ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 261 กรรมตามสนอง
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 261 กรรมตามสนอง
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้เฒ่าอวิ๋นก็แทบจะกระอักเลือด เขาโกรธจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท และยังมิอาจโต้แย้งได้อีก เพราะเมื่อคืนหมอโจววิ่งเข้าวิ่งออกบ้านเขาหลายรอบ เสียงดังโหวกเหวกไปทั่ว
ทุกคนต่างก็เข้าใจทันที ว่าที่นายท่านรองไม่รินเหล้าให้นั้นเป็นเพราะเป็นห่วงสุขภาพของบิดา ถึงกับให้โสมแผ่นอีกด้วย เช่นนี้จะเรียกว่าไม่กตัญญูได้อย่างไร?
“นายท่านผู้เฒ่าอวิ๋น ท่านก็จริงๆ เลยเชียว ป่วยหนักจนต้องใช้โสมแผ่นยื้อชีวิต ยังคิดจะดื่มสุราอีกหรือ!”
“นั่นน่ะสิ นายท่านรองกตัญญูเช่นนี้ ท่านก็ควรเห็นใจเขาบ้าง ทำตัวเช่นนี้ไม่กลัวเขาจะเสียใจหรืออย่างไร?”
“เจ้าสามอวิ๋น เจ้านับว่าโชคดีแล้ว ข้าเกิดมา อย่าว่าแต่ได้กินโสมแผ่นเลย ข้าไม่เคยแม้แต่จะได้เห็น!”
“ดูสิ โสมแผ่นช่างวิเศษนัก ใช้ไปแค่แผ่นเดียวก็หายป่วย แถมยังมีแรงด่าคนอื่นได้อีก…”
ผู้เฒ่าอวิ๋น: “…”
เจ้ารองให้โสมแผ่นข้ามาแค่สองแผ่นเองนะ! แถมข้าก็ไม่ได้เป็นคนกินสักหน่อย! แต่จะให้เขาพูดออกไปได้อย่างไรเล่า? พูดไม่ได้เด็ดขาด! คราวนี้เขาอึดอัดจนหน้าเขียวหน้าแดงสลับกันไปมา
“ไม่ดื่มก็ไม่ดื่ม!”
เขาทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียว จากนั้นก็คีบเนื้อขึ้นมากิน ข้างๆ มีผู้เฒ่าในหมู่บ้านเอ่ยเตือน “เจ้าสามอวิ๋น เจ้าเพิ่งหายป่วย ไม่ควรกินอาหารหนักๆ ควรกินข้าวต้มไปก่อน”
“ใช่ ระวังไว้หน่อยก็ดี พวกเราแก่แล้ว ต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา”
“เจ้ามีลูกชายที่เป็นนายท่านถึงสามคน แล้วยังมีลูกชายที่สอบผ่านถงเซิงอีกคน อีกไม่นานก็จะได้เป็นซิ่วไฉแล้ว ต่อไปนี้จะมีความสุขมากมาย อย่าเอาแต่สนองความอยากอาหาร จนไม่รักษาสุขภาพสิ…”
จะหลอกใครกัน? ต้องใช้โสมแผ่นยื้อชีวิต แต่กลับกระโดดโลดเต้นมาร่วมงานเลี้ยงได้? แล้วยังอยากกินเนื้อดื่มสุราอีกหรือ?
นายท่านรองอวิ๋นไม่กล้าทำอะไรเขา แต่พวกเขาเหล่าผู้เฒ่าจะปล่อยเขาไปง่ายๆ ได้อย่างไร!
ครอบครัวนายท่านรองอวิ๋นไม่กล้าทำอะไรเขาเพราะต้องรักษาความกตัญญู ตอนนี้เป็นเวลาที่พวกเขาต้องออกหน้าปกป้อง
ตาแก่ไร้ยางอาย ครอบครัวนายท่านรองอวิ๋นทั้งบริจาคเงินสร้างสำนักศึกษา ทั้งบริจาคที่ดินให้เด็กกำพร้าและผู้เฒ่าที่ไม่มีลูกหลานดูแล พวกเขาจะทนดูคนดีถูกข่มเหงรังแกไม่ได้!
ผู้เฒ่าอวิ๋นโกรธจนอยากจะปาชามข้าว ข้าวต้มบ้าบออะไร เขาต้องทนกินข้าวต้มกับซาลาเปาแป้งหยาบทุกวัน วันนี้ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้เห็นเนื้อกับสุรา!
แต่เขาก็ไม่กล้าพูดว่าตัวเองไม่ได้ป่วย! ทำได้เพียงวางชามข้าวลงด้วยสีหน้าบึ้งตึง ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “ไม่กินแล้ว ข้ากลับบ้านไปกินข้าวต้มดีกว่า!” พูดจบก็รีบเดินออกไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟลนก้น
ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก! ความอัปยศอดสูนี้ เป็นเขาที่ก่อขึ้นเองทั้งนั้น!
