ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 102 อย่าคิดนาน
บทที่ 102 อย่าคิดนาน
ซุปในโรงอาหารมันและเค็มมาก ลี่หรงไม่ชอบรสชาตินี้เลย เธอจึงคิดไว้ว่าจะกลับไปทำเองที่บ้าน แล้วค่อยนำมากินที่นี่ แต่วันนี้ลี่หรงอยากเลี้ยงเพื่อน จึงสั่งซุปซี่โครงหมูใส่ข้าวโพดหนึ่งถ้วยมาให้เสิ่นรั่วหนิง
อีกฝ่ายโบกมือ ราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าเกรงขาม “ไม่เอาอันนี้ได้ไหม มันไม่อร่อยเลย”
ลี่หรงยิ้ม ไม่ได้บังคับแต่อย่างใด แล้วไปซื้อน้ำอัดลมเป่ยปิงหยางให้เธอหนึ่งขวด
เสิ่นรั่วหนิงจิบไปอึกใหญ่ “ฮ่า! สดชื่นจังเลย”
ลี่หรงไปเรียนที่มหาวิทยาลัยหลายวันแล้ว แต่จ้าวชิงซงก็ยังไม่มารับสักที เธอนั่งนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้แล้ว ช่วงบ่ายวันนี้ไม่มีเรียน จึงคิดว่าถ้าเรียนภาคเช้าจบ เธอจะไปบ้านในตอนบ่ายสักหน่อย
พระอาทิตย์ส่องแสงจ้าอยู่กลางฟ้า ทว่าความร้อนยังไม่ระอุถึงขึ้นแผดเผาให้แสบผิว กลับทำให้คนเกียจคร้าน และรู้สึกง่วงนอนในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อถึงช่วงพักเที่ยง หลายคนจึงกลับไปนอนพัก
ลี่หรงค่อย ๆ เก็บข้าวของอย่างเบามือ เตรียมจะออกไปข้างนอก
ตอนบ่ายไม่มีเรียน เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้งีบหลับที่มหาวิทยาลัย แต่กลับบ้านไปทันที ตอนแรกเธอบอกลี่หรงว่าจะกลับบ้าน แต่กลับลืมหยิบของสำคัญไว้ที่หอพัก เมื่อกลับมาที่หอพัก ก็บังเอิญพบกับลี่หรงที่ดูเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอกพอดี
เธอเดินเข้าไปจับแขนลี่หรง “เธอกำลังจะไปไหนเหรอ?”
ลี่หรงส่งเสียง “ชู่ว” ให้อีกฝ่ายเงียบเสียง เพราะตอนนี้ทุกคนในหอพักกำลังนอนหลับอยู่ จากนั้นเธอก็จูงเสิ่นรั่วหนิงออกประตูไป แล้วพูดว่า “พวกฉันเช่าบ้านข้างนอกไว้ แต่รอตั้งนานแล้ว ก็ไม่เห็นว่าสามีจะมีท่าทีมารับเลย ฉันก็เลยว่าจะไปดูสักหน่อย ไหน ๆ บ้านก็ไม่ไกลจากที่นี่อยู่แล้ว”
“อ๋อ! คนขับรถของฉันรออยู่ชั้นล่างน่ะ เธอรอสักพักสิ ให้ฉันเข้าไปหยิบของก่อน แล้วให้คนขับรถพาเธอไปส่งที่นั่นดีไหม?”
“ไม่เป็นอะไรหรอก ๆ ขอบคุณเธอมาก” ลี่หรงยิ้ม “บ้านอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากเท่าไหร่ ห่างออกไปแค่ไม่กี่ช่วงถนนเท่านั้นเอง เธอไปจัดการเรื่องของตัวเองเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปที่นั่นเอง”
หลังจากพยายามรื้อฟื้นความจำแล้ว… ลี่หรงก็พบว่าตัวเองไม่มีความทรงจำใดเหลืออยู่เลย เธอจำทางไปบ้านไม่ได้ จึงได้แต่เดินเตร็ดเตร่อยู่ในตรอกเป็นเวลานาน ก่อนหยุดยืนมองทางซ้ายขวา ขณะเดินออกจากตรอก จนพบเข้ากับคนคุ้นเคยตรงทางเข้าซอย
หากนั่นไม่ใช่จ้าวชิงซง แล้วจะเป็นใครได้
เธอถอนหายใจ แล้วส่งเสียงเรียกเขา
จ้าวชิงซงกับพวกช่างวัยราวสี่สิบห้าสิบหลายคน กำลังช่วยกันขนของที่ดูเหมือนโครงเตียง
“คุณมาได้อย่างไรครับเนี่ย?” จ้าวชิงซงวางของในมือลง แล้วถามลี่หรงที่กำลังเดินมาหาเขา
ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วพูดด้วยความหงุดหงิด “ฉันรอมาตั้งนานแล้ว แต่ก็คุณก็ไม่มารับสักที ในฐานะภรรยา ทำไมฉันจะมาดูว่าคุณจัดของไปถึงไหนแล้วไม่ได้ล่ะคะ”
จ้าวชิงซงเกาหัว แล้วอธิบายให้เธอฟัง “ขอโทษครับ พอดีว่าเครื่องเรือนสำเร็จรูปไม่ค่อยดี ต้องใช้ความพยายามพอสมควรในการตามหาช่างไม้ที่มีฝีมือมาทำให้น่ะครับ ช่างไม้เพิ่งทำเสร็จวันนี้เลยครับ ผมคิดว่าอีกเดี๋ยวจะไปรับคุณอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่าคุณจะกลับมาก่อนน่ะครับ”
“ฉันลืมไปว่าบ้านเราหลังไหนกันแน่ เลยเดินตามหาตั้งนานเลยค่ะ” ลี่หรงหน้าแดง รู้สึกอายที่ลืมบ้านของตัวเองแบบนี้
จ้าวชิงซงจับมือของหญิงสาว แล้วมองไปทางตรอกที่เธอออกมา ก่อนพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณเข้าตรอกผิดแล้วครับ หาบ้านไม่เจอก็ไม่ใช่เรื่องแปลก บ้านของเราอยู่ในตรอกนี้น่ะครับ เดินเข้ามาจะเห็นต้นหยางสองสามต้นที่ตอนนี้กำลังผลิใบเขียวพอดีเลยครับ”
“เข้าใจแล้วค่ะ” ลี่หรงกะพริบตา แล้วก้มลงไปขนของ “ฉันจะช่วยขนของเข้าบ้านด้วยค่ะ”
“ไม่ต้องหรอกครับ แผ่นไม้กระดานพวกนี้หนาและหนักด้วย คุณเข้าไปในบ้าน แล้วลองตรวจดูว่าในบ้านมีอะไรขาดไปหรือเปล่าดีกว่าครับ”
“ได้ค่ะ” ลี่หรงตอบอย่างว่าง่าย เพราะเธอพบว่าตัวเองไม่มีแรงพอที่จะสามารถขยับไม้กระดานได้เลยด้วยซ้ำ
ช่างที่กำลังขนย้ายสิ่งของ ถามจ้าวชิงซงว่า “เถ้าแก่จ้าว นี่ใครเหรอครับ?”
