ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 271 พระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันตก
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 271 พระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันตก
ฉี่ชิ่งเอ่ยว่า “เช่นนั้น คืนนี้รอฉี่เสียงกลับมา ข้าจะมอบบัญชีและเงินทั้งหมดให้เขา เพียงแต่ว่า เงินปันผลสองเดือนนี้ คงแบ่งไม่ได้แล้ว”
ความจริงพวกเขาคิดจะเปิดสาขาใหม่มานานแล้ว ดังนั้นเลยไม่ได้แบ่งเงินปันผลกันมาสามเดือนติดต่อกันแล้ว ให้ฉี่ชิ่งเป็นคนเก็บไว้ทั้งหมด
อวิ๋นเจียวเอ่ยว่า “พี่ฉี่ชิ่งเห็นว่าน้องขาดเงินหรือเจ้าคะ? พวกพี่นั่นแหละ ถ้าเงินไม่พอก็บอกข้าได้เลย”
ท่าทางที่ทำราวกับว่าตนเป็นเศรษฐีเช่นนี้ ทำเอาฉี่ชิ่งและเฉาหลานเอ๋อร์อดหัวเราะไม่ได้
“พี่หลานเอ๋อร์ ช่วงนี้ท่านพ่อของข้ากำลังมองหาทำเลร้านค้าอยู่ในอำเภอ พี่หลานเอ๋อร์ไปหาท่านพ่อสิเจ้าคะ ไปช่วยกันเลือก ข้าคิดว่าพวกเราซื้อร้านค้ามาเปิดกิจการเองจะดีกว่า”
อวิ๋นฉี่ชิ่งกับเฉาหลานเอ๋อร์ได้ฟัง ต่างพยักหน้าเห็นด้วย เฉาหลานเอ๋อร์เอ่ยว่า “พวกข้าเองก็คิดเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน”
พูดจบ เว่ยซื่อก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูห้องโถง ค้อมกายรายงานว่า “คุณหนู นายท่านผู้เฒ่ากับนายท่านห้ามาเจ้าค่ะ”
อวิ๋นเจียวขมวดคิ้ว พวกเขามาทำไมกัน? วันนั้นที่ลานก่อสร้าง ท่านปู่ยังขายหน้าไม่พออีกหรือ?
แต่นางทำได้เพียงให้เว่ยซื่อไปเชิญแขกเข้ามา เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาก็เป็นญาติผู้ใหญ่ ไล่ตะเพิดแขกออกไปก็กระไรอยู่
“เชิญพวกเขาเข้ามาเถิด แล้วไปแจ้งท่านแม่ที่ลานก่อสร้างด้วย”
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
หลังจากเว่ยซื่อออกไป ก็รีบพาผู้เฒ่าอวิ๋นกับอวิ๋นโส่วหลี่เข้ามา สีหน้าของผู้เฒ่าอวิ๋นไม่สู้ดีนัก การที่บิดาต้องมาหาบุตรชายถึงที่ แล้วยังต้องให้คนแจ้งก่อนเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกโกรธเคืองยิ่งนัก
ส่วนอวิ๋นโส่วหลี่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง กลับต่างออกไป ใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มซึ่งต่างจากยามปกติ ทว่าพอทั้งสองเห็นน้ำแข็งก้อนโตวางอยู่กลางห้องโถง ทั้งที่เพิ่งจะเป็นเวลาสายๆ เท่านั้น ดวงตาทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยความอิจฉา!
น้ำแข็งพวกนี้ต้องใช้เงินมากเท่าใดกัน! อวิ๋นโส่วหลี่คิด หากตอนที่ตนอ่านหนังสือ มีน้ำแข็งสักก้อนแบบนี้ในห้องก็คงดีไม่น้อย ยิ่งอากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ ยิ่งทำให้หงุดหงิด ไม่มีสมาธิจะอ่านหนังสือเลย!
ผู้เฒ่าอวิ๋นเฝ้าแต่หวังว่า บุตรชายคนนี้จะสามารถสอบได้ตำแหน่ง บัดนี้พอเห็นน้ำแข็งก้อนโต ก็คิดเช่นเดียวกับอวิ๋นโส่วหลี่ น้ำแข็งพวกนี้ สมควรเป็นของลูกชายห้าของเขา!
เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง พอแต่งออกไปก็เป็นคนอื่นเสียแล้ว คู่ควรกับการใช้น้ำแข็งด้วยหรือ!
“เจียวเอ๋อร์ หลานเอ๋อร์ ฉี่ชิ่ง พวกเจ้าก็อยู่กันพร้อมหน้าเลย ฉี่ชิ่งกับหลานเอ๋อร์ วันนี้เหตุใดจึงไม่ไปที่ร้านเล่า?”
เฉาหลานเอ๋อร์เป็นคนใจร้อน พอเห็นอวิ๋นโส่วหลี่ก็ชักสีหน้าใส่ “ลุงห้าอวิ๋น ท่านมาได้ถูกเวลาพอดี เชิญจ่ายหนี้ที่ค้างร้านพวกข้าด้วยเถิด ร้านของพวกข้าเงินทุนน้อย ขาดทุนไม่ไหว!”
