ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 262 หาแหล่งที่มาของพิษไม่พบ
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 262 หาแหล่งที่มาของพิษไม่พบ
บะหมี่ชามนี้ ฉู่อี้กินอย่างเอร็ดอร่อย ฉู่อี้มองอวิ๋นเจียว พูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร “บะหมี่อร่อยมาก ข้าอยากกินทุกวัน”
อวิ๋นเจียวเอ่ย “ท่านเป็นถึงท่านป๋อ หากอยากกินอะไรก็ย่อมได้กิน คงไม่ถึงขั้นไม่มีเงินซื้อกระมัง?”
ฉู่อี้ “แต่ผู้อื่นทำรสชาติแบบนี้ไม่ได้”
อวิ๋นเจียว “บะหมี่ชามนี้แม่ครัวเป็นคนทำ ข้าแค่คอยบอกวิธีทำ ใส่เครื่องปรุงนิดหน่อยเท่านั้น ท่านวางใจเถิด ข้าเตรียมเครื่องปรุงไว้ให้แล้ว บอกวิธีใส่และปริมาณที่ต้องใส่ให้แม่ครัวเรียบร้อยแล้ว”
ฉู่อี้ “…”
แต่ข้าอยากกินที่เจ้าทำต่างหาก นี่เป็นความคิดของฉู่อี้ที่ไม่ได้เอ่ยออกมา อย่าว่าแต่อวิ๋นเจียวที่แค่มาพักอยู่ที่นี่แค่ชั่วคราวเลย ต่อให้พักอยู่ที่นี่นานแค่ไหน เขาก็ไม่ยอมให้นางลงมือทำครัวทุกวันเด็ดขาด
อวิ๋นเจียวเห็นว่าแม้ฉู่อี้จะอาบน้ำแล้ว แต่ใบหน้าก็ยังคงฉายแววเหนื่อยล้า นางอดเป็นห่วงไม่ได้จึงเอ่ยถาม “เรื่องที่เมืองหลวงเป็นอย่างไรบ้าง? คนพวกนั้นยังยื่นีกากล่าวโทษท่านอย่างไม่เลิกราอยู่หรือไม่? ได้ยินมาว่าบัณฑิตจากสำนักศึกษาหลวงพากันไปนั่งประท้วงอยู่หน้าวังหลวงด้วย…”
พวกนั้นเอาเรื่องของเกาซิ่วไฉมาโจมตีฉู่อี้ บังคับให้ฮ่องเต้ปลดบรรดาศักดิ์ของฉู่อี้ ขอให้ลดขั้นเป็นสามัญชนเพื่อชดใช้ความยุติธรรมให้กับบัณฑิตทั่วหล้า
ข่าวดีไม่ค่อยออกนอกประตู ข่าวร้ายแพร่สะพัดไปพันลี้ เรื่องเช่นนี้ย่อมแพร่มาถึงอำเภอจิ่วจิ้น ในเวลาไม่นาน หากอวิ๋นเจียวอยากรู้เรื่องราวเหล่านี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก
มุมปากของฉู่อี้ยกยิ้มเหยียด เขายกมือขึ้นตบหลังมือของอวิ๋นเจียวเบาๆ “เจียวเอ๋อร์ไม่ต้องเป็นห่วงข้า อีกไม่กี่วันข้าจะไปเมืองหลวง คอยดูเถิด ใครที่เคยกระโดดโลดเต้นนักหนา คราวนี้จะได้ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด!”
