ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 100 เลือกตั้งหัวหน้าชั้นเรียน
บทที่ 100 เลือกตั้งหัวหน้าชั้นเรียน
หลังจากที่เธอพูดจบ หญิงสาวก็ทำท่าโค้งขอบคุณผู้ชมตามแบบตะวันตก แล้วเดินลงเวทีไป ดวงตาฉายแววสดใสขี้เล่น
ในเวลาเดียวกัน เสียงปรบมือก็ดังขึ้นในห้องเรียน
ลี่หรงปรบมือตาม ไม่ว่าจะด้วยท่าทางหรือคำพูดของอีกฝ่าย ก็ไม่ได้แสดงถึงความเอาแต่ใจอย่างในตอนแรกที่เจอกันเลย ลี่หรงต้องมองเธอใหม่อีกครั้งเสียแล้ว เสิ่นรั่วหนิงในขณะนี้ เปรียบเสมือนดอกกุหลาบอันอบอุ่น เมื่อเทียบกับบุคลิกจริงจังของสวี่จิ้ง เธอทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า
“ใครจะเป็นคนต่อไปดีครับ?” เสียงของโจวรุ่นหัวดังขึ้นเมื่อควรค่าแก่เวลา
ลี่หรงวางแผนไว้จะรอจนกว่าจะถึงตอนกลางหรือตอนท้ายจึงค่อยแนะนำตัว เธอจึงไม่ได้ตอบโต้ต่อคำพูดของโจวรุ่นหัวเลย แต่โชคดีที่หลังจากผ่านเสิ่นรั่วหนิงไปแล้ว นักเรียนหลายคนก็เริ่มกล้าแสดงออกมากขึ้น
ความคิดของอู๋เยี่ยนหงคล้ายกับลี่หรง เมื่อผ่านการแนะนำตัวไปเกือบครึ่งทาง เธอก็จัดคอเสื้อตัวเองให้ตรง แล้วพูดกับลี่หรงว่า “ลี่หรง ฉันเป็นกังวลขึ้นมาแล้วล่ะ”
“อย่ากังวลไปเลยค่ะ แค่พูดในสิ่งที่คุณอยากจะพูดเท่านั้นเองนะคะ” ลี่หรงให้กำลังใจเธอ
“ทำไมคุณยังไม่ไปแนะนำตัวอีกล่ะคะ? ฉันรู้สึกเหมือนอาจารย์จะคอยดูคุณอยู่ตลอดเวลาเลย” อู๋เยี่ยนหงสงสัย เธอเห็นอาจารย์โจวมองลี่หรงหลายครั้งแล้ว
ลี่หรงเม้มปาก แล้วยิ้ม “ไว้คุณลงมาแล้วฉันจะขึ้นไปค่ะ คุณรีบเตรียมตัวให้พร้อมเถอะ เขาคนนั้นจะลงมาแล้วนะคะ”
เธอสะกิดอู๋เยี่ยนหงเพื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับการแนะนำตัวเป็นคนถัดไป
ตอนที่ลี่หรงมาถึงห้องเรียน มีคนนั่งอยู่ข้างในหลายคนแล้ว เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาที่นั่ง แต่แล้วอู๋เยี่ยนหงก็จูงเธอให้มานั่งด้วยกัน ลี่หรงไม่สามารถทนท่าทางกระตือรือร้นของอีกฝ่ายได้ จึงนั่งลงข้างเธอ
อู๋เยี่ยนหงให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพี่สาวคนโต ขณะพูดแนะนำตัวว่า “สวัสดีค่ะ ฉันชื่ออู๋เยี่ยนหง มาจากมณฑล D ฉันดีใจมากที่ได้พบทุกคนที่นี่ ฉัน…”
เธอกังวลเล็กน้อย พลางสบตาให้กำลังใจของลี่หรง แล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ “ปีนี้ฉันอายุสามสิบแล้ว ฉันรู้สึกขอบคุณนโยบายของประเทศ ที่ให้กลับมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อีกครั้ง ซึ่งทำให้คนที่อายุสามสิบแล้ว สามารถกลับมาเรียนมหาวิทยาลัยได้ หวังว่าวันหนึ่งความฝันของฉันจะเป็นจริงได้ในวัยสามสิบ ทุกคนโปรดอย่ารังเกียจที่ฉันอายุมากแล้ว หวังว่าเราจะก้าวหน้าไปด้วยกันในอนาคต ขอจบการแนะนำตัวเพียงเท่านี้ ขอบคุณทุกคนค่ะ”
