ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 101 ดีมาก็ดีตอบ
บทที่ 101 ดีมาก็ดีตอบ
เมื่อกลับมาถึงหอพัก ลี่หรงก็พบว่าสวี่จิ้งอยู่หอพักเดียวกันกับเธอ
มีนักศึกษาในชั้นเรียนเดียวกันอีกสองคน ที่อยู่ในหอพักเดียวกับเธอด้วย ถ้าลี่หรงจำไม่ผิด พวกเธอคือหลิวหลานหลานกับหลี่ชุนเสวี่ย และยังมีบางคนที่ลี่หรงไม่รู้จักด้วย ซึ่งเธอคนนั้นกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง
“ลี่หรง ไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกันไหม?” คนพูดคือเสิ่นรั่วหนิง ลี่หรงแปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายชวนเธอไปกินข้าวกลางวันด้วย
ทันใดนั้นเธอก็จำได้ว่าเสิ่นรั่วหนิง ขอให้ลี่หรงช่วยทำเสื้อผ้าให้ เธอจึงหรี่ตาลงเล็กน้อย โดยสงสัยว่าเสิ่นรั่วหนิงจะยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่หรือเปล่า แต่ไม่ว่ายังไง เธอก็จะไปกินข้าวที่โรงอาหารอยู่แล้ว ชีวิตในหอพักเพิ่งเริ่มต้นขึ้น จึงไม่ควรปฏิเสธคำชวนของเพื่อนร่วมห้อง
เธอพยักหน้า แล้วหันไปมองอู๋เยี่ยนหง “พี่เยี่ยนหง อยากไปกับเราด้วยไหมคะ?”
คนแรกที่ลี่หรงเจอตอนมาถึงหอพักคืออู๋เยี่ยนหง หนำซ้ำอีกฝ่ายยังจองที่นั่งให้ในห้องเรียนเมื่อเช้าด้วย ด้วยความรู้สึกและเรื่องมารยาท ลี่หรงจึงควรถามเธอว่าอยากจะไปด้วยหรือเปล่า
เดิมทีคิดว่าอู๋เยี่ยนหงจะตอบรับอย่างมีความสุข แต่ไม่คาดคิดว่าจะเธอส่ายหน้าปฏิเสธ โดยบอกว่าจะไปกินทีหลัง
ลี่หรงไม่อยากบังคับคนอื่นให้ทำสิ่งที่ลำบากใจ เธอจึงหยิบกล่องอาหารกลางวันของตัวเองมา แล้วไปที่โรงอาหารกับเสิ่นรั่วหนิง
หลังอาหารเย็น ทั้งสองไม่ได้กลับไปที่หอพักทันที แต่ไปหาโต๊ะสะอาดในโรงอาหารนั่ง เสิ่นรั่วหนิงซื้อน้ำอัดลมมาสองขวด แล้วมอบให้ลี่หรงหนึ่งขวด
นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงได้ดื่มน้ำอัดลมในยุคนี้ ของเหลวสีส้มอยู่ในขวดแก้ว มีฝาจีบปิดเหมือนฝาเบียร์ โดยมีตัวอักษรสีขาวขอบสีน้ำเงินเขียนไว้ว่า เป่ยปิงหยาง
“ขอบคุณนะ” ลี่หรงรับมาอย่างว่าง่าย แล้วจิบไปหนึ่งอึก มันเป็นรสส้ม เธอส่งเสียง “อ้า!” ด้วยความซ่าของน้ำอัดลมในยุคนี้ “มันเย็นมากเลยนะเนี่ย ถ้าได้ดื่มตอนอากาศร้อนคงสดชื่นขึ้นไม่น้อยเลย”
