ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 10 สร้างเตาใหม่ ปรุงอาหารเลิศรสแบ่งปันบ้านหลักตระกูลจ้าว
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 10 สร้างเตาใหม่ ปรุงอาหารเลิศรสแบ่งปันบ้านหลักตระกูลจ้าว
บทที่ 10 สร้างเตาใหม่ ปรุงอาหารเลิศรสแบ่งปันบ้านหลักตระกูลจ้าว
ลี่หรงที่เห็นเตาใหม่พลันอิ่มความสุขจนล้นออกปาก อารมณ์ของเธอจึงค่อนข้างดี
เมื่อซ่งเสี่ยวซานเงยหน้าขึ้นมองเห็นเธอ เขาพลันคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จึงตะโกนเรียกอย่างทำตัวไม่ถูก “พี่สะใภ้”
แน่นอน ลี่หรงลืมเรื่องนั้นไปนานแล้ว เมื่อเห็นว่าเตาที่พวกเขาทำออกมาดูดีจึงเอ่ยชื่นชม โดยไม่คิดพูดถึงเรื่องเก่าอีก “ฉันจะทำอาหาร เสี่ยวซานอยู่กินข้าวด้วยกันก่อนนะ”
ซ่งเซียวซานหัวเราะคิกคักทันที และไม่ได้พูดอะไรอีก ในใจคิดว่าหลังจากทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จจะรีบเผ่นกลับบ้านทันที รอกระทั่งหญิงสาวหายลับไปจากสายตา เขาก็เอ่ยถามจ้าวชิงซงเสียงแผ่วเบา “พี่ชิงซง พี่สะใภ้ยังทำกับข้าวให้พี่อีกเหรอ”
จ้าวชิงซงเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง “อื้ม”
“ฮ่า ๆ มีลูกสักคนสิ ถึงตอนนั้นครอบครัวพี่ก็จะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ”
ใบหน้าของจ้าวชิงซงพลันเกิดการเปลี่ยนแปลง เจ้าตัวรีบก้มหัวลงทำงานต่อ ทว่าการเคลื่อนไหวของมือรุนแรงจนงานตรงหน้าเละเทะระเกะระกะไปหมด
เมื่อซ่งเสี่ยวซานทำงานเสร็จ ยังไม่ทันได้ล้างไม้ล้างมือก็รีบพูดทันที “ผมกลับไปกินข้าวก่อนนะพี่” พูดจบก็สะบัดก้นหนีไปทันที
“นายจะรีบไปไหน? พี่สะใภ้นายบอกให้อยู่กินข้าวด้วยกันก่อน” จ้าวชิงซงคว้าคอเสื้อซ่งเสี่ยวซานจากด้านหลัง ก่อนหน้านี้ลี่หรงบอกไว้ว่าเวลาคนอื่นมาช่วยงานก็ควรชวนพวกเขาให้อยู่กินข้าว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่ลี่หรงเป็นคนเอ่ยปากชวนซ่งเสี่ยวซานให้อยู่กินข้าวด้วยกัน ถ้าจ้าวชิงซงไม่รั้งเขาเอาไว้ ตนเองอาจจะไม่มีข้าวให้กินด้วยซ้ำ
และเพราะแม่จ้าวยังไม่เลิกงาน ลี่หรงเลยนำกับข้าวที่แบ่งไว้ให้บ้านหลักจ้าวโดยเฉพาะไปอุ่นร้อน มันคือปลาหนีชิวและปูที่ถูกทอดจนเหลืองกรอบ ทั้งยังทำน้ำราดผสมไว้ให้พร้อม …รับรองได้ว่าทุกคนต้องร้องว่า ‘อร่อยเหาะ!’ แน่
