ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 264 ใจจริงหรือเสแสร้ง
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 264 ใจจริงหรือเสแสร้ง
เถาซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจ นางเป็นคนที่เอาแต่ใจ ปากร้าย ใช้อารมณ์ และไม่ยอมใครมาตลอดทั้งชีวิต แต่สุดท้ายกลับถูกบุตรชายที่นางรักและเฝ้าทะนุถนอมมาตลอดชีวิตตำหนิและรังเกียจ
ทันใดนั้นนางก็ร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ “ข้าทำทั้งหมดนี้ไปเพื่อใครกัน หากไม่ใช่เพื่อเจ้า…”
อวิ๋นโส่วหลี่เห็นดังนั้นก็รู้สึกเบื่อหน่ายใจ เขาถอนหายใจแล้วพูดว่า “ท่านแม่ ข้ากำลังพูดเรื่องจริงจังกับท่านอยู่นะ”
ผู้เฒ่าอวิ๋นทุบโต๊ะด้วยความโกรธ “ลูกชายอุตส่าห์ทิ้งการเรียนกลับมาเยี่ยมพวกเรา เจ้ายังจะร้องไห้คร่ำครวญอะไรอีก? เจ้าห้าพูดผิดตรงไหน? ที่บ้านเรากลายเป็นแบบนี้ ก็เพราะนิสัยใจแคบของเจ้าไม่ใช่หรือไง!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เถาซื่อก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม นับตั้งแต่ชุ่ยเหนียงจากไป ผู้เฒ่าอวิ๋นก็มักจะตบตีนาง นางถูกตบจนกลัวแล้ว ดังนั้นจึงได้แต่ร้องไห้ ไม่กล้าส่งเสียงโวยวายอีก
อวิ๋นโส่วหลี่ปวดหัวจนแทบระเบิด เขาไม่สนใจเถาซื่ออีกต่อไป ควักเงินยี่สิบตำลึงออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้ผู้เฒ่าอวิ๋น เมื่อเถาซื่อกับผู้เฒ่าอวิ๋นเห็นเงินก็ตาเป็นประกาย! ยี่สิบตำลึงเงิน!
เถาซื่อหยุดร้องไห้ทันที รีบถามว่า “เจ้าห้า นี่มันอะไรกัน? เจ้าเอาเงินมาจากไหน?”
ผู้เฒ่าอวิ๋นมือสั่นเทาขณะถือเงิน “เจ้าห้า ทำไมเจ้าถึงมีเงิน หรือว่ามีตระกูลใหญ่ตระกูลไหนถูกใจเจ้า เลยให้เงินเป็นของกำนัลหรือ?”
อวิ๋นโส่วหลี่พยักหน้า “เป็นตระกูลหลิ่ว ตระกูลใหญ่ในตำบล ตระกูลหลิ่วมีญาติเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลวง ส่วนตระกูลหลิ่วที่ตำบลไป๋อวิ๋นก็เป็นตระกูลนักปราชญ์”
“ก่อนหน้านี้ข้าไปร่วมงานประชันบทกวีก็ได้รู้จักกับคุณชายหลิ่วเทียนโย่ว บุตรชายของตระกูลหลิ่วที่ย้ายกลับจากเมืองหลวงเพื่อมาสอบ ต่อมาผู้อาวุโสตระกูลหลิ่วชื่นชมข้าจึงมอบเงินสามสิบตำลึงให้ข้าเป็นของกำนัล”
“วันนี้ข้านำเงินยี่สิบตำลึงมาให้ท่านพ่อ ท่านพ่อมอบเงินให้พี่หญิงใหญ่สักหน่อย ให้นางพาลูกๆ ไปซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประทินโฉมมาแต่งตัวเสียหน่อยเถิด”
แต่เถาซื่อไม่เห็นด้วย ที่ผ่านมามีแต่นางที่เอาเงินจากลูกๆ ไม่มีลูกคนไหนกล้าใช้เงินของนาง นอกจากอวิ๋นโส่วหลี่กับอวิ๋นเหมยเอ๋อร์!
“ไม่ได้! นี่เป็นเงินที่คนอื่นมอบให้เจ้า ไยจะต้องเอาไปให้นางตัวซวยพวกนั้นใช้ด้วย!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นก็ไม่อยากให้เช่นกัน “เจ้าห้า นี่เป็นเงินที่นายท่านตระกูลหลิ่วเห็นคุณค่าในตัวเจ้าจึงมอบให้เจ้า เจ้าเก็บไว้ใช้เองเถิด การเรียนเป็นเรื่องใหญ่!” กล่าวจบผู้เฒ่าอวิ๋นก็ยื่นเงินคืนให้อวิ๋นโส่วหลี่
อวิ๋นโส่วหลี่ปฏิเสธ ก่อนจะพูดโน้มน้าว “ท่านพ่อ ข้าเก็บไว้สิบตำลึงก็พอแล้ว!”
