ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 251 คุณชายมากรักขุ่นเคืองคนไร้ใจ
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 251 คุณชายมากรักขุ่นเคืองคนไร้ใจ
เหยียนเซี่ยวเบิกตากว้าง ในสายตาของเขาตอนนี้เฉาเหลียนเอ๋อร์งดงามและเปล่งประกายที่สุด แต่ความงามและแสงเจิดจรัสนั้นกลับเบ่งบานเพื่อผู้อื่น ทำให้ใจของเขาเจ็บแปลบ
ความรักของเขายังไม่ทันได้เริ่มต้นไขว่คว้า ก็สูญสิ้นความหวังอย่างสิ้นเชิง
ส่วนทางด้านถังสุ่ยนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลมหายใจของเขาพลันถี่กระชั้น เหลียนเอ๋อร์ นางกำลังพูดอะไรอยู่? หรือเป็นเพราะเขาต้องมาติดคุกเช่นนี้ นางจึงคิดจะ…
แต่เขาอยู่ในสภาพนี้แล้ว จะให้นางต้องมาผูกพันกับเขาได้อย่างไร “เหลียนเอ๋อร์ ข้าไม่ชอบหน้าเจียงเทียนเป่านั่นเป็นเรื่องของข้า ไม่เกี่ยวกับเจ้าเลย เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดจนพูดอะไรเช่นนี้ เจ้าเป็นหญิงสาวที่ดี คู่ควรกับบุรุษที่ดีกว่า…”
“พี่ถังสุ่ย” เฉาเหลียนเอ๋อร์ขัดคำพูดของถังสุ่ย ดวงตากลมโตที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตามองเขาอย่างแน่วแน่ เอ่ยด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ “ข้าชอบท่าน หากท่านก็ชอบข้าเช่นกัน ข้ายินดีรอท่าน หากท่านไม่ชอบข้า ชาตินี้ข้าก็ไม่แต่งงาน…” กล่าวจบ เฉาเหลียนเอ๋อร์ก็วิ่งออกไปทันที
ถังสุ่ยอยากจะไล่ตาม แต่ตัวเองเป็นนักโทษ
อวิ๋นเจียวจึงเอ่ยกับถังสุ่ยว่า “พี่ถังสุ่ย หากท่านไม่ได้ฆ่าคน ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามรับโทษเด็ดขาด ท่านวางใจ พวกข้าที่อยู่นอกคุกจะช่วยท่านเองเจ้าค่ะ” กล่าวจบ อวิ๋นเจียวก็ขอตัวจากไป
เฉาเหลียนเอ๋อร์วิ่งสุดแรงจนถึงหน้าคุก จึงหยุดลงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตา
พออวิ๋นเจียวออกมา นางก็หลบสายตาของอวิ๋นเจียว การสารภาพรักกับถังสุ่ยทำให้นางใช้ความกล้าหมดไปแล้ว ตอนนี้ความกล้านั้นมลายหายไป เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้อื่น นางจึงรู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก
แม้ในสายตาของอวิ๋นเจียว เรื่องนี้ช่างเป็นรักก่อนวัยอันควรอย่างแท้จริง หากเป็นที่เมืองจีนยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นครูหรือพ่อแม่ ต้องดับฝันรักนี้ให้สิ้นซาก แต่ที่นี่คือแคว้นต้าเยี่ย หญิงสาวอายุสิบสองสิบสามปีก็เริ่มหมั้นหมาย อายุสิบสี่สิบห้าปีแต่งงาน ถือเป็นเรื่องปกติ
โชคดีที่อำเภอจิ่วจิ้นไม่ได้อยู่ติดชายแดน หากเป็นที่นั่น หญิงสาวอายุเกินสิบเจ็ดปียังไม่แต่งงาน ทางราชสำนักจะจับให้แต่งงานกับทหาร
ทั้งสองขึ้นรถม้า เฉาเหลียนเอ๋อร์จึงอธิบายว่า “เจียวเอ๋อร์ ข้า… พี่ถังสุ่ยเขาต้องมาติดคุกเช่นนี้ก็เพราะข้า” เฉาเหลียนเอ๋อร์กำชายเสื้อแน่น รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างมาก ไม่อยากสบตากับอวิ๋นเจียวเลยแม้แต่น้อย
อวิ๋นเจียวจับมือนาง บังคับให้เฉาเหลียนเอ๋อร์มองตาของตน จากนั้นก็เอ่ยว่า “พี่เหลียนเอ๋อร์ ข้าถามท่าน หากพี่ถังสุ่ยไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ ท่านยังจะพูดกับเขาแบบนั้นไหมเจ้าคะ?”
เฉาเหลียนเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้า สีหน้าหม่นหมองลงเล็กน้อย หากถังสุ่ยไม่เกิดเรื่องแบบนี้ นางคงไม่เอ่ยปากหรอก ชื่อเสียงของนางถูกเจียงเทียนเป่าทำลายไปแล้ว นางไม่สนใจว่าคนอื่นจะพูดอย่างไร แต่กลับกลัวว่าถังสุ่ยจะถูกคนอื่นนินทาลับหลัง
“หรือท่านไม่ชอบพี่ถังสุ่ย? หากท่านไม่ชอบพี่ถังสุ่ย เช่นนั้นคำพูดที่ท่านพูดในคุกวันนี้ ก็ให้มันลอยไปกับสายลมเถิดเจ้าค่ะ”
“ข้าชอบ!” เฉาเหลียนเอ๋อร์ตอบอย่างไม่ลังเล พอพูดจบก็ก้มหน้าด้วยความเขินอาย
เพราะว่าชอบ ถึงได้มีเรื่องให้กังวลมากมาย!
อวิ๋นเจียวกล่าว “ชอบก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ในเมื่อท่านชอบเขา ก็ควรพยายามไขว่คว้า ไม่ว่าพี่ถังสุ่ยจะเกิดเรื่องหรือไม่ ท่านก็ควรเผชิญหน้ากับความรู้สึกในใจนี้ ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าพี่ถังสุ่ยมีใจให้ท่านหรือไม่ หากทั้งสองฝ่ายต่างมีใจตรงกัน ก็ควรพยายามให้สมหวัง”
“ส่วนเรื่องที่ท่านกังวล ข้าเองก็เข้าใจ แต่ความรักที่ผ่านบททดสอบมาได้ ย่อมยืนยาว พี่เหลียนเอ๋อร์ ท่านต้องพยายามนะเจ้าคะ!”
เฉาเหลียนเอ๋อร์ไม่คาดคิดมาก่อนว่าอวิ๋นเจียวจะให้กำลังใจนางเช่นนี้ หากเป็นเมื่อก่อน นางคงไม่กล้าแม้แต่จะฟัง แต่ตอนนี้นางตัดสินใจก้าวแรกไปแล้ว จึงรู้สึกว่าคำพูดของอวิ๋นเจียวนั้นถูกต้อง
“ขอบคุณเจ้ามาก เจียวเอ๋อร์” เฉาเหลียนเอ๋อร์รู้สึกขอบคุณอวิ๋นเจียวจากใจจริง ขอบคุณน้องสาวคนนี้ที่เข้าใจและให้กำลังใจนาง
เหยียนเซี่ยวที่นั่งอยู่ข้างสารถีได้ยินดังนั้นก็ทนไม่ไหว เจียวเอ๋อร์นี่ลำเอียงชัดๆ นางให้กำลังใจเฉาเหลียนเอ๋อร์กับถังสุ่ยให้ไล่ตามความรักของตนเองได้ แต่ทำไมถึงไม่ยอมให้เขาแสดงความรู้สึกดีๆ ต่อเฉาเหลียนเอ๋อร์?
เขาเป็นคนไม่ค่อยเก็บความรู้สึกในใจ คิดอะไรก็พูดออกมา “เจียวเอ๋อร์ ไยเจ้าไม่ให้กำลังใจข้าบ้าง?”
อวิ๋นเจียวกลอกตาอย่างหน่ายๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ฉู่อี้เล่าให้ข้าฟังหมดแล้วว่าเหตุใดท่านถึงหนีออกมาจากจวนราชบัณฑิต ให้กำลังใจท่านหรือ ท่านอยากให้ข้าให้กำลังใจท่านอย่างไร?”
“ให้กำลังใจท่านลักพาตัวหญิงสาวไปเป็นบ้านเล็ก หรือให้กำลังใจท่านรับอนุเข้าบ้านก่อนที่ภรรยาเอกจะแต่งเข้ามา พอภรรยาเอกแต่งเข้าบ้านแล้วก็รังแกนางจนตาย?”
คำพูดของอวิ๋นเจียวทำเอาเหยียนเซี่ยวถึงกับพูดไม่ออก เขาห่อเหี่ยวลงในทันที ถูกแล้ว เขาไม่พอใจเรื่องที่ทางบ้านจัดหาคู่หมั้นให้ จึงหนีออกมา ปลายปีนี้เขาก็ต้องแต่งงานแล้ว
“เหตุใดข้าถึงไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา และแต่งงานกับหญิงที่ตัวเองชอบเล่า”
เพราะเรื่องของถังสุ่ยทำให้อารมณ์ของอวิ๋นเจียวไม่ค่อยดีนัก ย่อมไม่มีความอดทนพอจะพูดจาไพเราะกับเหยียนเซี่ยว
นางแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “ท่านเกิดมามีบุญวาสนาได้เสพสุขในจวนราชบัณฑิต แต่กลับไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบที่จวนราชบัณฑิตมอบให้ บนโลกนี้มีเรื่องดีๆ แบบนั้นด้วยหรือ?”