ฟางซื่อมองผู้เฒ่าอวิ๋นวิ่งหนีเตลิดไปไกล ยิ้มหยันในใจ…
ผู้เฒ่าอวิ๋นเพิ่งจะจากไปได้ไม่นาน อวิ๋นฉี่เยว่ก็กลับมาถึง เขาตรงไปที่ลานก่อสร้าง ฟางซื่อกับอวิ๋นโส่วจงรีบดึงเขามากินข้าว ชาวบ้านต่างก็ทักทายเขาอย่างอบอุ่น
คนในบ้านมากมาย แถมยังกระตือรือร้นกันเหลือเกิน เขาจึงไม่มีเวลาเอ่ยถามว่าอวิ๋นเจียวหายไปไหน
ณ จวนของฉู่อี้ อวิ๋นเจียวกับฉู่เผยเหวินเพิ่งจะกินข้าวเสร็จ ช่วงหลายเดือนมานี้ ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ของอวิ๋นเจียว ร่างกายของฉู่เผยเหวินก็ค่อยๆ ดีขึ้น
“ท่านลุงฉู่ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าหลังอาหารกลางวันต้องพักผ่อน?” อวิ๋นเจียวเห็นฉู่เผยเหวินนั่งเล่นหนังยางอยู่บนเตียง จึงถามขึ้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ฉู่เผยเหวินรีบเก็บหนังยางเข้าอกเสื้อ แล้วหัวเราะประจบว่า “ไม่ลืมๆ ข้าจะนอนแล้ว!”
อวิ๋นเจียวยิ้มหวาน “แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย ท่านลุงฉู่เชื่อฟังแบบนี้ บ่ายนี้เราไปยิงนักรบสอดแนมทางอากาศของพวกชนเผ่าเถื่อนกัน ถ้าเรายิงได้เยอะ เย็นนี้ข้าจะให้แม่ครัวทอดให้ท่านกิน! แต่ถ้าท่านไม่ยอมนอน ข้าจะไม่ไปเป็นเพื่อนท่านแล้ว จะไม่ช่วยคุ้มกันหลังให้ท่านด้วย!”
ฉู่อี้เพิ่งเดินเข้ามาในห้องก็ได้เห็นภาพบรรยากาศอบอุ่นเช่นนี้ มุมปากของเขายกยิ้มขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความอบอุ่น
เขาก้าวเข้าไปอุ้มอวิ๋นเจียวขึ้นมา ซบหน้าลงบนซอกคอเล็กๆ ของนาง สูดลมหายใจจนเต็มปอด กลิ่นหอมอ่อนๆ ผสมผสานกับกลิ่นหอมของดอกไม้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่างหอมละมุนยิ่งนัก
“ฉู่อี้… ท่านกลับมาแล้วหรือ? ปล่อยข้าลงนะ!” จู่ๆ ถูกเขากอด อวิ๋นเจียวตกใจแทบแย่
“เจ้าหนู ได้ยินหรือไม่ เจียวเอ๋อร์บอกให้เจ้าปล่อยนาง ไม่เช่นนั้นข้าจะลงมือฆ่าเจ้าเสียโดยไม่คำนึงถึงความเป็นพ่อลูก!”
ฉู่เผยเหวินแม้จะโง่เขลา แต่เขาก็จำฉู่อี้ได้ พอเห็นอวิ๋นเจียวโวยวาย เขาจึงสวมบทบาทปกป้องนางอย่างเป็นธรรมชาติ กระโดดลงจากเตียง จ้องมองฉู่อี้ด้วยท่าทางไม่เป็นมิตร
ฉู่อี้ได้แต่ปล่อยอวิ๋นเจียวลงด้วยความจำใจ เขาได้แต่ถอนหายใจกับท่านพ่อของตัวเอง “ท่านพ่อ บ่ายนี้ท่านต้องไปสนามรบ รีบนอนพักเถิด อย่าได้เสียเวลากับการศึกช่วงบ่ายเลย!”
ไม่มีใครรู้ใจพ่อเท่าลูกชายอีกแล้ว ฉู่อี้เพียงแค่พูดสองสามประโยค ฉู่เผยเหวินก็นอนลงบนเตียงอย่างว่าง่าย
เขาจูงมืออวิ๋นเจียวเดินออกไป สั่งให้พ่อบ้านคอยดูแลฉู่เผยเหวินอย่างใกล้ชิด จากนั้นก็หันมาพูดกับอวิ๋นเจียวว่า “ลำบากเจ้าแล้ว เจียวเอ๋อร์”
คำว่า ‘ลำบาก’ นั้น สื่อถึงความรู้สึกขอบคุณทั้งหมดของเขา นับตั้งแต่อวิ๋นเจียวมาอยู่ที่นี่ ทุกวันที่หนึ่งและสิบห้าพ่อของเขาก็ไม่มีอาการเจ็บปวดอีกเลย คาดว่าเจียวเอ๋อร์คงให้พ่อของเขากินยาอะไรสักอย่างที่คล้ายๆ กับยาวิเศษที่เคยให้เขากิน
จางหลิงรายงานทุกอย่างให้เขาทราบด้วยรหัสลับ ตอนนั้นแม้ว่าเขาจะติดอยู่ในเมืองหลวงท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยอันตราย เพียงแค่พลาดพลั้งหรือประมาทนิดเดียว ชีวิตน้อยๆ ของเขาก็อาจต้องจบลงในทันที
แต่ในเวลานั้น จางหลิงกลับส่งข่าวมาว่า เจียวเอ๋อร์ผู้เป็นดั่งดวงดาวนำโชคของเขา สามารถรักษาอาการเจ็บปวดของท่านพ่อได้ แล้วยังหาสาเหตุของอาการป่วยที่รบกวนท่านพ่อมานานหลายปีได้อีกด้วย
เรื่องนี้ทำให้เขาทั้งดีใจและตื่นเต้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขามีกำลังใจในการจัดการเรื่องต่างๆ มากขึ้น จนสำเร็จลุล่วงได้ง่ายดายกว่าที่คิด!
