ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 9 ‘ตลาดเสรี’ หนทางไปสู่ความร่ำรวยก้าวที่หนึ่ง
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 9 ‘ตลาดเสรี’ หนทางไปสู่ความร่ำรวยก้าวที่หนึ่ง
บทที่ 9 ‘ตลาดเสรี’ หนทางไปสู่ความร่ำรวยก้าวที่หนึ่ง
ลี่หรงที่แสร้งเป็นไม่ได้ยินหันไปอุ้มตระกร้าไม้ไผ่ สองขาเดินอ้อมตัวชายหนุ่ม เตรียมออกไปทำความสะอาดปูที่เหลือ ทว่าจ้าวชิงซงกลับจับมือเธอไว้แล้วพูดว่า “ผมผิดไปแล้ว อย่าโกรธเลย”
ลี่หรงเยาะเย้ย “คุณผิดตรงไหน?”
“ผมไม่ควรเล่าเรื่องผีให้คุณกลัว” จ้าวชิงซงยกมุมปาก
คนที่ยอมรับความผิดอย่างเขาดูไม่จริงใจสักนิด
ยิ่งมุมปากที่ยกโค้งขึ้นของชายคนนี้ก็ยิ่งทำให้เขาดูเจ้าเล่ห์มากขึ้นเล็กน้อย ทว่านั่นกลับทำให้ชายหนุ่มหล่อกระแทกใจลี่หรงเข้าเต็มเปา หัวใจของเธอเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ พลางกล่าวว่า “ครั้งต่อไปถ้าคุณทำให้ฉันกลัวอีก ฉันจะปล่อยให้คุณอดตาย”
เธอเชิดหน้าขึ้น “ยังมีหมั่นโถอยู่ในหม้อ”
หลังจากที่จ้าวชิงซงอิ่มแล้ว จากเดิมที่อยากกลับไปนอนต่ออีกครู่หนึ่ง แต่พอเห็นลี่หรงกำลังขัดปูอยู่ข้างบ่อ เขาก็เดินไปพูดว่า
“คุณกำลังขัดอะไรน่ะ ผมไม่เคยเห็นใครทำความสะอาดปูมาก่อนเลย”
ลี่หรงเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง ทำให้จ้าวชิงซงได้แต่แตะจมูกอย่างเก้อเขินและหุบปากฉับ เขาไม่เคยง้อผู้หญิงมาก่อน เลยไม่รู้ว่าจะทำให้เธอหายโกรธยังไง เลยทำแค่นั่งยอง ๆ เพื่อช่วยทำความสะอาดปู
ในจังหวะนั้น เขาก็ได้ยินลี่หรงพูดอย่างสบาย ๆ ว่า “แม่บอกให้คุณไปตักมูลไก่”
“ฮือ?” จ้าวชิงซงสับสน ทำไมแม่ให้เขาตักมูลไก่ล่ะ?