“ท่านพ่อเชื่อข้าเถิด สำนักศึกษาในหมู่บ้านเราก็ดี แม้แต่ฉีจวี่เหรินแห่งสำนักศึกษาในตำบลก็มาสอนที่นี่ด้วย การอยู่ที่สำนักศึกษาในตำบล กลับไม่ได้พบอาจารย์ที่ดีสักเท่าไร ข้าคิดว่าจะกลับมาเตรียมตัวสอบที่บ้าน ขณะเดียวกันก็สามารถไปขอคำชี้แนะจากฉีจวี่เหรินที่สำนักศึกษาได้”
“หากข้ากลับมาที่หมู่บ้าน คุณชายหลิ่วจากเมืองหลวง รวมถึงบุตรชายจากตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นๆ ย่อมต้องมาหาข้าที่บ้าน หากครอบครัวพี่หญิงใหญ่ยังคงเป็นแบบนี้ ข้าจะเอาหน้าไปวางไว้ที่ใด?”
“หากท่านแม่ยังคงพูดจาหยาบคาย พวกเขาจะมองข้าอย่างไร? จะมองครอบครัวของเราอย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น คนพวกนั้นส่วนใหญ่ยังไม่ได้แต่งภรรยา… ท่านพ่อ ท่านแม่ ลองคิดดูให้ดี การใช้ชีวิตต้องมองการณ์ไกลนะขอรับ!”
อวิ๋นโส่วหลี่พูดมากมาย ในที่สุดก็โน้มน้าวผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่อได้สำเร็จ
ผู้เฒ่าอวิ๋นมองเถาซื่อที่จ้องมองเงินอย่างไม่ละสายตา ราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน จากนั้นก็เก็บเงินเข้าไปในอกเสื้อพลางเอ่ยว่า “ตกลง ข้าจะให้เงินพวกเขาแม่ลูกไปสักหน่อย”
เถาซื่อรีบพูด “พวกนางมีเสื้อผ้าดีๆ อยู่ที่ข้ากับเหมยเอ๋อร์บ้าง”
อวิ๋นโส่วหลี่ไม่ชอบพฤติกรรมของเถาซื่อ เมื่อเห็นว่านางคิดจะเอาแม้แต่เสื้อผ้าของลูกสาวและหลานสาวไป เขาดูถูกและรู้สึกขยะแขยงในใจ แต่เขาก็ได้แต่ต้องอดทน คนอกตัญญูไม่มีสิทธิ์สอบเป็นซิ่วไฉ
ผู้เฒ่าอวิ๋นเอ่ยว่า “เจ้ารีบไปเอาออกมาให้หมดสิ จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อเสื้อผ้าหลายชุด” กล่าวจบเขาก็หันไปพูดกับอวิ๋นโส่วหลี่ว่า “เจ้าห้า เจ้าสบายใจได้ หากสหายของเจ้าจะมาที่บ้าน พ่อจะควบคุมแม่เจ้าไว้เอง!”
หากไม่ได้ผลจริงๆ ตอนนั้นค่อยไล่เถาซื่อไปอยู่ที่อื่นก่อนก็ได้!
อวิ๋นโส่วหลี่แสร้งทำเป็นซาบซึ้งก่อนจะพูดว่า “ขอบคุณท่านพ่อที่นึกถึงข้า และขอร้องท่านแม่เห็นแก่หน้าข้าบ้าง ต่อไปอดทนบ้างก็ดีขอรับ”
“ท่านแม่ทำดีกับเถาจือและหลิ่วจือสักหน่อย หากสหายของข้าคนใดสนใจพวกนาง ไม่ว่าจะแต่งงานหรือนำไปเป็นอนุ พวกนางจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ย่อมต้องนึกถึงความดีของท่านแม่บ้าง ไยต้องทำเช่นนี้ ท่านแม่เลี้ยงดูพวกนางไว้แท้ๆ แต่กลับปฏิบัติต่อพวกนางเช่นนี้ไม่เท่ากับสร้างศัตรูหรือ?”
ผู้เฒ่าอวิ๋นจ้องมองเถาซื่อที่ทำสีหน้าไม่เต็มใจ ก่อนจะเอ่ยตำหนิ “เจ้าได้ยินที่เจ้าห้าพูดหรือไม่?”
เถาซื่อทำสีหน้าน้อยใจ เอ่ยอย่างไม่เต็มใจ “ข้าจำได้แล้ว ข้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้ขอบเขต”
“ท่านพ่อ ตามข้าไปที่ห้องทีเถิด ช่วยดูโต๊ะของข้าที ดูเหมือนมันจะโยกเยก”
ผู้เฒ่าอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนทันที “ไปสิ พ่อจะไปดูให้ เจ้าจะได้อ่านหนังสือเขียนหนังสือได้สะดวกๆ”
กล่าวจบเขาก็ถลึงตาใส่เถาซื่อ “ยังยืนบื้ออยู่อีก ทำไมไม่รีบไปดูเหมยเอ๋อร์!”
