ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 99 แนะนำตัวเอง
บทที่ 99 แนะนำตัวเอง
“เฮ้อ… ชอบหรือเปล่า” ลี่รุ่ยจือจงใจยืดเสียงยาวตอนท้าย พร้อมขยิบตาให้ลี่หรง แล้วพูดล้อเลียนจ้าวชิงซงว่า “น้องเขย ฉันก็ชอบเหมือนกัน ซื้อให้ฉันสักหลังได้ไหมเนี่ย?”
เหมือนมีฟองสีชมพูหวานที่เพิ่งโผล่ออกมาในหัวลี่หรง ก็พลันถูกลี่รุ่ยจือเจาะแตกเรียบร้อย เธอพูดกับลี่รุ่ยจือด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “ฝันกลางวันไปเถอะค่ะ”
ขณะเปิดประตู ลี่หรงเหลือบมองลี่รุ่ยจือ แล้วพูดว่า “แล้วก็บ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านเช่าด้วย พี่อย่าพูดเหลวไหลแบบนั้นสิคะ”
“เอาเถอะ” ลี่รุ่ยจือโบกมือ “ปกปิดพ่อแม่น่ะเข้าใจได้ แต่น้องเลิกหลอกพี่เถอะ เพราะคนที่ช่วยให้น้องเขยได้เจอบ้านหลังนี้ก็คือพี่เอง”
ลี่หรงเม้มปาก ไม่อยากพูดต่อ ลี่รุ่ยจืออายุมากกว่าเธอสองหรือสามปี ทว่าในบางครั้งพี่ชายก็ชอบทำตัวเหมือนเด็ก ในขณะที่ลี่หรงดูเหมือนพี่สาวมากกว่าเสียอีก
ประตูหนาและหนัก เมื่อเปิดออกจะเห็นระเบียง ถ้าเดินเข้าไปข้างในแล้ว จะพบกับลานบ้าน
ดูเหมือนว่าลานบ้านจะถูกทำความสะอาดแล้ว มีเพียงบริเวณบ่อน้ำเท่านั้นที่ยังมีโคลนติดอยู่เล็กน้อย
บ้านหลังหลักตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ซึ่งมีสามห้องใหญ่กว่าส่วนอื่น ส่วนที่อยู่ทางทิศใต้ก็มีสามห้องเช่นกัน ส่วนด้านตะวันออกและตะวันตกก็มีฝั่งละสองห้อง ซึ่งขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก
มีห้องทั้งหมดสิบห้อง โดยมีหนึ่งห้องไว้สำหรับเป็นห้องครัว และมีส่วนของห้องเอนกประสงค์ด้วย
ภายในห้องไม่ว่างเปล่า กลับมีข้าวของหลายอย่างที่ควรมีเช่น โต๊ะ เก้าอี้ และเตียงนอน
หลังจากเดินชมไปรอบ ๆ ลี่หรงก็มีความสุขมาก ในที่สุดหญิงสาวก็มีบ้านของตัวเองแล้ว
หรือต้องเรียกว่าบ้านล้อมลานกว้าง
จริง ๆ แล้วมันเป็นบ้านล้อมลาน
ภายในอีกยี่สิบหรือสามสิบปี เมื่อราคาบ้านที่นี่เพิ่มขึ้น ลี่หรงก็จะกลายเป็นเศรษฐี!
“เป็นอย่างไรบ้างครับ คุณชอบหรือเปล่า?” จ้าวชิงซงถามอีกครั้ง
ลี่หรงบอกว่าชอบมาก ดวงตาเธอเป็นประกายราวหมู่ดาวพร่างพราว ระยิบระยับ ขณะมองจ้าวชิงซงด้วยรอยยิ้ม
เมื่อจ้าวชิงซงเห็นใบหน้าสดใสของภรรยา หัวใจเขาก็พลันรู้สึกอบอุ่น เขาอยากจะดึงหญิงสาวเข้ามาสวมกอดตามด้วยจูบเบา ๆ แต่น่าเสียดายที่มีลี่รุ่ยจืออยู่ด้วย จู่ ๆ จ้าวชิงซงก็รู้สึกหงุดหงิดพี่เขยคนนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น ด้วยอีกฝ่ายกวนใจเขามากเกินไป
เขาฉวยโอกาสตอนที่ลี่รุ่ยจือก้มหน้าคุยกับเด็กน้อย รีบก้มลงไปจูบลี่หรง “ชอบก็ดีแล้วครับ”
จ้าวชิงซงไม่อยากนอนกับลี่หรงบนเตียงเดียวกับที่คนอื่นเคยนอน ซึ่งโรคกลัวความสกปรกนี้ ลี่หรงก็เป็นเหมือนกัน เขาจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ที่บ้านสกุลลี่อีกสองวัน ก่อนถามลี่หรงว่าอยากกลับไปมหาวิทยาลัยเลยหรือจะกลับบ้านสกุลลี่ด้วยกัน
“กลับบ้านกันก่อนเถอะค่ะ พรุ่งนี้ค่อยกลับไป แล้วก็พักที่มหาวิทยาลัยเลย” ลี่หรงกล่าว “ไว้คุณเตรียมบ้านเสร็จแล้ว ค่อยมารับฉันที่มหาวิทยาลัยนะคะ”
วันรุ่งขึ้นลี่รุ่ยจือถูกเพื่อนเรียกตัวออกไป จึงไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยกับพวกเขา
จ้าวชิงซงกับเด็กน้อยส่งลี่หรงไปมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้เข้าประตูไปพร้อมกับหญิงสาวด้วย
เด็กน้อยไม่รู้ว่าตัวเองจะไม่ได้เจอลี่หรงอย่างน้อยหลายวัน เมื่อจ้าวชิงซงบอกให้เขาบอกลาแม่ เด็กน้อยก็ถามว่า “แม่จะไปไหนครับ?”