“แม่บอกว่าเราต้องใส่ปุ๋ยคอกให้แปลงผัก คุณรีบไปทำซะสิ”
“ตกลง ๆ”
เขาไม่รอช้า รีบตรงไปจัดการตามสั่งทันที ทว่าช่วงขณะที่จ้าวชิงซงกำลังตักมูลไก่ โดยไม่ทันได้สนใจเล้าไก่ที่อยู่ด้านบน ทันใดนั้นของเหลวเปียกร้อนก็หยดลงบนมือเขาเสียงดังแหมะ ทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มเหยเกราวกับเผลอกินอุจาระ สองคิ้วคมคายขมวดมุ่นพร้อมสถบคำหยาบออกมา วิ่งมือแข็งทื่อตรงไปที่บ่อน้ำหมายใช้น้ำล้างให้สะอาด
ลี่หรงเห็นก็แผดเสียงหัวเราะดังลั่น “ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
เมื่อจ้าวชิงซงได้ยินเสียงหัวเราะของเธอ จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าการมีมูลไก่ติดมือนั้นก็ไม่แย่สักเท่าไหร่ เขาเลยหันไปตักมูลไก่ออกมาใส่ในตะกร้าปุ๋ยคอกพลางถามลี่หรงว่า “เสร็จแล้ว จะเอาไปไว้ที่ไหน”
“วางไว้ตรงนั้นก่อนแล้วกัน คุณไม่ต้องทำแล้ว” ลี่หรงกล่าว ก่อนพูดสัมทับอีกว่า “ไปทำธุระอื่นของคุณเถอะ”
จ้าวชิงซงหยิบเสื้อผ้าสะอาดชุดใหม่ ก่อนหยิบถังน้ำราดลงบนร่างกายเพื่อชำระคราบเหงื่อไคลและกลิ่นมูลไก่จนสะอาดหมดจด เมื่อรู้สึกสดชื่นก็เตรียมกลับไปงีบหลับสักหน่อย แต่พวกของแม่จ้าวก็กลับมาจากทำงานพอดิบพอดี
จ้าวชิงซงพูดอย่างสบาย ๆ “แม่ ผมเตรียมมูลไก่ไว้ให้แล้ว”
“ฮะ?” แม่จ้าวงุนงง “มูลไก่อะไรกัน?”
“แม่ไม่ได้บอกให้ผมตักมูลไก่หรอกเหรอ” จ้าวชิงซงมองดูสีหน้าของแม่จ้าวก็รู้ทันทีว่ามารดาไม่ได้ขอให้เขาทำเช่นนี้ ทว่าตอนนี้จะกลับตัวก็คงไม่ทันเสียแล้ว …ลี่หรง ผู้หญิงคนนี้นี่ช่างร้ายกาจจริง ๆ!
…
สายลมแห่งสารทฤดูเย็นฉ่ำปอด ชวนให้รู้สึกหลับสบาย
จ้าวชิงซงกำลังหลับได้ที่พลันถูกซ่งเสี่ยวซานปลุกให้ตื่นจากห้วงนิทรา เมื่อลืมตาขึ้นก็เผยใบหน้าดุร้ายเล็กน้อย ทำให้ซ่งเสี่ยวซานกลัวว่าชายหนุ่มจะมีอาการหงุดหงิดหลังจากตื่นนอน
“พี่ไม่ได้ขอให้ผมมาสร้างเตาไฟเหรอ?”
จ้าวชิงซงพยักหน้าหยิบน้ำสะอาดมาล้างหน้า และราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเลยถามว่า “ตอนมาเห็นพี่สะใภ้ของนายหรือเปล่า”
“ไม่เห็นนะครับ”
จ้าวชิงซงไม่รู้ว่าลี่หรงหายไปไหน งานการก็ไม่ไปทำ แม้จะบอกว่าอากาศแจ่มใสและคงไม่มีเรื่องเกิดขึ้นกับเธอ แต่เขากลับจำ ‘เพื่อนสนิท’ ของเธอได้ จึงสงสัยว่าเจ้าหล่อนลอบไปพบใครบางคนหรือเปล่า
ซ่งเสี่ยวซานโบกมือต่อหน้าเขา “เฮ้ พี่ชิงซง?”