เจียงเถาจือที่แอบฟังอยู่ข้างนอกรีบวิ่งกลับเข้าห้อง หัวใจเต้นตึกตัก นางคิดไว้แล้วว่าอวิ๋นโส่วหลี่ไม่มีทางหวังดี ที่แท้ก็กลัวว่าบุตรชายตระกูลใหญ่จะเห็นยายแก่นั่นทรมานพวกนาง แล้วทำให้เขาเสียชื่อเสียง!
แต่ช่างเถอะ ไม่ว่าเขาจะจริงใจหรือไม่ อย่างน้อยผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่นางต้องการ ในที่สุด… ในที่สุดก็ไม่ต้องทนถูกยายแก่คนนี้อาละวาดใส่แล้ว!
ทางด้านอวิ๋นโส่วหลี่กับผู้เฒ่าอวิ๋นเข้าไปในห้อง พอผู้เฒ่าอวิ๋นกำลังจะตรวจดูโต๊ะ อวิ๋นโส่วหลี่ก็เหลือบมองบิดาด้วยสายตาเฉยชา แล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ไม่ต้องดูแล้ว โต๊ะไม่มีปัญหาอะไร ข้าแค่อยากคุยกับท่านพ่อเป็นการส่วนตัว”
ผู้เฒ่าอวิ๋นนั่งลงบนเก้าอี้แล้วถามอย่างสงสัย “มีเรื่องอะไรเล่า?”
อวิ๋นโส่วหลี่ยิ้มแห้งๆ “ท่านพ่อ นิสัยของท่านแม่เป็นอย่างไร ท่านพ่อเองก็รู้ดี เพื่ออนาคตของข้า ช่วงนี้อย่าละสายตาจากนางเด็ดขาด”
ผู้เฒ่าอวิ๋นรีบพยักหน้า “เรื่องนี้ไม่ต้องบอกพ่อก็รู้ เจ้าวางใจเถิด หากไม่ได้ผลจริงๆ พ่อจะส่งนางไปอยู่ที่สำนักชีก็ได้ อย่างน้อยก็จะได้ไม่ทำให้เจ้าต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง”
ถ้าไม่เห็นแก่ที่เถาซื่อเป็นแม่ของอวิ๋นโส่วหลี่ เกรงว่าปลดเถาซื่อแล้วจะส่งผลกระทบต่ออวิ๋นโส่วหลี่ เขาคงปลดนางไปนานแล้ว
อวิ๋นโส่วหลี่ควักเงินอีกสิบตำลึงออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้ผู้เฒ่าอวิ๋น ผู้เฒ่าอวิ๋นมองอวิ๋นโส่วหลี่ด้วยความประหลาดใจแล้วถามว่า “เจ้าห้า เจ้านี่หมายความว่าอย่างไร เจ้าไม่ได้ให้พ่อมาแล้วยี่สิบตำลึงหรือ?”
อวิ๋นโส่วหลี่เอ่ย “ท่านพ่อ นายท่านตระกูลหลิ่วมอบเงินให้ข้าสี่สิบตำลึง แต่ข้าไม่กล้าพูดความจริงต่อหน้าท่านแม่”
“ท่านพ่อรับเงินนี้ไป ซื้อสาวใช้สักคนจากนายหน้ามาทำงานบ้าน ต่อไปอย่าให้เถาจือกับหลิ่วจือทำงานหนักอีก พี่หญิงใหญ่สามารถทำงานเบาๆ ได้ แต่ก็อย่าไปรังแกนางมากนัก”
“พี่น้องตระกูลเจียงทั้งสองคน พวกเราช่วยเหลือพวกนาง จะเลี้ยงดูพวกนางไปเปล่าๆ แบบนี้ไม่ได้ หากท่านแม่ยังคงรังแกพวกนางอยู่แบบนี้ ไม่เท่ากับเสียของเปล่าหรือ?”
“พวกนางทั้งสองคนหน้าตานับว่างดงาม หากดูแลให้ดีๆ ยังสามารถเข้าไปเป็นอนุในตระกูลใหญ่ได้ แม้จะเป็นบ้านเล็กที่เลี้ยงไว้ข้างนอกก็ยังดี”
“ถึงอย่างไรพวกนางก็เป็นคนตระกูลเจียง ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา แต่สินสอดเป็นของท่านพ่อไม่ใช่หรือ? บุตรชายตระกูลใหญ่ที่เลี้ยงดูบ้านเล็กไว้ข้างนอกได้ จะให้สินสอดท่านพ่อน้อยหรือ?”