“แต่ข้าไม่ได้ต้องการลาภยศเงินทอง…”
“สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา มีบ่าวรับใช้ นอนกับสาวใช้ต้นห้อง ใช้จ่ายเงินทองฟุ่มเฟือย ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง ไม่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน…”
“แต่กลับบอกว่าไม่ได้ต้องการ เหอะ หลอกใครกัน ข้าว่าท่านเป็นโรคคนรวย! ป่วยการทั้งเพ วันๆ เอาแต่หาเรื่องใส่ตัว! ชีวิตดีเกินไปจนสมองเลอะเลือนไปหมดแล้ว!”
“หากไม่ต้องการ ก็ปกปิดชื่อแซ่หนีออกจากบ้านไปเลยสิ ไม่ต้องเอาเงินทองของที่บ้านไปแม้แต่อีแปะเดียว ไม่พึ่งพาชื่อเสียงของจวนราชบัณฑิต ออกไปอยู่ให้ไกลลิบสุดขอบฟ้า ใช้ชีวิตด้วยลำแข้งตัวเองสิ”
อวิ๋นเจียวไม่ได้ไว้หน้าเขาแม้แต่น้อย เจ้าหมอนี่ตอนอยู่ที่เมืองหลวงก็เคยหนีออกจากบ้านมาแล้ว สุดท้ายต้องระเหเร่ร่อนถึงขั้นต้องเก็บหมั่นโถวตกพื้นกิน สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ต้องยอมแพ้กลับไปใช้ชีวิตหรูหราในฐานะคุณชายอย่างเดิม
เหยียนเซี่ยวถูกอวิ๋นเจียวพูดแทงใจดำ ถูกแล้ว ทั้งที่เขาเสพสุขกับชีวิตสบายๆ ที่จวนราชบัณฑิตมอบให้ แต่กลับไม่อยากแบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับชีวิตสุขสบายนั้น ดูเหมือนจะไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก
บุตรหลานตระกูลขุนนาง ล้วนเป็นหมากบนกระดานที่ถูกครอบครัวใช้แต่งงานเพื่อผลประโยชน์มิใช่หรือ? เขาเองก็คงหนีไม่พ้น
จู่ๆ เหยียนเซี่ยวก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ ที่จริงแล้วเขารู้เรื่องพวกนี้มาโดยตลอด เพียงแต่พยายามหลีกเลี่ยง ไม่อยากเผชิญหน้าเท่านั้น
อวิ๋นเจียวเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ไม่สนใจว่าเหยียนเซี่ยวจะรับไหวหรือไม่ พูดระบายความรู้สึกออกมาจนหมด สำหรับคุณชายเอาแต่ใจที่ชอบทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา นางไม่มีความอดทนด้วยหรอก
“เจียวเอ๋อร์… เจ้าเป็นเด็กผู้หญิง บางคำพูด อย่าได้พูดอีกจะดีกว่า” อวิ๋นเจียวรู้สึกสะใจ แต่คำพูดของนางกลับทำให้เฉาเหลียนเอ๋อร์ตกใจจนแทบสิ้นสติ
และในเวลานี้เอง เฉาเหลียนเอ๋อร์จึงได้สติ เรื่องของนางไม่ควรพูดบนรถม้า! เป็นเพราะใจลนลานเกินไป จึงไม่ได้คิดให้รอบคอบ
“ข้าพูดอะไร?” อวิ๋นเจียวยังไม่รู้ตัว ใบหน้าของเฉาเหลียนเอ๋อร์แดงก่ำราวกับเลือด แต่เพื่ออวิ๋นเจียว ต่อให้นางจะอับอายแค่ไหน ก็ต้องพูด “นอน… นอน… นอนกับสาวใช้ต้นห้อง”
อวิ๋นเจียวถึงได้รู้ตัว จริงสิ นางเอาแต่พูดเพื่อความสะใจ ลืมคิดไปว่าพูดอะไรออกไปบ้าง น่าเสียดายที่พูดออกไปแล้ว ไม่อาจเอากลับคืนมาได้
อวิ๋นเจียวรู้สึกหงุดหงิดตัวเองขึ้นมาทันที ข้างนอกนอกจากเหยียนเซี่ยวแล้วก็ยังมีสารถีอีก! รถม้าคันนี้ก็จ้างมา ไม่ใช่ของบ้านนาง!
ท่ามกลางความหงุดหงิดนั้น อวิ๋นเจียวก็เริ่มทบทวนตัวเอง นางถูกคนในครอบครัวตามใจจนเคยตัว ทำอะไรโดยไม่ระวัง ในใจก็ผ่อนคลายกว่าตอนที่เพิ่งทะลุมามากเกินไป
แบบนี้ไม่ดีแน่ แนวโน้มแบบนี้ไม่ดีเลย นางเป็นคนต่างถิ่นที่มาที่นี่ ยิ่งต้องระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นวันหนึ่งอาจเผลอไปสร้างปัญหาให้คนในครอบครัวโดยไม่รู้ตัว