ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 259 มาหาถึงบ้าน
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 259 มาหาถึงบ้าน
“มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ นายท่านผู้เฒ่า เชิญท่านถามได้เลย” ชุ่ยเหนียงยังคงยืนอยู่ไม่ไกลจากประตู ทว่าบนใบหน้ากลับประดับไปด้วยรอยยิ้ม
ผู้เฒ่าอวิ๋นไม่ได้คิดเลยว่า ชุ่ยเหนียงจะตั้งท่าระวังตน ในความคิดเขานั้น เขากับชุ่ยเหนียงมิได้เป็นคนห่างคนไกลแต่อย่างใด “ชุ่ยเหนียง เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ให้ผู้อื่นได้ยินไปคงไม่ดี เจ้าปิดประตูเสียเถิด”
ในใจของชุ่ยเหนียงพลันรู้สึกตึงเครียด แต่บนใบหน้ากลับมิได้แสดงออกแต่อย่างใด นางกล่าว “นายท่านผู้เฒ่าไม่ทราบหรอกเจ้าค่ะ พอปิดประตูบ้านก็จะมีคนมาแอบฟังอยู่เรื่อย เราจับได้หลายครั้งแล้ว แต่ก็เป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง อีกทั้งพวกเราก็เป็นคนต่างถิ่น จึงมิอาจหักหน้าใครได้”
“ไม่สู้เปิดประตูไว้กว้างๆ เช่นนี้ หากผู้ใดผ่านไปมา หรือจะทำอันใด ข้ายังสามารถเหลือบมองได้แวบหนึ่ง เช่นนี้ถึงจะเรียกว่ามิให้ผู้อื่นได้ยิน”
ผู้เฒ่าอวิ๋นครุ่นคิด ก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริง บ้านของเขานั้นมีคนชอบแอบฟังอยู่มากมาย จึงไม่คิดจะติดใจเรื่องนี้ต่อ ชุ่ยเหนียงเห็นเขาไม่ตื๊อเรื่องปิดประตูอีก ก็รู้สึกโล่งใจ
ผู้เฒ่าอวิ๋นกล่าว “ชุ่ยเหนียง เจ้าพูดความจริงกับข้ามาเถิด เรื่องที่พี่ชายเจ้ามาไถ่ตัวเจ้านั้น เป็นแผนการที่เจ้ารองจงใจให้คนแสดงละครตบตาข้าหรือไม่?”
พอได้ยินเช่นนั้นชุ่ยเหนียงก็สะดุ้ง คิดในใจ เหตุใดเขาจึงล่วงรู้เรื่องนี้ได้?
นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าไม่น่าใช่ ฝ่ายฮูหยินรองไม่มีทางเปิดเผยเรื่องนี้ออกมา เช่นนั้นก็เหลือความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว เพราะตอนนี้ครอบครัวนางมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านไหวซู่ ทำให้ตาเฒ่าผู้นี้คิดเองเออเอง ระแวงสงสัยไปเอง
ว่าไปแล้ว เรื่องนี้ล้วนแต่เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของนาง ที่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ฮูหยินรอง
เมื่อเข้าใจแจ่มแจ้ง ชุ่ยเหนียงก็ตั้งสติแล้วกล่าวด้วยสีหน้าหม่นหมอง “นายท่านผู้เฒ่า ชุ่ยเหนียงยังคิดว่า ที่รับใช้ท่านมานาน นายท่านผู้เฒ่าคงสงสารชุ่ยเหนียงบ้างไม่มากก็น้อย”
“ตอนนี้ดูเหมือนว่าชุ่ยเหนียงคิดผิดแล้ว นายท่านผู้เฒ่าคงไม่ต้องการให้ชุ่ยเหนียงหลุดพ้นจากบัญชีทาส และมีชีวิตที่ดีสินะเจ้าคะ”
นางใช้วิธีนี้ ผู้เฒ่าอวิ๋นก็รีบร้อนแก้ตัว “ชุ่ยเหนียง ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น ข้าเพียง… เพียงแค่ต้องการรู้ให้แน่ชัดว่า เจ้ารองจงใจสร้างเรื่องหลอกลวงข้าหรือไม่!”