“ใช่แล้ว” เสิ่นรั่วหนิงพยักหน้าเห็นด้วย “แต่ฉันคิดว่าตัวเองต้องเลี้ยงอะไรเธอบ้างแล้ว เพราะฉันบอกแล้วว่าจะจ่ายค่าอาหารให้ แต่เธอก็จ่ายเอง ก็เลยต้องเลี้ยงน้ำอัดลมแทน ได้ยินมาว่าหลายคนชอบดื่มน้ำนี้ ฉันคิดว่ารสชาติมันออกจะธรรมดา ถ้าเธอมีเวลาว่างมาเที่ยวบ้านฉันสิ ฉันจะเลี้ยงไวน์แดงเอง”
ลี่หรงคลี่ยิ้ม หลังจากอาศัยอยู่ในเมืองหลวงได้สองสามวัน เธอก็ค้นพบแล้วว่าคนที่นี่ชอบซื้อและดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อนี้มาก
เธออ่านชื่อยี่ห้ออีกครั้งเงียบ ๆ ด้วยในอนาคตยี่ห้อนี้จะค่อย ๆ ถูกคู่แข่งแย่งพื้นที่การขายไป เธออดรู้สึกเสียใจเล็กน้อยไม่ได้ เพราะน้ำอัดลมยี่ห้อนี้ ไม่ได้แย่ไปกว่าสองยี่ห้อจากต่างประเทศ ที่ผูกขาดตลาดในเวลาต่อมาเลย
ส่วนเรื่องที่เสิ่นรั่วหนิงชวนเธอไปบ้าน ลี่หรงคิดว่าเธอแค่พูดเฉย ๆ จึงไม่ได้จริงจังมากนัก
“ไม่คิดเลยว่าเธอจะชวนฉันมากินข้าวด้วยที่โรงอาหาร” ลี่หรงพูดทันที
“ฉันถูกชะตากับเธอมากที่สุดตั้งแต่เจอกันครั้งแรกน่ะ” เสิ่นรั่วหนิงคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “ฉันรู้สึกอยู่ตลอดว่าคนอื่นชอบปิดบังอะไรไว้มากมาย ก็เลยอึดอัดที่จะคุยด้วย แต่ฉันชอบเธอ”
ลี่หรงรู้สึกว่าอีกฝ่ายทำตัวเหมือนเด็ก จึงส่ายหน้า แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “อย่าพูดอย่างนั้นเลย ฉันก็แค่แปลกใจ คิดว่าเธอจะไม่มากินข้าวที่โรงอาหารน่ะ”
“เธอคงไม่ได้คิดว่าครอบครัวจะห่อข้าวมาให้ฉันใช่ไหม”
ลี่หรงนึกถึงผู้หญิงสองคนที่มาช่วยจัดเตียงให้เสิ่นรั่วหนิง แล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะ “จริง ๆ แล้ว พ่อแม่ของฉันก็บอกแบบนั้น ว่าจะให้คนมารับฉันกลับไปกินข้าวที่บ้าน แต่ฉันรู้สึกว่าพวกเขาน่ารำคาญมาก หลังจากทะเลาะกันอยู่นาน สุดท้ายพวกท่านก็ยอมให้ฉันกินข้าวกลางวันที่มหาวิทยาลัย แต่ต้องกลับบ้านไปกินข้าวเย็น แล้วก็ต้องนอนค้างคืนที่บ้านด้วย ไหน ๆ ก็ไม่ได้มีเรียนเต็มวันทุกวันอยู่แล้ว”
ลี่หรงตักข้าวเข้าปาก แล้วจิบน้ำอัดลมอีกครั้ง และยังคงได้รับความเย็นซาบซ่าจากน้ำอัดลมอยู่ จากนั้นจึงกระแอมแล้วพูดว่า “ฉันก็จะไม่ค้างคืนที่มหาวิทยาลัยเหมือนกัน สามีของฉันเช่าบ้านอยู่นอกมหาวิทยาลัย ก็เลยจะกลับไปนอนค้างคืนที่บ้านแทนน่ะ”
“ว้าว! พวกเธอตัวติดกันจริง ๆ เลยนะ! หวานชื่นกันจริง ๆ เลย!” ดวงตาของเสิ่นรั่วหนิงเป็นประกาย ก่อนจะหรี่ตามองลี่หรงด้วยสีหน้ามีเลศนัย “เป็นเพราะแต่งงานแล้ว เลยทนนอนคนเดียวไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?”