เธอเม้มปาก แล้วรีบเดินลงเวทีไปด้วยความประหม่า
ลี่หรงเป็นผู้นำในการปรบมือ แล้วเสียงปรบมือก็ดังขึ้นทีละเสียงในห้อง ถือว่ายังกระตือรือร้นเช่นกัน
ถึงตาลี่หรงแล้ว
ลี่หรงเคยมีประสบการณ์การแนะนำตัวเองแบบนี้นับครั้งไม่ถ้วน ไม่ต้องพูดถึงการแนะนำตัวเองเป็นภาษาจีน เธอสามารถพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ อิตาลีและฝรั่งเศส ในงานแฟชั่นโชว์ต่างประเทศมาก่อน
เมื่อเผชิญกับสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมา ลี่หรงก็สงบมาก ขณะเผยรอยยิ้มอย่างสดใส “สวัสดีค่ะทุกคน ฉันชื่อลี่หรง ลี่ที่หมายถึงเกาลัด หรงที่หมายถึงดอกพุดตานค่ะ”
เธอไม่ได้อธิบายเรื่องชื่อตัวเองมากเกินไป ก่อนจะบังเอิญเหลือบไปเห็นชายหนุ่มหลายคนด้านล่าง ที่ไม่กล้าสบตาเธอตรง ๆ ราวกับว่าพวกเขากำลังแอบมอง และกลัวว่าหญิงสาวตรงหน้าจะรู้ สีหน้าท่าทางแบบนี้เป็นสิ่งที่ลี่หรงคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ช่วยไม่ได้ เธอเกิดมามีหน้าตาสะสวยเกินไปหน่อย
ลี่หรงกล่าวต่อว่า “การพบกันคือโชคชะตา เช่นเดียวกับพี่เยี่ยนหง ฉันรู้สึกขอบคุณสำหรับการจัดสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง มันทำให้ฉันได้กลับมามีความฝันอีกครั้ง” เธอเปลี่ยนน้ำเสียง ขณะพูดว่า “ฉันเชื่อว่าหลายคนที่นี่ กลับมาจากการไปใช้แรงงานในชนบทใช่ไหมคะ คุณได้พบเจอคนสำคัญ หรือมีเรื่องที่น่าจดจำเป็นพิเศษเกิดขึ้น ตอนที่คุณไปอยู่ชนบทหรือเปล่าคะ?”
เธอหยุดพูด พร้อมรอยยิ้มมีความสุขปรากฏบนใบหน้า “ฉันได้เจอค่ะ! ได้เจอกับคนที่ฉันรักมากที่สุดในชีวิต หลังจากไปอยู่ชนบทมาสองสามปี ไม่ว่าชีวิตจะยากลำบากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยทอดทิ้ง ไม่เคยโกรธ และคอยช่วยเหลือตลอดมา เอาล่ะค่ะ ฉันพูดเรื่องที่อยากพูดจบแล้ว ฉันชื่อลี่หรง ขอบคุณค่ะทุกคน”
“เดี๋ยวก่อนครับ”
ขณะที่ลี่หรงกำลังจะลงจากเวที ก็ได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนขึ้น ก่อนจะปรายตามองไปตามเสียง จึงเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเขินอายเกินกว่าจะมองหน้าหญิงสาวตรง ๆ เมื่อเธอมองไป เขาก็หลบสายตา แล้วเอ่ยถามว่า “ตอนนี้ผู้ชายคนนั้นเป็นอย่างไรบ้างเหรอครับ?”