ชุ่ยเหนียงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “นายท่านผู้เฒ่า หากท่านมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว ไม่ว่าชุ่ยเหนียงจะพูดอันใด ท่านก็คงมิเชื่อ ไยต้องมาถามข้าให้เสียเวลา ตรงไปตรวจสอบทะเบียนที่ศาลาว่าการอำเภอก็ได้เจ้าค่ะ”
“อ้อ ไม่สิ ไปถามที่ท่านผู้ใหญ่บ้านก็ตรวจสอบได้ เพราะทะเบียนบ้านของพวกเรา ท่านผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ช่วยดำเนินการให้”
ในใจของผู้เฒ่าอวิ๋นนั้นไม่เชื่อ แต่ชุ่ยเหนียงกลับพูดด้วยท่าทางมั่นใจเช่นนี้
“แต่พี่ชายเจ้ามิใช่ว่าทำการค้าเล็กๆ หรือ เหตุใดจึงไปช่วยเหลืองานเจ้ารองได้?”
ชุ่ยเหนียงหัวเราะเยาะในใจ ตาเฒ่าผู้นี้ คงอยากจะให้ตนเป็นบ่าวรับใช้เขาไปชั่วชีวิตกระมัง
“นายท่านผู้เฒ่า นี่ก็เป็นเพราะนายท่านรองและฮูหยินรองมีเมตตา เห็นว่าข้ารับใช้ท่านอย่างซื่อสัตย์ ประกอบกับพี่ชายข้าอ่านออกเขียนได้ จึงเมตตาให้พี่ชายข้าอยู่ช่วยงานนายท่านรอง”
“จะอย่างไรการทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ นั้นก็ไม่ง่าย หากพลาดพลั้งไป อาจขาดทุนหมดตัวได้ เฮ้อ เอาอย่างนี้เถิด นายท่านผู้เฒ่าอยู่ที่นี่ก่อน รอพี่ชายข้ากลับมา ให้เขานำทะเบียนบ้านมาให้ท่านดู”
“ไม่สิ แต่ชุ่ยเหนียงก็ยังกลัว กลัวว่านายท่านผู้เฒ่าจะกล่าวว่าทะเบียนบ้านเป็นของปลอม เช่นนั้นนายท่านผู้เฒ่าไปตรวจสอบที่ศาลาว่าการอำเภอจะดีกว่าเจ้าค่ะ!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นถูกคำพูดของชุ่ยเหนียงสวนกลับจนพูดไม่ออก ใบหน้าของเขาดูอึดอัดไม่น้อย เขาจะให้คนอื่นนำทะเบียนบ้านมาดูได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ศาลาว่าการก็มิใช่สถานที่ที่เขาจะเดินเข้าไปตรวจสอบอะไรก็ได้ตามใจ ส่วนผู้ใหญ่บ้าน ไม่รู้ว่ารับสินบนจากเจ้ารองไปเท่าไหร่แล้ว จะพูดความจริงหรือ?