จ้าวชิงซงเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง ก่อนหยิบเครื่องมือออกมาอย่างเงียบ ๆ และเริ่มทำงานกับซ่งเสี่ยวซาน
ซ่งเสี่ยวซานที่เห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายตึงเครียด เลยไม่กล้าหยอกล้อกับเขา และทำได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
ทั้ง ๆ ความจริงลี่หรงซึ่งจ้าวชิงซงคิดถึง แค่มาที่ตัวอำเภอเท่านั้น
ก่อนอื่นเธอไปยังที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งจดหมายเป็นอันดับแรก จากนั้นเดินไปรอบ ๆ สหกรณ์ ตอนเช้าเธอไม่ได้มา ตอนนี้เลยตั้งใจแต่งตัวให้เรียบร้อยเหมือนคนเมืองมีเงิน เพราะนี่น่าจะทำให้มีพ่อค้าใน ‘ตลาดเสรี’ เข้าหาเธอแน่นอน และมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่จะทำให้แผนของลี่หรงเป็นจริงขึ้นมาได้
หลังจากที่เธอเดินไปรอบ ๆ ไม่กี่ครั้ง ผู้หญิงใบหน้ามอมแมมมีผ้าคลุมศีรษะปกคลุมใบหน้าก็ปรี่เข้ามาหาลี่หรง “สาวน้อย เธออยากซื้อไข่ไหม?”
“คุณป้าต้องการตั๋วไหมคะ” ลี่หรงมองเธอแล้วถามเป็นภาษาจีนกลาง
หญิงคนนั้นเม้มริมฝีปาก ก่อนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ และกดเสียงให้เบาลง
“ไม่เอาตั๋ว แต่ราคาสูงเล็กน้อย”
ลี่หรงถามเธอว่าราคาเท่าไหร่
ไข่จากร้านสหกรณ์มีราคาฟองละห้าเหมา ทั้งยังต้องใช้ตั๋วอีกหนึ่งใบ แต่หญิงขายไข่ผู้นี้ไม่ต้องการตั๋ว เพียงแต่ต้อง ‘เพิ่ม’ ราคาขึ้นเป็นสองเท่า
ลี่หรงพยายามต่อรองราคา “คุณป้า ทำไมไข่ของป้าถึงแพงจังคะ?”
หญิงสาวเปิดผ้าคลุมให้เห็นไข่ข้างตระกร้า “ดูสิ ไข่ไก่พวกนี้ล้วนแต่ใบอ้วนใหญ่ แต่น่าเสียดายที่แม่ไก่แก่ที่บ้านฉันออกไข่เยอะเกินไป เลยเอามาแบ่งขายให้คนอื่นบ้าง”
ตอนนี้ลี่หรงมั่นใจมากว่าหญิงคนนี้กำลังทำ ‘ธุรกิจ’ เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ฉันอยากได้ไข่นิดหน่อย แล้วฉันก็อยากซื้ออย่างอื่นด้วย แต่ตั๋วของฉันหมดแล้ว คุณป้ารู้ไหมว่าฉันจะซื้อของได้ที่ไหนโดยไม่ต้องใช้ตั๋ว?”
หญิงคนนั้นหรี่ตามองลี่หรงเพราะสงสัยว่าเธอเป็น ‘ยุวชนแดง’ เธอถือตะกร้าแล้วหมุนตัวเตรียมจะจากไป แต่ลี่หรงคว้าเธอไว้ได้ทัน “คุณป้า ฉันเป็นยุวชนในหมู่บ้านแถวนี้ สหายคนหนึ่งของเรากำลังจะมีลูกเลยอยากจะซื้อน้ำตาลแดงไปให้เธอสักหน่อยน่ะค่ะ คุณช่วยฉันได้ไหมคะ ดูเหมือนว่าคุณจะคุ้นเคยกับงานนี้ คุณรู้ใช่ไหมคะว่า ‘ตลาดเสรี’ อยู่ที่ไหน?”
“ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดถึงอะไร”
“ไอ้หยา คุณป้าคะ ช่วยฉันหน่อยเถอะนะคะ” ลี่หรงมองไปที่ตะกร้าของหญิงคนนั้นแล้วพูดอีกครั้ง “เอาอย่างนี้แล้วกันค่ะ ถ้าคุณบอกฉันว่าไปยังไง ฉันจะซื้อไข่ทั้งหมดในตะกร้าของคุณ”
ผู้หญิงคนนั้นพอได้ยินก็หูผึ่ง ยอมประนีประนอมทันที “งั้นก็จ่ายเงินมาก่อน”
ลี่หรงหยิบถุงผ้าของเธอออกมาแล้วนับจำนวนไข่ เมื่อพบว่ามันมีทั้งหมดสามสิบฟอง ลี่หรงก็คำนวณค่าใช้จ่ายพลางหยิบเงินออกมานับ แต่ตอนกำลังจะมอบมันให้หญิงคนนั้น เธอกลับหยุดชะงักไปนิดนึง
“คุณป้ายังไม่ได้บอกฉันเลยนะคะ”
หญิงคนนั้นดึงลี่หรงไปด้านข้างเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครสนใจพวกตน และกระซิบข้างหูของเธอ บอกว่า ‘ตลาดเสรี’ วายไปตั้งแต่เช้าแล้ว พรุ่งนี้เธอต้องมาใหม่อีกครั้ง มาตอนบ่ายตลาดก็วายหมดแล้วแบบนี้แหละ
เมื่อได้ฟังแบบนั้นลี่หรงก็รู้สึกประหลาดใจ ทั้งยังรู้สึกขอบคุณที่หญิงคนนี้เป็นคนซื่อสัตย์ สำหรับคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ต่อให้ง้างปากยังไง พวกเขาก็คงไม่มีวันพูด เพราะอาจเดือดร้อนจนถึงขั้นถูกจับได้
หลังลี่หรงสอบถามเกี่ยวกับ ‘ตลาดเสรี’ เรียบร้อยก็ไม่รั้งอยู่ต่อ เธอแบกไข่ไปซื้อเนื้อหมูและสันในวัว คนขายจำได้ว่าเมื่อสองวันก่อนเธอซื้อเนื้อไปเยอะ ตอนนี้จึงค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าเธอเป็นลูกค้ารายใหญ่ คนขายเนื้อจึงถามเธอว่าต้องการกระดูกวัวด้วยไหม
จะว่าไปกระดูกเนื้อวัวตุ๋นก็อร่อยดีเหมือนกันนะ!
เพียงแต่ว่าคนในยุคนี้ไม่มีเวลาเคี่ยวสิ่งเหล่านี้ แม้ว่าราคากระดูกจะถูกมากก็ตาม ดังนั้นแล้วเวลาขายของเหล่านี้เลยไม่จำเป็นต้องมีตั๋ว ใช้แค่เงินก็พอ
นอกจากนี้หากสนิทสนมกับคนขายเนื้อ แค่ขอความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบางครั้ง เธอก็อาจไม่ต้องเสียเงินด้วยซ้ำไป
ลี่หรงรู้จักโลกใบนี้ดี ครั้นได้ยินคนขายเนื้อบอกว่าจะให้กระดูกวัวเธอโดยไม่คิดเงิน ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังซื้อใจคน จุดประสงค์คือการเอาชนะใจลี่หรงซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่
แน่นอน ลี่หรงรู้สึกชอบคุณป้าท่าทางใจดีคนนี้ในทันที ดังนั้นเธอจึงกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายอย่างอ่อนหวาน
…เมื่อได้กระดูกวัวมาฟรี ๆ แบบนี้ สะพานเชื่อมระหว่างทั้งสองก็ถูกสร้างขึ้นแล้ว ในอนาคตลี่หรงคงจะมาซื้อเนื้อกับคนขายเนื้อคนนี้บ่อยมากขึ้น
ว่าแล้วลี่หรงก็กลับบ้านพร้อมข้าวของพะรุงพะรัง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับตอนที่จ้าวชิงซงและซ่งเสี่ยวซานกำลังสร้างเตาพอดี ลี่หรงมองปราดหนึ่งก็เห็นว่ามีเตาใหม่ถูกสร้างขึ้นในห้องเก็บฟืนเล็ก ๆ
จากนี้ไป ที่แห่งนี้จะกลายเป็นห้องครัวสุดพิเศษของฉัน!