมต้องพบเจอลูกค้าผู้ชาย หากพบเจอพวกคนหน้าไม่อาย…
ช่างเถิด ค่อยกลับไปบอกให้เฉาเหลียนเอ๋อร์ดูแลห้องปักผ้า คิดบัญชีก็พอ อย่าได้ออกไปพบปะผู้คน เรื่องราวภายนอกจ้างหลงจู๊กับคนงานจัดการก็พอ
เมื่อถูกอวิ๋นเจียวดุไปชุดใหญ่ อวิ๋นฉี่ซานก็ยังมองเขาอย่างไม่เป็นมิตร เหยียนเซี่ยวถึงได้รู้ตัวว่าตนเองล้ำเส้นเกินไป
นั่นสินะ คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ ก็ไม่มีใครที่ไหนจะยอมให้เขามองเช่นนี้!
ทว่าสิ่งสวยงามมักดึงดูดใจผู้คนเสมอนี่นา ภาพของเฉาเหลียนเอ๋อร์ที่แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนยังคงติดตรึงอยู่ในใจของเขา ไม่อาจลบเลือน
เชิงอรรถ
[1] ที่ดินศักดินา (食邑) เป็นระบบที่ดินที่มอบให้ขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์เพื่อเป็นแหล่งรายได้
[2] วัยปักปิ่น (及笄) หมายถึงวัยที่เด็กหญิงจีนในสมัยโบราณเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ประมาณ 15 ปี จะมีพิธีปักปิ่น (笄礼) เพื่อแสดงว่าเด็กหญิงได้เติบโตและพร้อมสำหรับการแต่งงาน