ท่าทางมั่นใจราวกับทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของฉู่อี้ ทำให้อวิ๋นเจียวคลายกังวลลง
“เช่นนั้นก็ดี ครั้งนี้ท่านจะอยู่ที่จวนกี่วัน? แล้วจะไปเมื่อใด? ครั้งนี้ท่านขี่ม้ากลับมาใช่หรือไม่? ขาไปนั่งรถม้าเถิด จริงสิ พี่รองของข้าสร้างรถม้าเสร็จแล้วสองคัน คันหนึ่งเป็นรถม้าธรรมดา ส่วนอีกคันเป็นรถม้าที่สร้างตามมาตรฐานของบรรดาศักดิ์ป๋อ”
คำพูดรัวเร็วของอวิ๋นเจียว เปรียบดั่งไข่มุกที่ร่วงหล่นลงบนพื้นหัวใจของฉู่อี้ทีละเม็ดๆ เสียงดังก้องในใจ ทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบ เขาชอบการดูแลเอาใจใส่ที่ตรงไปตรงมาของอวิ๋นเจียวมากที่สุด
“ได้ ข้าจะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง ตอนไปจะนั่งรถม้า ว่าแต่เจียวเอ๋อร์ ขอบใจเจ้านะ ไม่เพียงแต่ช่วยบิดาของข้ารักษาอาการปวดที่รบกวนเขามานานนับสิบปี แล้วยังทำให้ข้าค้นพบว่า ที่บิดาของข้าเจ็บปวดเช่นนั้นเป็นเพราะพิษ”
หลังจากพูดจบสีหน้าของฉู่อี้ก็มืดครึ้มลงทันที อวิ๋นเจียวบีบมือของเขาเบาๆ เมื่อฉู่อี้หันมามอง นางจึงเอ่ยว่า “ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น”
ใช่แล้ว ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น นับตั้งแต่ได้พบกับเจียวเอ๋อร์ ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาก็ค่อยๆ ดีขึ้นจริงๆ
“ข้าให้ท่านลุงฉู่ทานยาแล้วเจ้าค่ะ” อวิ๋นเจียวพูดต่อ “ไม่ใช่ยาตัวเดียวกับครั้งก่อน นี่เป็นยาแก้พิษ แต่ข้าพบว่าหลังจากที่พิษในร่างกายของท่านลุงฉู่หายแล้ว อีกไม่กี่วันก็ปรากฏขึ้นมาอีก ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ต้องหาต้นตอของพิษให้พบ ท่านลุงฉู่ถึงจะหายขาดได้”
ฉู่อี้ขมวดคิ้ว “ข้าเองก็กังวลว่าในจวนโหวจะมีสิ่งผิดปกติ จึงได้พาบิดามาที่นี่ ทั้งจวนล้วนเป็นคนของข้า ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือของใช้ในชีวิตประจำวัน จางหลิงกับพ่อบ้านก็ตรวจสอบแล้ว ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด”
อวิ๋นเจียวถาม “แล้ว… ของที่ท่านลุงฉู่ใช้เป็นประจำล่ะ? เช่นของที่ท่านลุงใช้มาตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะเกิด และไม่เคยห่างกาย ท่านลองคิดดูดีๆ สิเจ้าคะ?”
ฉู่อี้ครุ่นคิดอยู่นานก็ยังคงส่ายหน้า “ไม่มี ของใช้ของบิดาข้าเปลี่ยนใหม่หมดแล้ว ยกเว้นป้ายไม้สลักรูปพยัคฆ์ลงภูเขาที่เขามอบให้เจ้า แต่ป้ายไม้ชิ้นนั้นเขาก็ได้มาไม่ถึงสิบปีด้วยซ้ำ”
“เนื่องจากมันเป็นของที่เขาพกติดตัวตลอด ข้าจึงให้อวิ๋นเหนียงตรวจสอบพิษแล้ว อวิ๋นเหนียงยืนยันว่าป้ายไม้แผ่นนั้นไม่มีพิษ แต่ข้าเองก็คาดไม่ถึงว่าของที่บิดาหวงแหนขนาดนั้น พอเจอหน้าเจ้าก็มอบให้เจ้าเสียแล้ว นี่คงเป็นวาสนา”
อวิ๋นเจียวยิ้ม “ข้าเองก็ชอบท่านลุงฉู่เช่นกัน อวิ๋นเหนียง คือหลงจู๊ซุนหรือเจ้าคะ? นางเชี่ยวชาญด้านการแพทย์หรือ?”
ฉู่อี้พยักหน้า ไม่ได้ปิดบังนางแต่อย่างใด “ใช่แล้ว นางเป็นผู้สืบทอดของหุบเขาราชาโอสถ อยู่ข้างกายข้ามานานหลายปีแล้ว แต่คนนอกไม่รู้เบื้องหลังที่แท้จริงของนาง”
“แล้วท่านยังจะบอกข้าอีก?” อวิ๋นเจียวจ้องฉู่อี้ เจ้าหมอนี่ชอบเล่าความลับของเขาให้นางฟังอยู่เรื่อย ไม่กลัวนางเผลอหลุดปากพูดออกไปหรือไร?
ฉู่อี้อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบมวยผมเล็กๆ บนศีรษะของนางพลางหัวเราะ “เจ้าไม่ใช่คนนอกเสียหน่อย ข้าจะปิดบังเจ้าไปทำไม”
อวิ๋นเจียวไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงเขาอีก แต่กลับแสดงความกังวลต่ออาการป่วยของฉู่เผยเหวิน “แล้วจะทำอย่างไรดี หากหาต้นตอของพิษไม่พบ… แต่พิษในร่างกายของท่านลุงฉู่เป็นของจริง ไม่มีทางเกิดขึ้นเองได้โดยไม่มีที่มาแน่นอน!”