เนื้อหมูตุ๋นพะโล้ เนื้อสันในวัวตุ๋นมะเขือเทศ มันฝรั่ง และดอกกะหล่ำ
น้ำแกงกระดูกวัวตุ๋นใส่พุทรากับหัวไชเท้าเคี่ยวในหม้อใบใหญ่
ลี่หรงแบ่งอาหารเหล่านี้ครึ่งหนึ่งไว้ในห้องครัว อีกครึ่งหนึ่งแบ่งไปกินพร้อมจ้าวชิงซงและซ่งเสี่ยวซานที่ลานบ้าน แน่นอน จ้าวชิงซงได้ย้ายโต๊ะจากในห้องมาไว้ที่ลานบ้านแล้ว
ซ่งเสี่ยวซานกังวลไม่น้อยตอนถูกจ้าวชิงซงรั้งเอาไว้ เขารู้ดีว่าสิ่งที่ตนพูดครั้งที่แล้วล่วงเกินไปมากแค่ไหน แต่ตอนนี้กลับพบว่าลี่หรงดูเหมือนจะแตกต่างจากเสียงลือเสียงเล่าอ้างนั่น เวลานี้จึงรู้สึกผิดมากเมื่อต้องเผชิญหน้ากับลี่หรง จนกระทั่งเขาเห็นอาหารบนโต๊ะที่แทบจะดีกว่าอาหารวันส่งท้ายปีเก่าเสียอีก เจ้าตัวจึงพลันสลัดความกังวลทิ้งทั้งหมดไป ในใจคิดว่าช่างแม่งก่อนแล้วกัน ตอนนี้ขอกินก่อนละ!
อาหารที่ทำโดยลี่หรงต้องใช้น้ำมัน เครื่องปรุงรสใช้ไปไม่ใช่น้อย อร่อยจนต้องยกนิ้วให้ ซ่งเซียวซานกินอย่างอิ่มหมีพีมัน สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ “อาหารที่พี่สะใภ้ทำอร่อยเหาะอย่าบอกใครจริงเชียว อร่อยกว่าอาหารในร้านของรัฐที่มีชื่อเสียงด้วยซ้ำ”
ใคร ๆ ก็ชอบเวลาที่ได้รับคำสรรเสริญเยินยอ คนทำอาหารเมื่อได้รับคำชมในเรื่องอาหาร ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหัวใจพองโตโลดแล่นแค่ไหน ลี่หรงเอ่ย “ครั้งหน้าก็มากินอีกสิ”
ซ่งเสี่ยวซานแทบจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาดเสียตรงนี้ “เอาละ พี่สะใภ้” เขายังประจบประแจงไม่หยุด “พี่ชิงซงโชคดีจริง ๆ ที่ได้แต่งงานกับคุณ”
จ้าวชิงซงเตะซ่งเสี่ยวซาน ก่อนจ้องเขม็งเขาเป็นการเตือนหนึ่งที “หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว ยัดเข้าไปขนาดนั้นยังปิดปากนายไม่ได้เลยหรือไง?”
“ไม่พูดแล้ว ๆ ๆ” เสี่ยวซานพุ้ยข้าวคำโตเข้าปาก
ตอนพวกเขากินเกือบเสร็จ บ้านหลักตระกูลจ้าวก็กลับมาพอดี และจากท่าทีแล้ว ทางหมู่บ้านคงมีการเปิดประชุมใหญ่มาแน่ ๆ
เหอซิ่งเปิดฝาหม้อ เตรียมล้างหม้อเพื่อเตรียมอาหาร แต่เธอกลับเห็นจานอาหารหลากหลายปรากฏอยู่ด้านใน โดยด้านล่างเป็นข้าวขาวหุงสุก
ทางด้านลี่หรง เมื่อกินเสร็จก็จัดการเก็บกวาดจนเรียบร้อย ซึ่งมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก เนื่องจากจานชามพวกนี้แทบจะไม่เหลือเศษอาหารใดติดจานเลย