“แค่ก แค่ก!” ลี่หรงสำลักโดยไม่ได้เตรียมตัว “อะแฮ่ม! ใครบอกเรื่องนี้กับเธอ ตั้งแต่อายุยังน้อยขนาดนี้เนี่ย?”
เสิ่นรั่วหนิงพูดไม่ออก “ฉันโตมาในต่างประเทศนะ อย่าทำเหมือนฉันเป็นเด็กน้อยสิ ฉันอายุน้อยกว่าเธอแค่สามปีเอง! แล้วปีนี้ก็อายุยี่สิบปีแล้วด้วย!”
ลี่หรงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย จำต้องอธิบายว่า “ลูกชายของฉันอยู่ห่างฉันนานไม่ได้ต่างหาก”
“เธอเป็นคนหน้าตาดีมากเลย ลูกชายของเธอก็ต้องหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมากแน่ ๆ สามีของเธอก็หน้าตาดีเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างผิดปกติที่เท้าของเขาอยู่นะ”
ลี่หรงไม่อาย พูดตามตรง “ขาของเขาได้รับบาดเจ็บน่ะ รักษาดีที่สุดได้เท่านี้ ไม่มีทางแก้กลับมาให้ดีขึ้นกว่านี้อีกแล้ว ทว่าเขาก็เป็นทหารวีรบุรุษที่ปลดประจำการเพราะอาการบาดเจ็บที่ขา ฉันรักเขาและไม่รู้สึกอายกับเรื่องนี้เลย”
“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…” เสิ่นรั่วหนิงรีบพูด
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเข้าใจ ไม่ต้องห่วง” ลี่หรงพูดเบา ๆ
เสิ่นรั่วหนิงแอบมองลี่หรงอีกสองสามครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ถือโทษโกรธ ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก นี่เป็นเพื่อนคนโปรดคนแรกของเธอ หลังจากกลับประเทศมา เธอไม่อยากสูญเสียมิตรภาพที่เพิ่งได้มาไป
หลังกลับมาที่หอพักหลังอาหารกลางวัน ลี่หรงก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ตลอดมื้ออาหาร เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้ขอให้เธอช่วยทำเสื้อผ้าให้เลย
เธอคิดมากเกินไปหรือเปล่า?
บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเสิ่นรั่วหนิงถึงพยายามเริ่มบทสนทนา ตั้งแต่ตอนเจอเธอเป็นครั้งแรกหรือเปล่า?