ฉี่ชิ่งเองก็เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ใช่แล้ว อวิ๋นโส่วหลี่ ตอนที่ท่านเลี้ยงอาหารผู้อื่นช่างใจกว้างนัก แต่อย่านำหยาดเหงื่อแรงกายของพวกข้าไปเปล่าๆ สิ หากท่านไม่ใช้หนี้พวกข้าอีก ข้าจะไปทวงหนี้กับบัณฑิตที่เคยไปกินเม่าไช่ถึงสำนักศึกษาเอกชนของพวกท่านเอง”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของอวิ๋นโส่วหลี่ก็เปลี่ยนไป รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปในทันที
ผู้เฒ่าอวิ๋นก็โกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าด่าฉี่ชิ่งว่า “เจ้าช่างไร้มารยาท ไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่ กล้าเรียกชื่ออาห้าของเจ้าได้อย่างไร ข้าจะไปหาหัวหน้าตระกูล…”
แต่อวิ๋นฉี่ชิ่งกลับหัวเราะเยาะแล้วขัดจังหวะคำพูดของเขา “เชิญเลยฟ้องใครก็ได้ แต่ข้ามีแค่อารองกับอาสามเท่านั้น ไม่เคยมีอาสี่หรืออาห้าอะไรทั้งนั้น”
คำพูดนี้ทำให้ผู้เฒ่าอวิ๋นนึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ครอบครัวของเขาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตระกูลอวิ๋นอีกต่อไปแล้ว อวิ๋นฉี่ชิ่งไม่ยอมรับพวกเขาเป็นญาติ เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้!
ใครใช้ให้ชื่อของพวกเขาไม่อยู่ในผังตระกูล แต่ครอบครัวของอวิ๋นฉี่ชิ่งกลับยังคงอยู่ในผังตระกูลกันล่ะ?
เด็กคนนี้ที่เคยเงียบขรึม ทำแต่งานโดยไม่ปริปากเหมือนเจ้าใหญ่ ผ่านไปแค่ไม่กี่เดือน กลับพูดจาโต้ตอบได้คล่องแคล่ว แถมท่าทางยังดูมั่นอกมั่นใจเสียอีก!
นี่มัน… นี่มัน… นี่มันเป็นเพราะเจ้ารองสั่งสอนผิดๆ! ในใจผู้เฒ่าอวิ๋นพลันเกลียดชังครอบครัวของอวิ๋นโส่วจงมากขึ้นไปอีก
แต่เขาก็ไม่คิดย้อนดูตัวเองเลยว่า เหตุใดลูกชายหลานชายของตนถึงแยกตัวออกห่าง ทำราวกับเป็นคนแปลกหน้า สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ควรจะโทษใครกันแน่?
เกี่ยวอะไรกับครอบครัวของอวิ๋นโส่วจงเล่า!
ผู้เฒ่าอวิ๋นโกรธจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ สุดท้ายเลยลากเก้าอี้มานั่งลงอย่างฉุนเฉียว ปล่อยให้ความโกรธถาโถมโดยไม่สนใจจะเถียงกับอวิ๋นฉี่ชิ่งอีก
ส่วนอวิ๋นโส่วหลี่ก็ไม่คาดคิดว่าพ่อของเขาจะควบคุมอวิ๋นฉี่ชิ่งไม่ได้อีกต่อไป นี่เขาไม่ได้กลับบ้านแค่ไม่กี่เดือน ในบ้านเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้แล้วหรือ?
แม้ว่าผู้เฒ่าอวิ๋นจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังแบบคร่าวๆ แต่ด้วยความที่บ้านพี่ใหญ่มักจะอ่อนแอและไม่กล้าสู้ เขาจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ทว่าเมื่อมาเห็นกับตาในวันนี้ เขาก็รู้ว่าตัวเองคิดผิด แผนการที่เขาวางไว้ก็ผิดพลาดหมด
เขาเองก็อยากจะใช้คำสั่งสอนเรื่องกเกณฑ์และความกตัญญูมาสั่งสอนอวิ๋นฉี่ชิ่ง แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังวางแผนอยู่… อีกทั้งถ้าหากอวิ๋นฉี่ชิ่งกับอวิ๋นฉี่เสียงไปขอเงินจากสหายร่วมชั้นของเขา แล้วเขายังจะมีหน้าเหลืออยู่หรือ!
อวิ๋นโส่วหลี่ทำได้เพียงกดความโกรธไว้ในใจ พลางปรับสีหน้าแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ดูหัวข้าสิ ดันลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ฉี่ชิ่ง เจ้านับดูสิว่าข้าต้องจ่ายพวกเจ้าเท่าไร?”
อวิ๋นฉี่ชิ่งตอบ “ข้าจดไว้ให้แล้ว รวมทั้งหมดสามร้อยแปดสิบอีแปะ!”