“ยาแม้จะช่วยรักษาได้ แต่มันก็มีพิษในตัวเอง แม้ว่ายาของข้าจะมีพอให้ท่านลุงฉู่กิน แต่หากกินมากเกินไปก็จะทำลายตับและไต เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เป็นเพียงการยืดชีวิตของท่านลุงฉู่ออกไปเท่านั้น”
ฉู่อี้ก็กำลังปวดหัวกับเรื่องนี้อยู่เช่นกัน เผยซื่อหญิงโง่เง่านั้นเป็นได้แค่หุ่นเชิด ไม่มีทางเป็นคนวางยาพิษบิดาของเขาด้วยพิษที่แม้แต่เขาเองก็ยังหาต้นตอไม่พบ ส่วนฉู่เผยอู่นั้นหน้าเนื้อใจเสือ ทั้งยังเจ้าเล่ห์เพทุบาย แต่ก็ยังอ่อนหัดเกินไป เช่นนั้นแล้ว ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เป็นใครกันแน่?
“เอาเถิด ตอนนี้ยังคิดไม่ออก รอให้เรื่องที่เมืองหลวงจบสิ้นแล้ว ข้าจะพาบิดาไปที่หุบเขาราชาโอสถ ดูว่าที่นั่นพอจะมีวิธีหาต้นตอของพิษได้หรือไม่”
“คงต้องเป็นแบบนี้แล้ว…” อวิ๋นเจียวพึมพำ จากนั้นก็ดึงมือของฉู่อี้มาปลอบใจ “ท่านอย่ากังวลไปเลย ท่านลุงฉู่จะต้องปลอดภัย จะต้องหาต้นตอของพิษพบอย่างแน่นอน”
ฉู่อี้พยักหน้า “ดาวนำโชคตัวน้อยของข้าพูดเช่นนี้แล้ว บิดาของข้าจะต้องแคล้วคลาดปลอดภัยอย่างแน่นอน”
อวิ๋นเจียว “อืม ท่านรีบไปพักผ่อนเถิด ข้ากลับบ้านก่อนนะเจ้าคะ ฝากท่านบอกพ่อบ้านด้วยว่าพอท่านลุงฉู่ตื่นแล้วก็ส่งเขามาที่บ้านของพวกข้า”
“ได้ ข้าจะจัดการให้ ข้าจะให้คนไปส่งเจ้า” ฉู่อี้อยากรั้งอวิ๋นเจียวไว้มาก แต่เขาก็รู้ดีว่าอวิ๋นฉี่เยว่กลับมาแล้ว อวิ๋นเจียวเป็นห่วงพี่ชาย หากอยู่ที่นี่นางคงนอนไม่หลับ
เขารู้ว่าอวิ๋นเจียวมีนิสัยชอบงีบหลับตอนบ่าย ไม่อยากให้ความเห็นแก่ตัวของเขาไปทำลายเวลางีบหลับของนาง นางยังเด็ก ต้องการพักผ่อนให้มากๆ
อวิ๋นเจียวลุกขึ้นยืนพร้อมกับผลักฉู่อี้ที่ลุกขึ้นยืนเช่นกันกลับเข้าไปในห้อง “ท่านรีบไปนอนเถิด อย่ากังวลไปเลย ดูท่านพูดราวกับว่าข้าเรียกบ่าวไพร่ในจวนท่านไม่ได้งั้นแหละ”
ได้ยินคำพูดที่สนิทสนมเช่นนี้ ฉู่อี้ก็อบอุ่นหัวใจยิ่งนัก จึงไม่เถียงกับอวิ๋นเจียว ยอมทำตามที่นางต้องการ
อวิ๋นเจียวรีบกลับบ้าน จนลืมเก็บข้าวของของตัวเอง รีบพาโม่ซ่านกับเสี่ยวเยว่ขึ้นรถม้ากลับไป รถม้ายังมาไม่ถึงหน้าบ้าน นางก็เห็นอวิ๋นฉี่เยว่ยืนอยู่ที่หน้าบ้านด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า แต่กลับมีรอยยิ้ม
“พี่ใหญ่!”
“เจียวเอ๋อร์!”
รถม้ามาหยุดที่หน้าประตูบ้าน อวิ๋นฉี่เยว่อุ้มอวิ๋นเจียวลงจากรถม้า ไม่ยอมวางนางลง เดินตรงเข้าไปในบ้าน
อวิ๋นเจียวรีบพูด “พี่ใหญ่ วางข้าลงเถิดเจ้าค่ะ” พี่ใหญ่ของนางเดินทางไกลมา คงเหนื่อยมาก นางไม่อยากให้เขาต้องเหนื่อย
“อีกไม่กี่ปีพี่ใหญ่ก็อุ้มเจียวเอ๋อร์ไม่ไหวแล้ว!” เจียวเอ๋อร์อายุเจ็ดขวบแล้ว ส่วนเขาก็สิบสี่ปี อีกสองปีเจียวเอ๋อร์ก็โตเป็นสาว แม้จะเป็นพี่ชายแท้ๆ ก็ไม่สามารถกอดนางได้ตลอดเวลา