ไม่สิ ลี่หรงส่ายหน้า ตอนอยู่ในหอพัก เสิ่นรั่วหนิงชมเสื้อผ้าสวย ๆ ที่เธอสวมในวันนี้ แล้วถามว่าเธอตัดเย็บเองหรือเปล่า
เสื้อผ้าเกือบทั้งหมดที่ลี่หรงใส่ตอนนี้ เป็นชุดที่ตัดเย็บขึ้นมาเอง ทั้งกระโปรงยาวในวันนี้ และเสื้อแขนยาวรัดเอวสีชมพูกุหลาบ เดิมทีเธอตัดเย็บทั้งหมดในหมู่บ้านต้าเจียง ส่วนแขนเสื้อเป็นยางยืดธรรมดา ด้วยบังเอิญว่าแม่ลี่นำผ้าเนื้อโปร่งกลับมาจากโรงงานทอผ้าด้วย
เธอจึงขอบางส่วนมาเย็บไว้ที่ชายกระโปรงและส่วนข้อมือ ทั้งยังนำมาทำเป็นดอกคามีเลียสองสามดอก แล้วเย็บติดไว้ที่อกเสื้อด้วย
มันเป็นชุดที่สวยงามน่ารักมาก
น่าแปลกที่เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้พูดถึงเรื่องชุดอีก และลี่หรงก็ไม่ได้พูดถึงเช่นกัน
ในตอนเย็น ครอบครัวของเสิ่นรั่วหนิงมารับเธอกลับ ก่อนออกเดินทาง อีกฝ่ายบอกกับลี่หรงว่า “พรุ่งนี้ไม่ต้องไปโรงอาหารนะ ฉันจะเอาอาหารเช้ามาให้เธอเอง ป้าที่บ้านฉันทำกับข้าวอร่อยมากเลยล่ะ ไว้จะแบ่งมาให้เธอลองชิมนะ”
ขณะที่ลี่หรงกำลังจะปฏิเสธ เสิ่นรั่วหนิงก็จากไปแล้ว
เธอส่ายหน้า ไม่มีทางให้เลือกเลยจริง ๆ
เสิ่นรั่วหนิงกระตือรือร้นเกินไป จนลี่หรงรู้สึกว่าตัวเองจะทนนิสัยนี้ของอีกฝ่ายไว้ไม่ไหวแล้ว การมีชีวิตอยู่มาถึงสองชาติ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับหญิงสาวที่กระตือรือร้นในการผูกมิตรขนาดนี้
ที่นี่อาบน้ำไม่สะดวก เพราะไม่มีห้องน้ำแยก ต้องไปอาบน้ำรวมที่โรงอาบน้ำ
ในโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ จำเป็นต้องเปลื้องผ้าอาบน้ำต่อหน้าคนมากมาย ลี่หรงเขินอายมาก ต้องทำใจอยู่สักพัก ทว่าก็ตัดสินใจทนไม่อาบน้ำ ก่อนไปที่เครื่องทำน้ำอุ่น เพื่อนำน้ำร้อนมาเช็ดตัวในหอพัก จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้า เท่านี้ก็ถือว่าอาบน้ำแล้ว
ลี่หรงนอนบนเตียง ทว่าทำอย่างไรก็นอนไม่หลับสักที คืนแรกที่หญิงสาวต้องห่างจากสามีและลูก ทำให้เธอมีอาการนอนไม่หลับ
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ลี่หรงกำลังจะออกไปข้างนอก ก็บังเอิญเจอกับเสิ่นรั่วหนิงที่กำลังถืออะไรบางอย่างอยู่ ลี่หรงก็ยิ้มด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “อรุณสวัสดิ์”
“ฮึ่ม! เธอกำลังจะไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหารเหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงขมวดคิ้ว เมื่อเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของลี่หรง เธอก็รู้ว่าตัวเองเดาถูก “ฉันคิดไว้แล้วล่ะ แต่โชคดีที่ฉันมาเร็ว”
ในตอนเที่ยง ลี่หรงยืนกรานว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เธอจะเลี้ยงข้าวเสิ่นรั่วหนิงในมื้อเย็น ก่อนแสร้งทำเป็นโกรธขณะพูดกับเสิ่นรั่วหนิง “เมื่อวานเธอเลี้ยงน้ำอัดลมฉัน แล้ววันนี้ยังเอาอาหารเช้ามาให้อีก ถ้าครั้งนี้เธอเกรงใจฉัน ฉันจะโกรธจริง ๆ แล้วนะ!”
เสิ่นรั่วหนิงรู้สึกว่า เมื่อลี่หรงทำหน้าบึ้งนั้นน่ากลัวอยู่สักหน่อย ด้วยกลัวว่าเพื่อนคนนี้จะโกรธเข้าจริง ๆ จึงต้องยอมตอบตกลงแต่โดยดี
ลี่หรงตักหมูผัดเปรี้ยวหวานใส่สับปะรด กับอาหารจานเนื้อและผักอีกจานให้เธอ