ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 263 อวิ๋นโส่วหลี่กลับมาแล้ว
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 263 อวิ๋นโส่วหลี่กลับมาแล้ว
แม้จะนึกแล้วใจหายที่พอน้องสาวโตขึ้นก็ไม่อาจกอดได้อีกต่อไป แต่อวิ๋นฉี่เยว่ก็ยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้า ออกจากบ้านไปสองเดือนกว่า ในที่สุดก็ได้พบกับน้องสาวที่น่ารักของเขาเสียที
ฟางซื่อ อวิ๋นโส่วจง และอวิ๋นฉี่ซานต่างก็ยุ่งอยู่ที่ลานก่อสร้าง มีเพียงอวิ๋นฉี่เยว่อยู่ที่บ้านเพียงคนเดียว
“เจียวเอ๋อร์ อยู่ที่จวนเซ่าชิงสบายดีหรือไม่? บรรดาบ่าวไพร่ที่นั่นมีใครกล้ารังแกเจ้าหรือไม่?”
“สบายดีเจ้าค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ไม่เคยขาดตกบกพร่อง บ่าวไพร่ที่นั่นล้วนสุภาพนอบน้อม เรียกให้ทำอะไรก็ทำ ทำงานคล่องแคล่วว่องไวมากเจ้าค่ะ”
พี่ใหญ่เรียกขานชื่อรองของฉู่อี้แล้วหรือ? ฉู่อี้ผู้นี้ช่างรู้จักซื้อใจคนเสียจริง แม้แต่กับพี่ชายของนางที่ก่อนหน้านี้เคยไม่ค่อยชอบหน้าเขานักก็สนิทกันแล้ว
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว หากเจ้ากับท่านพ่อ ท่านแม่ถูกรังแกที่นั่น พี่ใหญ่จะจัดการเขาเอง!”
คำพูดของอวิ๋นฉี่เยว่ทำให้อวิ๋นเจียวหัวเราะคิกคัก “พี่ใหญ่ของข้าเก่งที่สุดเลย ไม่เห็นท่านป๋ออยู่ในสายตาเลยสักนิด”
อวิ๋นฉี่เยว่กล่าว “ท่านป๋อแล้วอย่างไร?” หากใครกล้ารังแกคนในครอบครัว ต่อให้เป็นฮ่องเต้ เขาก็ไม่ปล่อยไว้แน่
“เจียวเอ๋อร์ เจ้านอนพักผ่อนก่อนเถิด รอตื่นขึ้นมาพวกเราพี่น้องค่อยคุยกัน”
“เจ้าค่ะ พี่ใหญ่ก็ไปพักผ่อนเถิด อ้อ บ่ายนี้ท่านลุงฉู่จะมาที่นี่ ข้ารับปากเขาแล้วว่าจะไปยิงนกเป็นเพื่อนเขาที่ป่าหลังบ้าน”
“ดีเลย บ่ายนี้พี่ใหญ่ว่าง พี่ใหญ่จะไปเป็นเพื่อนพวกเจ้า”
พี่น้องสองคนพูดคุยกันไปตลอดทางจนกระทั่งถึงห้องของอวิ๋นเจียว เขาจึงวางนางลงพร้อมกับกำชับอีกสองสามประโยคก่อนจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตน
เสี่ยวเยว่ตักน้ำมาให้เจียวเอ๋อร์ล้างหน้า บ้วนปาก และเปลี่ยนชุดนอนให้ จากนั้นก็รูดม่าน ปิดประตู แล้วเดินออกไป นางนั่งลงบนเตียงอุ่นที่ห้องชั้นนอก หยิบตะกร้าเย็บปักถักร้อยออกมาถักถุงเท้าให้อวิ๋นเจียว
อวิ๋นเจียวกับอวิ๋นฉี่เยว่นั้นแทบจะหลับทันทีที่หัวถึงหมอน ส่วนทางด้านบ้านของผู้เฒ่าอวิ๋น หลังจากที่ผู้เฒ่าอวิ๋นไล่เถาซื่อออกจากห้องนอน เขาก็นอนพลิกไปพลิกมาบนเตียงคนเดียว ภาพลานก่อสร้างของลูกชายทั้งสามคนก็ผุดขึ้นมาในหัว
จะว่าไปในช่วงที่ลูกชายทั้งสามกำลังสร้างบ้าน เขาเองก็แวะเวียนไปดูบ้าง พอเห็นบ้านอิฐที่ค่อยๆ ถูกก่อขึ้น เขาก็รู้สึกอิจฉาและทรมานใจอยู่บ้าง แต่ไม่เคยรู้สึกสะเทือนใจเท่าวันนี้มาก่อน นั่นมันไม่ใช่บ้าน แต่มันคือเงิน!
ท่อทองแดงที่กองท่วมหัว กระเบื้องเคลือบที่ส่องประกายระยิบระยับ… นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เฒ่าอวิ๋นตั้งคำถามกับความเชื่อมั่นในใจของตนเอง
ที่ผ่านมาเขาเอาแต่ตามใจเจ้าห้า ยอมเบียดเบียนลูกชายคนอื่นๆ ยอมให้ลูกชายคนอื่นๆ เอาใจออกหากจากเขา เพียงเพื่อที่จะตามใจเจ้าห้า… แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องหรือไม่?