และก่อนที่เหอซิ่งจะทันรู้ตัว ลี่หรงก็ถือชามกับตะเกียบเข้ามา
ลี่หรงยิ้ม “ไม่ต้องทำอาหารแล้วค่ะ พี่สะใภ้ วันนี้ฉันซื้อผักกับเนื้อมากไปหน่อย เลยแบ่งไว้ให้พวกพี่เล็กน้อย รีบอุ่นข้าวกินเถอะค่ะ”
ดวงตาของเหอซิ่งเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ นี่เรียกเล็กน้อยเรอะ? พอเป็นแบบนี้เธอก็ได้แต่พูดอย่างเกรงใจ “น้องสะใภ้ แบบนี้คงไม่ดีมั้ง เนื้อพวกนี้ราคาสูงเกินไป”
“ไอ้หยา ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายค่ะ” ลี่หรงกะพริบตา “วันนี้ควบคุมตัวเองไม่ได้ เลยพลั้งมือซื้อมากไปหน่อย ว่าก็ว่าเถอะ ฉันเองก็เก็บผักจากที่ดินของพวกพี่ตั้งมากมาย ขุดหัวไชเท้าตั้งหลายหัวเหมือนกันนั่นแหละ”
เมื่อเหอซิ่งลำเลียงอาหารเย็นทั้งหมดขึ้นบนโต๊ะ สมาชิกที่เหลือของบ้านจ้าวก็ได้แต่นั่งมองอาหารบนโต๊ะตาปริบ ๆ อย่างงุนงง ตัวคนนั่งนิ่งไม่ไหวติง
จ้าวชิงหยาง “นี่คือสิ่งที่น้องสะใภ้ให้มาจริง ๆ เหรอ?”
เหอซิ่งพยักหน้าอย่างแรง
แม่จ้าวขยับเข้ามาแล้วมองดูข้าวขาวในชาม “ไอ้หยา ดูข้าวขาวกลิ่นหอมกรุ่นนี้สิ ตอนส่งท้ายปีเรายังไม่ได้กินดีขนาดนี้เลย”
จ้าวชิงหยาง “ทำไมรู้สึกเหมือนสะใภ้รองเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยนะ ทำไมจู่ ๆ ถึงใจกว้างขนาดนี้?”
เอ้อร์หนิวชูมือขึ้นทันที “ใช่แล้ว ๆ อาสะใภ้รองใจดีมาก เธอเอาลูกอมกับขนมอบให้ผมกับพี่ใหญ่ด้วย!”
“นั่นคือขนมเถาซู” ต้าหนิวกล่าว
“เสี่ยวหรงมีน้ำใจอยู่แล้ว” คุณแม่จ้าวมองจ้าวชิงหยาง
ใบหน้าของคุณพ่อจ้าวกระตุกเล็กน้อย ก่อนหยิบตะเกียบขึ้นมา “กินข้าวเถอะ”
วันรุ่งขึ้นลี่หรงตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากโรยมูลไก่ผสมกับดินแล้วโปรยเมล็ดผัก เธอก็รดน้ำให้ทั่ว กระทั่งทำงานเสร็จแดดก็หุบพอดี
ตอนเธอตื่นนอน ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงออกไปไหนตั้งแต่เช้า ลี่หรงจึงล้างมือและทำอาหารเช้าของเธอเอง
เพราะเมื่อวานกินเนื้อไปเสียเยอะ วันนี้มื้ออาหารจึงเบาลง บนโต๊ะมีแต่อาหารจานผักกับข้าวสวยหอมกรุ่น ทำเอาจ้าวชิงซงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ ก็นะ… จากมื้ออาหารหอมกรุ่น จู่ ๆ ก็กลายเป็นอาหารจานผักที่เหี่ยวเฉา แบบนี้ใครจะทำใจได้กัน?
“เงินสองร้อยหยวนนั่นหมดแล้วเหรอ?”
“ยังไม่หมด ทำไมคุณถึงถามแบบนั้นล่ะ?”