ลี่หรงยิ้ม “ตอนนี้เขาเป็นสามีของฉันแล้ว พวกเรามีลูกชายที่น่ารักมากด้วยกันหนึ่งคนแล้วค่ะ”
ชายคนนั้นดูผิดหวังเล็กน้อย แต่ลี่หรงก็ไม่ได้สนใจมากนัก เธอเพียงเดินกลับไปนั่งที่
อู๋เยี่ยนหงโน้มตัวมาพูดกับลี่หรงด้วยเสียงแผ่วเบา “คุณบอกเรื่องการแต่งงานอย่างเปิดเผยเลยเหรอ โถ่… ฉันเห็นชายหนุ่มหลายคนตาเป็นประกายตอนที่จ้องมองคุณ น่าเสียดายจริง ๆ ตอนที่พวกเขาได้ยินเรื่องการแต่งงาน ประกายในดวงตาของพวกเขาก็หายไปทันที เรื่องเมื่อครู่นี้ขัดอารมณ์คนคลั่งรักไปกี่คนกันนะ”
ลี่หรงยิ้ม นี่คือสิ่งที่เธอต้องการ
แต่ลี่หรงแปลกใจอยู่เล็กน้อยที่อู๋เยี่ยนหงพูดแบบนี้ ทำไมเธอจะไม่กล้าเล่าเรื่องการแต่งงานของตัวเองให้คนอื่นฟังล่ะ แล้วทำไมต้องกลัวว่าจะขัดอารมณ์คนคลั่งรักของชายคนอื่นด้วย?
เธอมองอู๋เยี่ยนหงด้วยสายตาครุ่นคิด ทว่าในที่สุดก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
หลังจากแนะนำตัวเองแล้ว ก็ไม่แปลกใจเลยที่ต้องไปสู่ขั้นตอนต่อไป คือการเลือกหัวหน้าชั้นเรียน
โจวรุ่นหัวกล่าวถ้อยคำให้กำลังใจ จากนั้นทุกคนก็เริ่มปรึกษาหารือกัน
ตามที่ลี่หรงคาดหวังไว้ สวี่จิ้งขึ้นไปบนเวทีแล้ว ด้วยท่าทีราวกับคณบดีเช่นเดิม หลังจากท่องจำคำพูดของคนมีชื่อเสียงจบแล้ว เธอก็แสดงความปรารถนาที่จะเป็นหัวหน้า
ลี่หรงคิดว่าสวี่จิ้งอาจไม่เหมาะกับการเป็นหัวหน้า เพราะยากที่คนบุคลิกเช่นนี้จะบริหารจัดการคนได้ หากเธอมีหน้าที่ดูแลเรื่องระเบียบวินัยของชั้นเรียน เช่นนั้นน่าจะเหมาะสมกว่า
อู๋เยี่ยนหงลงสมัครตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกิจวัตร โดนกล่าวว่า “ฉันเคยเข้าร่วมศูนย์ยุวชน และได้เป็นหัวหน้ามาหลายปี ฉันคิดว่าตัวเองจะสามารถเป็นหัวหน้าฝ่ายกิจวัตร เพื่อจัดการค่าเล่าเรียนที่ทุกคนจ่ายได้ดี เงินของพวกคุณจะได้ไม่สูญเปล่าค่ะ”
ลี่หรงพบว่าอู๋เยี่ยนหงเป็นคนที่ฉลาดมาก ตอนที่พบกันครั้งแรก รูปลักษณ์ของอีกฝ่ายเหมือนพี่สาวคนสนิท จึงทำให้ผู้คนเปิดใจเข้ากับเธอได้ง่าย ทว่าหลังจากผ่านไปสักพัก ก็จะพบว่าเธอเป็นคนมีไหวพริบดีมากเช่นกัน
อาจจะมีหลายอย่างที่คุณคิดว่าเธอน่าจะไม่เข้าใจ ทว่าอีกฝ่ายสามารถทำความเข้าใจประเด็นสำคัญได้ทันที เพียงแค่พูดตอนลงสมัครคณะกรรมการนักศึกษา ก็เห็นได้ว่าเธอทุ่มเทความพยายามเป็นอย่างมาก และอย่างน้อยก็สามารถอธิบายได้ว่าตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบด้านใดบ้าง
ลี่หรงเชื่อว่าจากคำพูดเหล่านี้เป็นความจริง เมื่อรวมกับบุคลิกแบบคนซื่อสัตย์ของอู๋เยี่ยนหง ก็เชื่อว่าเธอจะได้เป็นหัวหน้าฝ่ายกิจวัตรแน่นอน
ลี่หรงไม่ได้ลงสมัครด้วย ยังเหลือตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และหัวหน้าฝ่ายสันทนาการที่ยังไม่มีใครสมัคร
เธอแปลกใจเล็กน้อย
ขณะที่ลี่หรงกำลังคิดบางอย่างในใจ เธอก็บังเอิญสบตาเข้ากับโจวรุ่นหัว ฝ่ายหลังยิ้ม หัวใจของลี่หรงจึงเต้นรัว พลางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี
ลางสังหรณ์ของเธอแม่นยำมาก เพราะสักพักก็ได้ยินโจวรุ่นหัวกระแอม แล้วถามว่า “ลี่หรง คุณสนใจทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการไหมครับ ผลการเรียนของคุณสูงที่สุดในชั้นเรียนนี้ และยังอยู่ในกลุ่มที่ดีที่สุดในประเทศด้วย ว่าอย่างไรครับ อยากจะแสดงความคิดอะไรหรือเปล่า?”