ในใจเขายังคงไม่เชื่อ แต่เห็นชุ่ยเหนียงเริ่มไม่พอใจ ก็กลัวว่าจะทำลายความสัมพันธ์ จึงไม่พูดเรื่องนี้อีก
เขาไม่เชื่อ แต่ก็ไม่โทษที่ชุ่ยเหนียงหลอกลวง ในใจคิดว่า ต้องเป็นอวิ๋นโส่วจงกับภรรยา ใช้สัญญาขายตัวมาข่มขู่ชุ่ยเหนียง หากนางไม่เชื่อฟัง ก็จะขายนางไปที่หอนางโลม
ต้องบอกเลยว่าผู้เฒ่าอวิ๋นนั้น จินตนาการล้ำเลิศ แต่เขากลับไม่คิดบ้างว่า หากสัญญาขายตัวของครอบครัวนี้อยู่ในมืออวิ๋นโส่วจงจริง เหตุใดจึงปล่อยให้พวกเขาอยู่ในหมู่บ้าน สร้างความสงสัยให้เขาเช่นนี้
เหตุใดไม่ขับไสไล่ส่งไปเสีย? ไม่เพียงไม่ไล่ส่งเท่านั้น ทั้งยังไม่ต้องทำงานอีก นี่มิใช่โง่เขลาหรือไร
ขณะนั้น มารดาและพี่สะใภ้ของชุ่ยเหนียงก็กลับมาจากสวนผัก ในมือต่างคนต่างถือตะกร้าผักมาเต็ม
พอเห็นผู้เฒ่าอวิ๋น ทั้งสองคนก็รีบวางตะกร้าผักลง ทักทายเขาด้วยความเคารพ “นายท่านผู้เฒ่า ไยไม่เข้าไปนั่งด้านใน ดูบ้านของพวกเราสิ ต้อนรับนายท่านผู้เฒ่าเช่นนี้ ช่างเสียมารยาทยิ่งนัก”
“นายท่านผู้เฒ่า อยู่กินข้าวที่นี่สิเจ้าคะ ที่บ้านไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีแป้ง ท่านแม่ หรือข้าจะออกไปซื้อมา…”
ชุ่ยเหนียงรีบตัดบทคำพูดของทั้งสองทันที “ท่านแม่ พี่สะใภ้ พวกท่านนี่กล้าพูดจริงๆ บ้านพวกเราจะกล้ารั้งนายท่านผู้เฒ่าให้อยู่กินข้าวได้อย่างไร? พวกท่านไม่รู้หรือ ปกติตอนที่ข้าปรนนิบัตินายท่านผู้เฒ่า โจ๊กที่นายท่านรองส่งมาให้นายท่านผู้เฒ่านั้น ล้วนแต่เป็นโจ๊กที่เคี่ยวด้วยน้ำแกงไก่ตุ๋นโสม”
“ส่วนอาหารที่กินประจำวัน ข้าวแป้งล้วนเป็นของชั้นดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเนื้อสัตว์ เนื้อหมูเนื้อแกะสัตว์ป่าผลัดเปลี่ยนเวียนกันมา พวกท่านอย่าได้ขายหน้าต่อหน้านายท่านผู้เฒ่าเลยเจ้าค่ะ ต่อให้นายท่านผู้เฒ่าอยู่ต่อ ก็คงกินไม่ถูกปาก ระวังจะทำให้นายท่านผู้เฒ่าหิวเปล่าๆ”
เดิมทีผู้เฒ่าอวิ๋นก็อยากจะอยู่กินข้าวที่นี่ คิดอยากจะอาศัยช่วงที่ดื่มสุราบนโต๊ะอาหาร ค่อยๆ สอบถามเรื่องที่สงสัย แต่ได้ยินชุ่ยเหนียงพูดอย่างตรงๆ เช่นนี้ เขาก็ทำได้เพียงกลืนคำพูดลงไป
จะให้อยู่ต่อได้อย่างไรเล่า จะให้เขาบอกหรือว่าตัวเขาไม่ได้กินเนื้อสัตว์มานานแล้วพอดี?
จะให้เขาบอกหรือว่าคิดถึงช่วงเวลาที่เจ้ารองส่งอาหารมาให้เขาทุกวัน? เขาก็ยังต้องรักษาหน้าตาบ้าง! ยังต้องวางท่าทางเป็นนายท่านผู้เฒ่าอีก!
