ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 258 เรื่องอื้อฉาวของอวิ๋นเหมยเอ๋อร์
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 258 เรื่องอื้อฉาวของอวิ๋นเหมยเอ๋อร์
อวิ๋นโส่วจงเอ่ยปากถามออกไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่พอถามจบก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าหมอโจวยังอยู่ ดีที่หมอโจวเดินทางรักษาคนไปทั่ว รู้จักวางตัว รู้กาลเทศะดี และไม่อยากรับฟังเรื่องส่วนตัวของบ้านอื่น จึงเอ่ยขึ้นว่า
“นางไปซื้อยาขับเลือดมาเอง ไม่ได้ให้หมอคนไหนตรวจดู ก็กินเข้าไปเอง ผลปรากฏว่า ท้องแก่เกินไป ยานั่นก็ฤทธิ์รุนแรง เลือดจึงไหลไม่หยุด… ข้าให้ยาเม็ดกับยาต้มไปแล้ว หากมีโสมแผ่นด้วยนางก็น่าจะมีโอกาสรอดมากขึ้น จะอยู่หรือไป ก็อยู่ที่คืนนี้แล้ว”
เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าอับอายของตระกูลอวิ๋น หมอโจวจึงแค่อธิบายคร่าวๆ เห็นว่าทั้งสองสามีภรรยาไม่ได้ว่าอะไร จึงลุกขึ้นกล่าวลา
หลังจากหมอโจวจากไป สองสามีภรรยามองหน้ากันอยู่นาน ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ในเมื่อเรื่องราวก็เป็นเช่นนี้แล้ว ฟางซื่อจึงไม่ปิดบังอีกต่อไป เมื่อหมอโจวจากไป นางก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง “หลังจากที่อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ถูกตัดออกจากตระกูล นางก็ไปที่ตำบลแล้วอาศัยอยู่ที่บ้านสกุลเจียง”
“หลังจากนั้น ตอนที่ฉี่ชิ่งกับฉี่เสียงถูกจับตัวไปที่หน่วยรักษาความสงบท้องถิ่น พอจัดการเรื่องราวเรียบร้อยแล้ว ท่านพ่อก็ไม่ได้กลับมา ชุ่ยเหนียงจึงตามไปดูแล คืนนั้น ชุ่ยเหนียงพักในห้องที่อวิ๋นเหมยเอ๋อร์เคยนอน”
“พอกลับมา นางก็เอารองเท้าผู้ชายข้างหนึ่งมาให้ข้า บอกว่าเจอในห้องของอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ อีกอย่าง หลังจากที่อวิ๋นเหมยเอ๋อร์กลับมา ข้าเห็นนางสวมทั้งปิ่นเงินและกำไลเงิน ซึ่งล้วนเป็นของที่ไม่เคยเห็นนางสวมมาก่อน ตอนนั้นข้าก็เดาว่า อวิ๋นเหมยเอ๋อร์คงจะมีอะไรกับเจียงเทียนเป่าหรือไม่ก็เจียงต้าไห่เป็นแน่”
ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง เรื่องอื้อฉาวจริงๆ! ตระกูลอวิ๋นเก่านี่ก็ช่าง… ทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียง…
ฟางซื่อรู้สึกโชคดีอย่างมากที่ครอบครัวของตนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลอวิ๋นเก่าอีกต่อไปแล้ว
วันต่อมา ไม่ได้ยินข่าวคราวอะไรจากบ้านตระกูลอวิ๋นเก่า คาดว่าอวิ๋นเหมยเอ๋อร์คงจะรอดชีวิตมาได้
ฟางซื่อจัดการงานต่างๆ ในบ้านให้เรียบร้อย ช่วงนี้ไปอยู่ที่จวนของฉู่อี้ ไม่ค่อยได้ดูแลบ้านเท่าไหร่ บ้านหลังเล็กๆ แห่งนี้จึงมีงานมากมายให้หยิบจับ
อวิ๋นฉี่ซานกลับมาจากจวนฉู่อี้แต่เช้า กินข้าวเช้าเสร็จก็ไปที่ลานก่อสร้าง
ไม่นาน เขาก็ส่งคนมาแจ้งว่า วัสดุทั้งหมดที่ใช้ในการก่อสร้าง โรงผลิตเครื่องเคลือบจิงผิงและโรงหลอมเหล็กอันหลิงต่างส่งมาถึงแล้ว รถม้ามาเป็นขบวนยาวต่อกันจนถึงทางเข้าหมู่บ้าน ดึงดูดชาวบ้านจำนวนมากให้มาดู