เพื่อนร่วมชั้นในชั้นเรียนหันมามองเธอเป็นตาเดียว ตอนเข้ามหาวิทยาลัย ทุกคนไม่รู้คะแนนของคนอื่น จึงไม่รู้ว่าในบรรดาคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงต้า ใครได้คะแนนสูงที่สุด?
ทว่าเป็นธรรมดาที่ทุกคนจะชื่นชมคนเก่ง แม้แต่คนที่ไม่ชื่นชมก็ยังอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน เมื่อรู้ว่าลี่หรงเป็นคนที่ได้คะแนนสูงสุด พวกเขาก็มองเธอเป็นตาเดียว
เมื่อจู่ ๆ ก็ถูกจ้องมองเช่นนี้ ลี่หรงจึงรู้สึกประหม่า พร้อมใบหน้าแข็งค้างเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า “อย่าดีกว่าค่ะ ขอบคุณอาจารย์ด้วยนะคะ แต่ฉันวางแผนชีวิตในมหาวิทยาลัยไว้แล้ว การทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผน ฉันต้องขอโทษจริง ๆ ค่ะ แต่ถ้าจำเป็นที่จะต้องให้ทำหน้าที่ในชั้นเรียนจริง ๆ ฉันก็ยินดีที่จะพยายามให้ดีที่สุดค่ะ”
เธอปฏิเสธด้วยวาทศิลป์ เริ่มจากปฏิเสธก่อน จากนั้นพูดถึงแผนการของตัวเอง แล้วบอกว่าเธอจะพยายามทำให้ดีที่สุด หากชั้นเรียนต้องการให้ทำหน้าที่นี้จริง ๆ
ไม่มีใครสามารถตำหนิได้เลย
โจวรุ่นหัวทำหน้าเสียใจ “น่าเสียดายจริง ๆ นะครับ”
ต่อมาชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการ หากลี่หรงจำไม่ผิด เขาเป็นคนที่หยุดลี่หรงในตอนแรก เพื่อถามถึงสถานะของครอบครัวของเธอ
หัวหน้าฝ่ายสันทนาการคือเสิ่นรั่วหนิง
คาดว่าอู๋เยี่ยนหงจะได้รับเลือกเป็นหัวหน้าฝ่ายกิจวัตร
ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งชื่อสวีเหยียน ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าฝ่ายกิจวัตร ด้วยคะแนนที่สูงกว่าสวี่จิ้งไปเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น
ไม่รู้ว่าใครลงคะแนนให้บ้าง แต่ไม่ใช่ตัวเธอเองอยู่แล้ว เพราะผู้สมัครไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ก็ไม่ใช่ลี่หรงที่ลงคะแนนให้
เมื่อพูดถึงหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ลี่หรงก็มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หญิงสาวไม่รับหน้าที่นี้ นั่นก็คือในความทรงจำของเธอ หัวหน้าฝ่ายวิชาการต้องช่วยส่งรายงาน และรวบรวมการบ้านส่งให้อาจารย์ในวิชาต่าง ๆ
การเร่งเพื่อนให้ทำการบ้าน และเก็บรวบรวมการบ้านไปส่งนั้น เป็นงานที่น่าเบื่อหน่าย ทำให้ไม่มีเวลาเหลือไปพัฒนาความสามารถส่วนตัวเลย