“แม่ต้องไปเรียนแล้วจ้ะ” ลี่หรงยังลังเลที่จะปล่อยพวกเขาไปเช่นกัน เธอก้มลงหอมแก้มลูกน้อยในอ้อมแขนของจ้าวชิงซง
“อันอันไม่อยากแยกกับแม่!” เด็กน้อยเอื้อมมือไปจับลี่หรง ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
จ้าวชิงซงจับมือของเขาออก “เอาล่ะ ๆ อีกไม่นานก็ได้เจอแม่แล้วนะครับลูก”
นั่นเป็นความจริง แต่ลี่หรงรู้ว่าตนเองจะไม่ได้เจอลูกน้อยเป็นเวลาหลายวัน ดวงตาของเธอก็พลันแดงเล็กน้อย เพราะนอกจากช่วงที่อันอันเป็นไข้ และระหว่างที่ต้องอยู่เดือน เธอกับลูกก็ไม่เคยอยู่ห่างกันเลย
แต่เธอรู้ดีว่าเธอไม่สามารถพาพวกเขาไปที่หอพักด้วยได้ จึงได้แต่หวังว่าจ้าวชิงซงจะเตรียมบ้านให้เร็วที่สุด
ไม่ว่าเด็กน้อยจะไม่งอแงแค่ไหน แต่เขาก็ยังเป็นเด็ก อันอันเฝ้ามองแผ่นหลังของลี่หรงจนลับสายตาไป แล้วเริ่มร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้ม “แม่…”
“ร้องไห้ทำไมล่ะครับลูก…” จ้าวชิงซงก็รู้สึกเศร้าเหมือนกัน แต่เขาทำได้เพียงปลอบโยนลูกน้อย ต้องไม่ปล่อยให้ลี่หรงเป็นกังวล
หลังจากพูดคุยกันเป็นเวลานาน เด็กน้อยก็เข้าใจแล้วว่าลี่หรงต้องไปเรียน และอีกไม่นานก็จะกลับมาหา จากนั้นจ้าวชิงซงก็สัญญาว่าจะพาเจ้าตัวเล็กไปซื้อองุ่น เมื่อถูกเกลี้ยกล่อม จมูกของเด็กน้อยพลันกระตุกเพราะสะอื้น ก่อนจะโผเข้ากอดคอจ้าวชิงซงแน่น
จ้าวชิงซงเต็มใจเอาใจลูกน้อย เขายอมซื้อองุ่นหลายพันธุ์ เพียงเพราะลูกชายชอบกิน
หลังจากกลับมาถึงบ้านสกุลลี่ แล้วพาเด็กน้อยไปหาแม่ลี่แล้ว จ้าวชิงซงก็ออกไปข้างนอกโดยไม่หยุดพักต่อ
“โอ้โห! พ่อของหลานใจดีกับหลานมากเลยนะเนี่ย ถึงขนาดซื้อองุ่นมาให้อันอันตั้งมากมาย” แม่ลี่เบิกตากว้างด้วยรอยยิ้ม ด้วยอายุของเธอแล้ว ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าตนตัดสินคนได้แม่นยำแค่ไหน แต่สามารถบอกได้เลยว่าจ้าวชิงซงเป็นคนดี ทั้งยังสามารถหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวได้ เธอจึงยินดีให้เขาดูแลลี่หรง ลูกสาวผู้เป็นที่รัก
เมื่อลี่รุ่ยจือกลับมาจากข้างนอก แล้วได้ยินแม่ลี่พูด เขาก็หัวเราะและไม่พูดอะไร ด้วยคิดว่าถ้าแม่ลี่รู้ว่าจ้าวชิงซงใช้เงินหลายหมื่นเพื่อซื้อบ้านให้ลี่หรง เธอคงจะรู้สึกดีมากเสียจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่แน่นอน
วันแรกของการเข้าเรียน ไม่มีการเรียนการสอน ส่วนใหญ่เป็นการประชุมชั้นเรียนในตอนเช้า เพื่อให้คนในชั้นเรียนทำความรู้จักกัน
ในยุคนี้ยังไม่มีช่วงที่อาจารย์ต้องแนะแนว อาจารย์ประจำชั้นแซ่โจวก็กลัวว่านักเรียนจะเขินอาย จึงเริ่มแนะนำตัวเองก่อน “สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อโจวรุ่นหัว หลังจากผ่านไปหลายปี ในที่สุดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็กลับมาอีกครั้ง มหาวิทยาลัยชิงต้ายินดีต้อนรับทุกคน นี่แสดงให้เห็นว่าพวกคุณทุกคน มีความสามารถโดดเด่นมาก”