ที่เขาสามารถสะสางเรื่องต่างๆ ได้รวดเร็วเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะความโชคดีที่เจียวเอ๋อร์ ดวงดาวนำโชคตัวน้อยๆ ของเขานำมาให้
อวิ๋นเจียวเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าเล็กๆ สดใสราวกับดอกไม้ที่ผลิบานอย่างงดงาม “พวกเราเป็นสหายที่ดีต่อกัน การช่วยเหลือท่านเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว!”
นางไม่คิดจะถ่อมตัว เพราะการดูแลท่านลุงฉู่นั้นเหนื่อยมากจริงๆ แต่ก็มีความสุขมากเช่นกัน
ฉู่อี้ลูบจมูก รอยยิ้มสดใสของอวิ๋นเจียวราวกับน้ำพุร้อนที่ชำระล้างความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอย่างยาวนานของเขาให้หายไปจนหมดสิ้น
“ท่านกินข้าวหรือยัง? ในครัวน่าจะมีอาหารอยู่ ข้าให้คนนำมาให้ท่านดีหรือไม่?” ฉู่อี้ที่ได้รับความเอาใจใส่จากอวิ๋นเจียวนั้นไม่ต่างอะไรจากลูกสุนัขที่ได้รับรางวัล หากเขามีหาง คงจะกระดิกหางจนหางตั้งขึ้นไปแล้ว
“ข้ายังไม่ได้กินข้าว ให้พวกเขาต้มบะหมี่ให้ข้าสักชามก็พอ เจียวเอ๋อร์กินข้าวกับข้าแล้ว ค่อยไปพักผ่อนดีหรือไม่?”
อวิ๋นเจียวพยักหน้า “ได้เจ้าค่ะ งั้นข้าไปดูที่ครัวก่อน ท่านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด ว่าแต่พี่ใหญ่ของข้ากลับมาแล้วหรือยัง?”
“สิงจือกลับมาแล้ว พวกเรากลับมาพร้อมกัน”
“เจ้าค่ะ ข้ารู้แล้ว ท่านไปอาบน้ำเร็วเข้า!”
อวิ๋นเจียวกับฉู่อี้ออกมาจากเรือนของฉู่เผยเหวิน ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป แต่ฉู่อี้ยังคงมองตามร่างเล็กๆ ของอวิ๋นเจียวจนลับสายตาไป ก่อนจะเดินกลับไปยังเรือนของตน
เมื่อคิดว่าพี่ใหญ่กลับมาแล้ว อารมณ์ของอวิ๋นเจียวก็ดีเป็นพิเศษ นางวางแผนว่าบ่ายนี้จะกลับบ้าน พาฉู่เผยเหวินไปยิงนกที่หมู่บ้านไหวซู่ด้วยกัน!
อวิ๋นเจียวลงมือทำบะหมี่ให้ฉู่อี้กินด้วยตัวเอง อืม ควรจะพูดว่าเป็นแม่ครัวที่ทำ ส่วนนางเป็นคนปรุงรส!
บะหมี่ชามนี้น้ำปรุงรสเข้มข้น น้ำมันพริกสีแดงสดราดอยู่บนเส้นบะหมี่ เพิ่มไข่ดาวอีกสองฟอง ตกแต่งด้วยผักใบเขียวสองสามใบ ไม่เพียงแต่ดูน่ารับประทานเท่านั้น กลิ่นยังหอมชวนให้น้ำลายสอ
แม่ครัวเอ่ยชม “คุณหนูอวิ๋นฝีมือดี บะมี่ชามนี้ท่านป๋อต้องชอบแน่ๆ แม้แต่ข้าได้กลิ่นยังน้ำลายไหลเลยเจ้าค่ะ”
อวิ๋นเจียวตอบกลับอย่างถ่อมตนและปากหวานว่า “ท่านป้าต่างหากที่ฝีมือดี ข้าแค่พูดไปเรื่อยเปื่อย บะหมี่อร่อยได้เช่นนี้ล้วนเป็นฝีมือของท่านป้าล้วนๆ เลยเจ้าค่ะ”