หากเขาไม่ทำตัวเหินห่างกับลูกชายทั้งสามคน หากบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าเช่นนั้นสร้างเสร็จ เขาก็คงได้เข้าไปอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน? กลายเป็นนายท่านผู้เฒ่าที่สูงศักดิ์จริงๆ?
“ท่านพ่อ เปิดประตูด้วยขอรับ ลูกกลับมาแล้ว”
ขณะที่ผู้เฒ่าอวิ๋นกำลังครุ่นคิด เสียงของอวิ๋นโส่วหลี่ลูกชายคนเล็กก็ดังขึ้นจากนอกประตู
“เจ้าห้า กลับมาแล้วหรือ… รอเดี๋ยว พ่อจะรีบไปเปิดประตูให้” ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันใด รีบลุกขึ้นไปเปิดประตู
“ท่านพ่อ ในห้องร้อน นั่งคุยกันที่ห้องโถงก็ได้ขอรับ” อวิ๋นโส่วหลี่สวมชุดยาวสีฟ้าอ่อนซึ่งเป็นชุดที่ถงเซิงเท่านั้นถึงจะสวมใส่ได้ บนศีรษะสวมหมวกบัณฑิตใบหน้าคมคาย การแต่งกายเช่นนี้ช่างดูภูมิฐานราวกับนักปราชญ์
ผู้เฒ่าอวิ๋นเห็นแล้วก็รู้สึกปลื้มปีติในใจ ราวกับว่าซิ่วไฉ จวี่เหริน [1] และจอหงวน [2] ต่างก็กำลังโบกมือเรียกลูกชายของเขา ทุกอย่างล้วนอยู่ในกำมือของลูกชายเขาแล้ว ความสงสัยและความเสียใจก่อนหน้านี้ถูกลืมเลือนไปในพริบตา
“เถาจือ ไยยังไม่รีบไปรินน้ำชาให้น้าเล็กของเจ้าอีก”
เจียงเถาจือซึ่งกำลังงีบหลับอยู่ในห้อง พอได้ยินผู้เฒ่าอวิ๋นตะโกนเรียกก็รีบวิ่งออกมา ดวงตายังคงปรือปรอยเอ่ยถามว่า “ท่านตา ต้องให้ท่านยายหยิบใบชามาก่อนนะเจ้าคะ”
ลูกชายสุดรักของนางกลับมาแล้ว เถาซื่อไม่รอให้ใครต้องสั่ง นางยกน้ำชาเข้ามาให้ด้วยตัวเอง
“หลบไปไกลๆ รอคนขี้เกียจอย่างเจ้าน่ะ ดอกไม้คงร่วงโรยหมดแล้ว” พูดจบนางก็ยิ้มหวานให้กับอวิ๋นโส่วหลี่ ก่อนจะยื่นน้ำชาให้เขาด้วยท่าทางเอาใจ “ใบชานี่เป็นของที่เจ้ารองเอามาให้พ่อเจ้าเมื่อปีก่อน แม่เก็บรักษาไว้อย่างดี เอานี่ เอามาชงให้เจ้าดื่มโดยเฉพาะเลยนะ”
“ท่านแม่ ชาแบบนี้เก็บไว้นานไม่ได้นะขอรับ เก็บไว้นานเกินไปจะเสียรสชาติ ท่านแม่เก็บไว้ให้ท่านพ่อดื่มเถิด มิเช่นนั้นหากเก็บต่อไปรสชาติก็จะเปลี่ยนกลายเป็นชาเก่า ไร้ค่าราวกับฟางข้าว”
ผู้เฒ่าอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็รู้สึกชื่นใจยิ่งนัก ลูกชายของตนช่างดียิ่งแท้ๆ เพื่อให้เขาดื่มชาดีๆ ถึงกับต้องกุเรื่องโกหกขึ้นมาเช่นนี้
“ฮ่าๆ โส่วหลี่ เจ้ามีน้ำใจพ่อก็ดีใจแล้ว ชานี้พ่อไม่ดื่มหรอก หากเจ้าดื่มไม่หมดก็ยกไปให้เพื่อนร่วมชั้นหรืออาจารย์ก็ได้!”
อวิ๋นโส่วหลี่ได้ยินก็รู้สึกดูถูกในใจ ยกชาเก่าๆ แบบนี้ไปให้อาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น เขาก็ขายหน้าแย่สิ!
“ท่านพ่อ ข้าให้ท่านดื่ม ท่านก็ดื่มเถิด หากคนอื่นรู้เข้า ว่าลูกชายอย่างข้าเก็บของดีๆ ไว้เอง ไม่ยอมแบ่งปันพ่อแม่ จะถือว่าเป็นลูกอกตัญญู คนอกตัญญูจะถูกตัดสิทธิ์สอบเคอจวี่นะขอรับ!”