ฟางซื่อจึงรีบสั่งให้อากุ้ยไปซื้อผักที่ตำบล สั่งให้เว่ยซื่อกับบ่าวรับใช้ในบ้านของอาจารย์หม่าช่วยกันทำอาหาร ทั้งยังจ้างหญิงชาวบ้านมาช่วยอีกแรง เพื่อเตรียมอาหารเลี้ยงคนงาน
บ้านของตระกูลอวิ๋นสร้างเกือบเสร็จแล้ว รอเพียงท่อน้ำทองแดง กระเบื้องเคลือบ อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ และของอื่นๆ มาถึงก็สามารถเก็บรายละเอียดงานได้
โรงผลิตเครื่องเคลือบจิงผิงกับโรงหลอมเหล็กอันหลิงส่งของมาให้ก่อนกำหนด บ้านของพวกเขาจึงสร้างเสร็จเร็วขึ้น เช่นนี้แล้วก็ไม่ต้องรอจนถึงหน้าหนาว ช่วงที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงก็สามารถเข้าอยู่ได้
ขณะที่ลานก่อสร้างบ้านตระกูลอวิ๋นกำลังคึกคัก ผู้เฒ่าอวิ๋นยืนมองอยู่ที่หน้าประตูบ้าน เห็นรถม้าเป็นขบวนยาวขนส่งของไปที่ลานก่อสร้างบ้านของอวิ๋นโส่วจง ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก
มีชาวบ้านเดินเข้ามาทักทายด้วยสีหน้าชื่นชม “นายท่านผู้เฒ่าอวิ๋น ลูกชายรองของท่านร่ำรวยขึ้นมาก ท่านดูสิ บ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่า สร้างได้งดงามยิ่งนัก”
“โอ๊ย นี่ข้าจะบอกให้นะ คานบ้านแกะสลักลวดลายสวยงามมาก ดูดีกว่าบ้านของเศรษฐีในอำเภอเสียอีก ส่วนกำแพงก็ก่อด้วยอิฐเขียวทั้งหมด ประตูบ้านใช้ไม้กระดานหนาสองชุ่นทำ! ท่านเตรียมตัวสุขสบายเถิด!”
“ไม่ใช่แค่บ้านของนายท่านรองที่สวยงามนะ บ้านของนายท่านใหญ่กับนายท่านสามก็ซื้อที่ดินเพิ่ม สร้างบ้านติดกับบ้านของนายท่านรองนั่นแหละ เพียงแต่เล็กกว่าหน่อยเท่านั้น ที่เหลือก็หรูหราโอ่อ่าไม่ต่างกัน!”
“เฮ้อ หากเป็นเมื่อก่อน ใครจะกล้าคิดกัน ตอนที่นายท่านรองยังไม่กลับมา บ้านนายท่านใหญ่ต่างก็สวมเสื้อผ้าขาดๆ กินข้าวต้มเหลวๆ กันทั้งบ้าน ตอนนี้ติดตามนายท่านรอง ยังไม่ถึงปี ก็กลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว!”
“ใช่ๆ ข้าว่านายท่านรองคนนี้เป็นคนนำโชคลาภมาสู่ตระกูลโดยแท้ ดูสิ พี่น้องที่ติดตามเขาลืมตาอ้าปากกันหมดแล้ว ทั้งยังได้รับของขวัญจากท่านโหวอีกด้วย ช่างน่าอิจฉาจริงๆ!”
“ใช่แล้วผู้เฒ่าอวิ๋น นายท่านรองนำโชคเช่นนี้ ไฉนถึงไม่เห็นบ้านท่านรุ่งเรืองบ้างเล่า?”
“จะรุ่งเรืองได้อย่างไร ลูกชายที่ขยันขันแข็งสามคนถูกไล่ออกจากบ้านหมด เหลือแต่ลูกชายสุรุ่ยสุร่ายไว้ที่บ้าน จะเอาอะไรมารุ่งเรือง!”
“ผู้เฒ่าอวิ๋น ไยไม่เห็นชุ่ยเหนียงมาปรนนิบัติท่านเล่า? ข้าเห็นครอบครัวของชุ่ยเหนียงมาตั้งรกรากที่หมู่บ้านเราแล้ว ไยถึงไม่เห็นไปมาหาสู่กับท่านบ้าง?”
“เจ้าโง่หรือไง ญาติของนางมาไถ่ตัวนางกลับไปแล้ว ตอนนี้เป็นชาวบ้านธรรมดาแล้ว ใครจะอยากมาปรนนิบัติคนอื่นอีกเล่า?”
“ว่าไปแล้ว นายท่านรองก็มีน้ำใจยิ่งนัก รับพี่ชายของชุ่ยเหนียงเข้าทำงานด้วย ให้ช่วยนายท่านใหญ่ดูแลไร่ดอกไม้ของคุณหนูสี่ ได้ยินว่าค่าแรงเดือนละห้าร้อยอีแปะเชียวนะ! คุณหนูสี่บอกว่า หากทำงานดี จะเพิ่มค่าแรงให้อีก เป็นเดือนละหนึ่งตำลึงเงิน!”