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบกับพวกคุณ และได้เป็นอาจารย์ประจำชั้นของพวกคุณ ในปีแรกของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง ผมหวังว่าพวกคุณจะปฏิบัติต่อผมในฐานะเพื่อนคนหนึ่งมากกว่าอาจารย์ หวังว่าในอีกสี่ปีข้างหน้า พวกเราจะทำงานร่วมกัน และมุ่งมั่นเพื่อเป็นคนหนุ่มสาวที่มีความรู้ มีอุดมคติ และมีความทะเยอทะยานกันเถอะครับ”
มีเสียงปรบมืออย่างอบอุ่นดังกึกก้องในห้องเรียน
ลี่หรงส่งเสียงโห่ร้องโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่าเธอได้ย้อนวัย ไปเป็นเด็กสาววัยสิบแปดปี ผู้ทะเยอทะยานอีกครั้ง
โจวรุ่นหัวคลี่ยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ผมแนะนำตัวเสร็จแล้ว ต่อไปเป็นตาพวกคุณแล้วนะครับ” เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วถามว่า “ใครจะมาก่อนครับ?”
อาจเป็นเพราะความประหม่า ทุกคนที่ถูกเขาจ้องมอง จึงหลบสายตาโดยไม่รู้ตัว
ลี่หรงคิดดูแล้วก็ตัดสินใจว่าจะไม่เป็นคนแรก เธอได้วางแผนเส้นทางในมหาวิทยาลัยไว้แล้ว ว่าตนเองไม่ต้องการเป็นหัวหน้าชั้นเรียน เป็นการดีที่สุดที่จะไม่ทำตัวโดดเด่นเกินไป เธอแค่อยากจะเรียนอย่างสงบ ขณะเดียวกันก็เตรียมพื้นฐาน สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจหลังเรียนจบไปด้วย
แต่ก็มีคนที่ชอบเป็นจุดเด่นอยู่เสมอ
หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำยกมือขึ้น “ฉันเองค่ะ”
หญิงสาวไว้ผมหางม้าสูง เปิดหน้าผากกว้าง หางตาเฉียงขึ้นเล็กน้อย และระยะห่างระหว่างดวงตากว้างมาก ซึ่งทำให้หน้าเธอดูดุมากเช่นกัน
ใบหน้าของเธอก็จริงจังมากเหมือนกับเป็นคณบดี น้ำเสียงก็แหบพร่าเล็กน้อย ไม่สามารถพูดได้ว่าน่าพึงพอใจ แต่เป็นที่จดจำได้มาก
หลังจากฟังเธอแนะนำตัวเอง และพูดถึงความคิดของคนดังมากมาย ลี่หรงก็รู้สึกเหมือนกำลังฟังเธอท่องความรู้เกี่ยวกับการเมือง จำเป็นต้องท่องสิ่งเหล่านี้เวลาต้องแนะนำตัวเองด้วยเหรอ?
หญิงสาวคนนั้นชื่อสวี่จิ้งจากมณฑลข้างเคียง เมื่อพูดจบ ก็ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นคนใดโต้ตอบเลย เมื่อเห็นเธอหน้าเสีย โค้งคำนับแล้วเดินลงไป อาจารย์ประจำชั้นก็เป็นผู้นำปรบมือ ทำให้มีเสียงปรบมือดังขึ้นไม่กี่เสียง
หลังจากคนแรกผ่านไป การเป็นคนที่สองก็ไม่ง่ายอย่างที่ลี่หรงคิดไว้
โจวรุ่นหัวยิ้ม แล้วสนับสนุนให้พวกเขาออกไปแนะนำตัว
เสิ่นรั่วหนิงยกมือขึ้น
เธอยังคงแต่งตัวทันสมัย ด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวและกระโปรงสีแดงที่สวมในวันนี้ เข้ากับผมหยิกของเธอมาก ทำให้หญิงสาวดูสง่างามและร่าเริงอยู่ในที
เธอไม่ได้ท่องความคิดเห็นทางการเมืองใด ๆ เพียงแค่บอกชื่อตัวเอง แล้วบอกว่าเธอรู้เรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง หลังจากกลับมาจากต่างประเทศ ในที่สุดเธอก็แสดงความมุ่งมั่นที่จะเป็นเสาหลักของประเทศ เพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาแผ่นดินเกิด