“เอ่อ… ชุ่ยเหนียงก็พูดแล้ว ตอนนี้ข้าแก่แล้ว ชอบกินข้าวหยาบๆ กับผักต้มเกลือมากกว่า แต่พวกเจ้าไม่ต้องลำบากหรอก ที่บ้านเตรียมข้าวไว้ให้ข้าแล้ว ข้ากลับก่อนดีกว่า”
หวังซื่อมารดาของชุ่ยเหนียงนึกขึ้นได้ ตบหน้าผากตัวเองพลางเอ่ยว่า “ดูสมองข้าสิ วันนี้ที่บ้านนายท่านรองมีคนมาส่งของ ฮูหยินรองเชิญบรรดาสะใภ้ในหมู่บ้านไปช่วยจัดเตรียมอาหาร นายท่านผู้เฒ่าคงไปกินข้าวที่บ้านนายท่านรองสินะเจ้าคะ งั้นพวกเราก็ไม่รบกวนเวลาของนายท่านผู้เฒ่าแล้ว”
“นายท่านผู้เฒ่ากลับดีๆ นะเจ้าคะ ที่บ้านเรามันทรุดโทรมไปหน่อย มิเช่นนั้นคงเชิญนายท่านผู้เฒ่ามาบ่อยๆ”
ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก เขามิได้รังเกียจสักนิด เขาน่ะอยากจะมาบ่อยๆ แต่พออีกฝ่ายพูดแบบนี้ เขาก็ไม่สะดวกจะอยู่กินข้าวต่อ ทั้งยังไม่กล้ามาบ่อยๆ ทำได้แค่บอกลาด้วยความรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก
บ้านเจ้ารองจัดงานเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่มีใครมาเชิญเขาเลยแม้แต่คนเดียว ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง
หลังจากส่งผู้เฒ่าอวิ๋นออกไปแล้ว สีหน้าของแม่ลูกสามคนก็ไม่สู้ดีนัก หลินซื่อพี่สะใภ้ของชุ่ยเหนียงเอ่ยถามว่า “ตาแก่นั่นมาทำอะไร?”
ชุ่ยเหนียงหัวเราะเยาะ เอ่ยว่า “ยังจะมีอะไรอีกเล่า ก็มาถามข้า ว่าพวกเราทั้งบ้านเป็นทาสของนายท่านรองหรือไม่ ถามว่านายท่านรองวางแผนให้พี่ชายไปไถ่ตัวข้าออกมา ที่จริงแล้วเพราะไม่อยากให้ข้าไปปรนนิบัติเขาแล้วใช่หรือไม่!”
หวังซื่อตกใจ “เขารู้แล้วหรือ?”
ชุ่ยเหนียงยิ้มแล้วกล่าวว่า “เขารู้อะไรกัน เดาส่งเดชไปเรื่อย ไม่มีหลักฐานสักนิด แต่จะว่าไปก็เป็นเพราะข้ายืนกรานจะอยู่ มิเช่นนั้นคงไม่ทำให้ฮูหยินรองกับนายท่านรองต้องลำบากเช่นนี้ แต่ไม่เป็นไร พวกเรามีทะเบียนบ้าน ไม่ต้องกลัวเขา”
ถึงแม้ว่าฟางซื่อจะถือสัญญาขายตัวของชุ่ยเหนียงอยู่ แต่สัญญาขายตัวในมือของนางตอนนี้เป็นเพียงสัญญาส่วนตัว ไม่ได้ไปจดทะเบียนที่ทางการ
สัญญาส่วนตัวแบบนี้ หากทำหายหรือถูกทำลาย ก็ถือว่าเป็นโมฆะ เพราะไม่มีบันทึกที่ศาลาว่าการ แม้จะเป็นเช่นนั้น ฟางซื่อก็ยังให้คนไปแจ้งยกเลิกทะเบียนทาสของชุ่ยเหนียงที่ศาลาว่าการอำเภอ แล้วให้นางย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่หมู่บ้านไหวซู่พร้อมกับพี่ชาย พี่สะใภ้ และมารดา