“ใครกล้าพูดจาไร้สาระแบบนั้น แม่จะฉีกปากมันให้!” เถาซื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบตวาดลั่น พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่เจียงเถาจือด้วยสายตาดุร้าย
เจียงเถาจือตัวสั่นด้วยความกลัว รีบเอ่ยปาก “ท่านยาย ข้าไม่กล้าพูดจาเหลวไหลหรอกเจ้าค่ะ!”
อวิ๋นโส่วหลี่เห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว มารดาของเขาเป็นเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ชื่อเสียงของนางจะฉาวโฉ่ไปทั่ว ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ มันจะส่งผลกระทบต่อเขา
“ท่านแม่ เถาจือจะพูดจาเหลวไหลได้อย่างไร ท่านแม่ ท่านเอาเงินออกมาให้เถาจือกับหลิ่วจือซื้อเสื้อผ้าใหม่คนละชุดเถิด พวกนางอายุก็ปูนนี้แล้ว ถึงเวลาต้องหาคู่ครองได้แล้ว แต่งตัวมอซอ ทำงานหนักเช่นนี้ ใครจะอยากแต่งเข้าบ้าน?”
เจียงเถาจือได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกาย มองอวิ๋นโส่วหลี่ด้วยความตกตะลึงใจ น้าเล็กคนนี้ของนางเป็นคนเย็นชาและเห็นแก่ตัวมาโดยตลอด ไม่เจอกันไม่กี่เดือน ไฉนอยู่ๆ ถึงเริ่มรู้จักห่วงใยผู้อื่น แถมจิตใจยังกว้างขวางขึ้นอีกด้วย
แต่เถาซื่อกลับร้องเสียงหลงทันที “อะไรนะ? เจ้าห้า เจ้าบ้าไปแล้วหรือ เงินที่เจ้าเอาไปเรียนยังไม่พอ ไหนเลยจะมีเงินให้นางตัวซวยพวกนี้ไปซื้อเสื้อผ้า!”
ทันใดนั้นนางก็นึกถึงเรื่องที่อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์และครอบครัวก่อเรื่องวุ่นวายไว้ก็โกรธจนตัวสั่น นางอยากจะพุ่งเข้าไปตบตีเจียงเถาจือเสียเดี๋ยวนั้น
เจียงเถาจือตัวสั่นด้วยความกลัว แต่นางก็ไม่กล้าหนี หากหนีไป นางจะหนีไปที่ไหน? หากถูกเถาซื่อจับได้ นางคงถูกตีหนักกว่าเดิมแน่
“ท่านแม่! หากท่านยังเป็นเช่นนี้อีก ข้าจะไปแล้ว ข้าจะไปอยู่ที่สำนักศึกษา ไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว!”
เถาซื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่กล้าลงมือ เจียงเถาจือรีบกล่าวขอบคุณอวิ๋นโส่วหลี่ “ขอบคุณท่านน้าเจ้าค่ะ”
อวิ๋นโส่วหลี่ยิ้มแล้วพูดว่า “เถาจือ ท่านยายของเจ้าเป็นคนใจร้อน เจ้าอย่าได้ถือสาเลย เอาล่ะ ไปพักผ่อนก่อนเถิด เดี๋ยวรอพี่หญิงใหญ่กับหลิ่วจือกลับมา ค่อยคุยกัน!”
เจียงเถาจือรับคำแล้วเดินออกไป แต่นางก็ยังคงสงสัย อวิ๋นโส่วหลี่คนนี้ทำไมถึงได้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเช่นนี้?
หลังจากเจียงเถาจือออกไปแล้ว อวิ๋นโส่วหลี่ก็เอ่ยขึ้น “ท่านแม่ ท่านต้องปรับปรุงนิสัยของตัวเองได้แล้ว ท่านเอาแต่รังแกหลานสาวและลูกสาวตัวเองแบบนี้ หากคนอื่นรู้เข้า เวลาอยู่กับสหายร่วมสำนักศึกษาข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? ข้าจะเอาหน้าไปสอบซิ่วไฉได้อย่างไร?”
“ท่านยังอยากให้ลูกชายได้เป็นขุนนางใหญ่ในวันข้างหน้า แล้วให้ท่านได้เชิดหน้าชูตาเป็นฮูหยินตราตั้งอยู่หรือไม่?”
คำพูดรัวเป็นชุดของอวิ๋นโส่วหลี่ ทำให้เถาซื่อหมดคำพูด ลูกชายกำลังรังเกียจนางอย่างนั้นหรือ? แต่นางทำทุกอย่างก็เพื่อเก็บเงินไว้ให้เขาเรียนหนังสือมิใช่หรือ?
เชิงอรรถ
[1] จวี่เหริน (举人) เป็นตำแหน่งบัณฑิตที่สอบผ่านการสอบระดับมณฑลในระบบการสอบคัดเลือกขุนนางของจีนในสมัยโบราณ ถือเป็นระดับที่สูงกว่าซิ่วไฉ
[2] จ้วงหยวนหรือจอหงวน (状元) บัณฑิตที่สอบได้อันดับหนึ่งของการสอบเคอจวี่หรือการสอบคัดเลือกขุนนางจากทั่วประเทศ