“โอ้โห นายท่านรองอวิ๋นช่างใจกว้างนัก เดือนละหนึ่งตำลึงเงิน งานดีๆ เช่นนี้ แม้แต่ในตำบลหรืออำเภอก็หายาก…”
ผู้เฒ่าอวิ๋นถูกพูดจาเหน็บแนมจนหน้าแดงหน้าขาว ไม่มีหน้าจะอยู่ต่อ จึงปิดประตูบ้านด้วยความโกรธ แต่ถึงแม้จะปิดประตูบ้านแล้ว ก็ยังปิดกั้นเสียงเยาะเย้ยถากถางจากข้างนอกไม่ได้
เขากลับเข้าไปในบ้าน ไล่เถาซื่อที่กำลังบ่นพึมพำไม่หยุดออกไป จากนั้นก็ปิดประตู แล้วนอนถอนหายใจอยู่บนเตียงคนเดียว
ชุ่ยเหนียงถูกไถ่ตัวไปแล้ว ตามหลักแล้ว นางไม่ควรจะอยู่ในหมู่บ้านไหวซู่ แต่ทำไมนางถึงอยู่ต่อ? ไม่เพียงแต่นางจะอยู่ต่อ แม่และพี่ชายของนางก็อยู่ด้วย หรือว่านี่จะเป็นแผนการ?
ครอบครัวของชุ่ยเหนียงเป็นทาสที่เจ้ารองซื้อมา พูดอะไรเรื่องไถ่ตัว ก็เพราะแค่ไม่อยากให้เขามีคนใช้ก็เท่านั้น!
ทันใดนั้น ผู้เฒ่าอวิ๋นก็เข้าใจขึ้นมา เขานึกถึงความดีของชุ่ยเหนียง นึกถึงใบหน้าและรูปร่างของชุ่ยเหนียง ในใจก็รู้สึกคันยุบยิบ
เขาตัดสินใจไปหาชุ่ยเหนียงเพื่อถามให้แน่ชัด เพราะเขาเชื่อว่าชุ่ยเหนียงมีใจให้เขา หากไปหาเจ้ารองตรงๆ เจ้ารองไม่ยอมรับ เขาก็จนปัญญา
หากชุ่ยเหนียงยอมรับ เขาจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง บังคับให้เจ้ารองยกชุ่ยเหนียงให้เขา!
นี่ก็เพิ่งจะสงบสุขไปได้ไม่กี่วัน เรื่องอื้อฉาวของอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ก็ถูกเปิดโปง แม้ว่าจะมีคนรู้ไม่กี่คน แต่เขาก็ยังรู้สึกรำคาญใจ
พอคิดถึงชุ่ยเหนียง เขาก็ยิ่งทนไม่ไหว จึงรีบลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาจงใจสวมชุดผ้าต่วนที่อวิ๋นโส่วจงซื้อให้ ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ออกจากบ้าน เขาเดินอ้อมลานก่อสร้างบ้านของอวิ๋นโส่วจง พยายามหลบเลี่ยงผู้คน
เมื่อมาถึงบ้านของชุ่ยเหนียง เขาเดินเข้าไปก็พบว่าไม่มีใคร มีเพียงชุ่ยเหนียงนั่งเย็บปักถักร้อยอยู่ใต้ชายคาบ้าน ท่าทางอ่อนโยนและสงบเสงี่ยมเช่นนั้น ทำเอาหัวใจของผู้เฒ่าอวิ๋นเต้นแรงราวกับหนุ่มน้อย
ผู้เฒ่าอวิ๋นปิดประตูโดยไม่ทันคิด พลางคิดถึงเรื่องที่เขาต้องการจะถามชุ่ยเหนียง จึงลงกลอนประตูไว้ด้วย
“ชุ่ยเหนียง…”
ชุ่ยเหนียงตั้งใจทำงาน จึงไม่ได้สังเกตว่ามีคนเข้ามา ตอนนี้ได้ยินเสียงของผู้เฒ่าอวิ๋น จึงเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ
นางแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความแปลกใจนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว นางยิ้มแล้วเอ่ยถามว่า “นายท่านผู้เฒ่า เชิญนั่งก่อน ข้าจะรินน้ำให้”
ชุ่ยเหนียงยกม้านั่งออกมาที่ลานบ้าน เชิญผู้เฒ่าอวิ๋นนั่ง พลางเหลือบมองประตูที่ถูกลงกลอน ขณะที่หันหลังกลับ บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มเย็นชา
นางฉวยโอกาสที่ไปรินน้ำที่ห้องครัว ซ่อนมีดสั้นไว้ในแขนเสื้อ หลังจากรินน้ำชาเสร็จ นางก็เดินไปที่ประตูบ้านอย่างเป็นธรรมชาติ เปิดประตูออกกว้าง ให้คนข้างนอกมองเห็นความเป็นไปในลานบ้าน
การกระทำของชุ่ยเหนียงทำให้ผู้เฒ่าอวิ๋นหน้าแดง แต่ลึกๆ แล้ว เขากลับมองว่าชุ่ยเหนียงเป็นคนของเขา จึงไม่รู้สึกว่าการกระทำของตนเองนั้นไม่เหมาะสม
“ชุ่ยเหนียง วันนี้ข้ามาที่นี่ เพราะมีเรื่องอยากจะถามเจ้า”