อวิ๋นโส่วหลี่ตกใจทันที “ทำไมมันเยอะขนาดนี้ ข้าจำได้ว่าไม่ได้กินอะไรมากมายขนาดนั้น”
เฉาซื่อหลานเอ๋อร์หัวเราะเยาะ “ไม่ได้กินมากอย่างนั้นหรือ? แต่ละคนกินกันตั้งหลายชาม สั่งแต่แบบเนื้อล้วนทั้งนั้น แต่ละครั้งก็ไม่ต่ำกว่าสิบคน พอคนอื่นกินเสร็จจะจ่ายเงิน ท่านกลับทำตัวใจกว้าง โบกมือบอกให้พวกเขาไปก่อน เดี๋ยวท่านจะจ่ายให้เอง หรือว่าแท้จริงแล้ว ท่านคิดจะชักดาบไม่จ่ายเงินกันแน่?”
อวิ๋นโส่วหลี่แทบอยากจะฉีกปากของเฉาซื่อหลานเอ๋อร์ นางเป็นใครกัน ถึงกล้ามาท้าทายเขาแบบนี้?
ฮึ รอให้ข้าสอบผ่านได้เป็นขุนนางก่อนเถิด จะให้คนในบ้านใหญ่ บ้านรองและบ้านสามได้เห็นดีกันแน่! แต่ตอนนี้ เขาทำได้เพียงกดความโกรธในใจลงอีกครั้ง แล้วพูดว่า “ได้ ข้าจะจ่ายเงินเดี๋ยวนี้!”
พูดจบ เขาล้วงเงินออกมาจากอกเสื้อสามร้อยอีแปะแล้วยื่นให้เฉาซื่อหลานเอ๋อร์ “วันนี้ข้ามีติดตัวมาแค่นี้ เงินที่เหลือ ข้าจะจ่ายให้ในอีกไม่กี่วันแน่นอน!”
เฉาซื่อหลานเอ๋อร์คว้าเงินมาอย่างไม่ลังเล แล้วพูดว่า “ยังขาดอีกแปดสิบอีแปะ วันนี้ต้องจ่ายให้ครบ ถ้าไม่อย่างนั้น พรุ่งนี้ข้าจะไปทวงถึงสำนักศึกษาของพวกท่าน!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็แทบจะสำลักความโกรธ เลือดลมตีขึ้นมาที่อกเป็นระลอกๆ ในที่สุดก็อดไม่ไหว ตะโกนด่าขึ้นว่า
“เหลวไหล! เจ้าเด็กพวกนี้ไม่มีความเคารพต่อผู้ใหญ่เลยหรือ? อาห้าของพวกเจ้าเป็นคนที่จะสอบขุนนาง ตอนนี้ก็เป็นถงเซิงแล้ว อาจารย์บอกว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ในการเรียน”
“รอให้อาห้าของเจ้าสอบได้ตำแหน่งแล้ว ต่อไปแค่ช่วยเหลือพวกเจ้าสักหน่อย พวกเจ้าก็จะได้เงินทองมากมาย! แม้แต่ตระกูลหลิ่วในตำบลก็ชื่นชมอาห้าของพวกเจ้า ทั้งยังมอบเงินให้เขาเป็นของขวัญอีกด้วย”
“แต่พวกเจ้ากลับไม่รู้จักเคารพ แล้วยังมาทวงเงินอาห้าของพวกเจ้าอีก! สมองของพวกเจ้าคิดอะไรอยู่ เหตุใดจึงสิ้นคิดเช่นนี้?”
“ท่านพ่อ เป็นหนี้ย่อมต้องชดใช้ เป็นเรื่องถูกต้องสมควร เกี่ยวอันใดกับสิ่งที่ท่านพูดด้วย พวกข้าล้วนเป็นชาวไร่ชาวนา ไม่เข้าใจเรื่องมากมายเช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ วันนี้ ท่านกับน้องห้ามาที่นี่ มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?”
ฟางซื่อกลับมาถึง ก็ได้ยินผู้เฒ่าอวิ๋นกำลังตำหนิเด็กๆ นางจึงไม่พอใจยิ่งนัก แล้วยังมาทำอวดเบ่งในบ้านของพวกนางอีก คิดว่าตนเองเป็นนายท่านผู้เฒ่าจริงๆ หรือไร?
เห็นผู้เฒ่าอวิ๋นกำลังจะเอ่ยปากดุด่าสะใภ้ อวิ๋นโส่วหลี่จึงรีบส่งสายตาปราม พร้อมกับพูดไกล่เกลี่ยว่า “พี่สะใภ้รอง ท่านพ่อแค่ใจร้อนไปหน่อย ท่านอย่าถือสาเลย ข้าก็จ่ายให้พวกเขาแล้วมิใช่หรือ?”
ฟางซื่อนิ่งอึ้ง นี่ไม่น่าใช่อวิ๋นโส่วหลี่! อวิ๋นโส่วหลี่สุภาพกับพวกนางเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ฟางซื่อเดินไปนั่งข้างๆ อวิ๋นเจียวยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เฉาหลานเอ๋อร์ก็พูดขึ้นว่า “ลุงห้าอวิ๋น ท่านยังค้างเงินพวกข้าอีกแปดสิบอีแปะนะเจ้าคะ ยังจ่ายไม่ครบ!”