“ดูสิว่ามีแต่ผัก”
“อ่อ” ลี่หรงพูด “ล้างท้องสักหน่อย พรุ่งนี้ก็มีเนื้อแล้ว”
หลังจากยุ่งอยู่ในบ้านมาหลายวัน ในที่สุดลี่หรงก็มีกระจิตกระใจอยากหาเงินแล้ว เธอจึงเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ
เพราะว่าเธอวางแผนจะไป ‘ตลาดเสรี’ ตอนเช้าจึงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนกำลังจะก้าวลงจากเตียงอย่างเงียบเฉียบ ก็พบว่าจ้าวชิงซงไม่อยู่แล้ว ดวงตาคู่สวยของหญิงสาวจึงพลันหรี่ลง จ้าวชิงซงต้องวางแผนทำอะไรบางอย่างอยู่แน่นอน ไม่งั้นเขาคงไม่ตื่นตั้งแต่รุ่งสางเช่นนี้หรอก ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาหายตัวไปไหน
ลี่หรงไม่สนใจว่าชายคนนี้วางแผนจะทำอะไรอยู่ หลังจากเติมอาหารใส่ท้องแล้ว หญิงสาวก็รีบไปขึ้นรถประจำทางตรงเข้าอำเภอ
เธอทําตามคำแนะนำของหญิงขายไข่โดยใช้รหัสลับหาจนเจอ
‘ตลาดเสรี’ ที่ว่านี้อยู่ห่างออกไปทางชานเมืองเล็กน้อย ตั้งตรงตรอกเล็ก ๆ คับแคบแห่งหนึ่ง บ้านข้างเรือนเคียงต่างเปิดแผงขายของกันหมด ผู้คนพูดคุยจอแจตลอดซอย
เหล่าพ่อค้าแม่ขายจะไม่ตะโกนเรียกลูกค้า คนซื้อจะพิจารณาสินค้าเป็นอันดับแรกแล้วค่อยถามราคา ถ้ารู้สึกราคาไม่เหมาะสมก็จะเกิดการต่อรอง ถ้าเหมาะสมก็จะซื้อทันที แต่ราคาของบางอย่างใน ‘ตลาดเสรี’ นั้นสูงกว่าข้างนอกเล็กน้อย
โดยทั่วไปราคาจะแพงเป็นสองเท่าของร้านสหกรณ์ หรืออาจจะแพงมากกว่านั้น เพราะพวกเขาไม่ต้องการตั๋ว
สิ่งที่ลี่หรงค้นพบหลังจากสังเกต ‘ตลาดเสรี’ สักพัก ของต่าง ๆ มากมายที่ขายใน ‘ตลาดเสรี’ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นขนม ธัญพืช นมผง นมมอลต์ ฯลฯ ส่วนอาหารปรุงสุกมีน้อยมาก
แน่นอน ลี่หรงย่อมมีแผนการอยู่ในใจ ชาติที่แล้วเธอเป็นฟูดบล็อกเกอร์ เธอรักการเดินทางไปรอบ ๆ ครั้งหนึ่งโชคดีได้เรียนสูตรพะโล้ตุ๋นที่ไม่มีใครเทียบได้สูตรหนึ่ง ซึ่งพะโล้ที่ว่าสามารถประยุกต์ทำได้ทั้งอาหารจานผักและอาหารจานเนื้อ ทำให้เธอมีผู้ติดตามหลายล้านคนในหนึ่งสัปดาห์เพราะวิดีโอนี้
ไม่มีใครทำพะโล้ตุ๋นรสชาติแบบนี้มาก่อน ลี่หรงคิดว่าเธอน่าจะเป็นคนแรกด้วยซ้ำ
แต่เพื่อความปลอดภัย เธอไม่สามารถทำอะไรบุ่มบ่ามได้ตั้งแต่ครั้งแรก ๆ หญิงสาวมองไปยังผู้คนที่กำลังเดินขวักไขว่ไปมาและครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนในที่สุดจะตัดสินใจลองเสี่ยงเพื่อดูผลตอบรับสักหน่อย
ลี่หรงซื้อขนมอบทำมือมาสองสามชิ้น เมื่อคนขายเห็นว่าเธอชอบขนมหวาน และพิจารณาเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพียงปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเธอเป็นหญิงสาวที่ร่ำรวยคนหนึ่ง
เขายิ้มแล้วถามเธอว่า “สาวน้อย คุณต้องการนมมอลต์ไหม?”
“คุณมีนมมอลต์เหรอ?”
“มีสิ อยู่ข้างในยังไม่ได้เอาออกมา คุณอยากได้หรือเปล่า?”