“นี่คือเถ้าแก่เนี้ยครับ” จ้าวชิงซงยิ้มอ่อน ซึ่งทำให้ช่างหลายคนหมั่นไส้เล็กน้อย แล้วแซวจ้าวชิงซงด้วยภาษาเมืองหลวงหลายครั้ง แต่เขาก็เพียงแค่ยิ้ม ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด
จ้าวชิงซงกับพวกช่างช่วยกันขนไม้กระดานเข้าไปในบ้าน แล้วเริ่มประกอบเป็นเตียง ลี่หรงเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง และพบว่าทั้งเตียงไม่ได้ใช้ตะปูเหล็กแม้แต่ตัวเดียว
หญิงสาวนึกชื่นชมฝีมือของช่างไม้อยู่ในใจ
หลังจากที่พวกช่างจากไปแล้ว จ้าวชิงซงก็ปูที่นอนและจัดผ้าห่มทั้งหมดที่เขาเตรียมไว้
เตียงใหม่ที่เป็นของพวกเขาเท่านั้น ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการแล้ว
ลี่หรงนอนบนเตียง แล้วถอนหายใจ “ในที่สุดพวกเราก็มีบ้านเป็นของตัวเองแล้วนะคะ”
จ้าวชิงซงหัวเราะเบา ๆ แล้วล้มตัวลงนอนข้างเธอ
เขานอนตะแคงไปด้านข้าง กอดลี่หรงไว้ในอ้อมแขน “ที่มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้างครับ?”
ลี่หรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยถ้าบอกว่าสถานการณ์ไม่เป็นไปด้วยดี ก็จะทำให้สามีกังวล แต่ถ้าบอกว่าสถานการณ์ราบรื่นดี ก็จะทำให้สามีรู้สึกว่าเธอสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีเขา ซึ่งจะทำให้ชายหนุ่มต้องเสียใจเป็นแน่
“อืม… ก็เฉย ๆ นะคะ” ลี่หรงตอบอย่างคลุมเครือ แล้วกอดเอวเพรียวของจ้าวชิงซง “ฉันคิดถึงพวกคุณค่ะ แล้วคุณล่ะคะ?”
เมื่อครู่เธอบอกว่า ‘พวกคุณ’ แต่สุดท้ายหญิงสาวก็ถามความรู้สึกส่วนตัวของจ้าวชิงซง ถือเป็นความคิดที่ดีจริง ๆ มือของจ้าวชิงซงลูบไล้เอวบางของลี่หรง ที่ไม่ได้ผอมจนเกินไป เขายกยิ้มแล้วตอบว่า “คิดสิครับ”
“คิดอะไรคะ” ลี่หรงไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายบ่ายเบี่ยง ยืนกรานให้เขาพูดออกมา
หูของจ้าวชิงซงกลายเป็นสีแดงก่ำแล้ว เขากอดลี่หรงไว้ในอ้อมแขนแน่น โดยไม่ให้หญิงสาวหันมามอง จากนั้นลี่หรงก็ได้ยินเสียงทุ้มลึกของชายหนุ่มพูดว่า “ผมก็คิดถึงคุณเหมือนกันครับ”
เช่นเดียวกับลี่หรง จ้าวชิงซงไม่ได้เจอภรรยามาหลายวันแล้ว เขาเองก็รู้สึกว่างเปล่าในใจเช่นกัน
ตอนนี้เมื่อคนรักมาอยู่ในอ้อมแขนของเขาเช่นนี้ ในที่สุดความรู้สึกที่ขาดหายไปของจ้าวชิงซง ก็ถูกเติมเต็มแล้ว
“ฮึ่ม…” ลี่หรงยิ้มหวาน ไม่ได้พูดอะไรต่อ
บรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิ ที่มีคู่รักกอดกันแนบแน่น ย่อมเป็นวันที่ดี
จ้าวชิงซงก้มหน้าลงเชยคางของลี่หรงขึ้น แล้วจุมพิตเนิ่นนาน
ดั่งสายฟ้าฟาดพายุโหมกระหน่ำ ไม่มีใครสามารถหยุดความรักของทั้งสองได้
ลี่หรงสังเกตเห็นปฏิกิริยาของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว จึงเอื้อมมือไปผลักเขา “คุณคะ กลางวันแสก ๆ …”
“ไม่ต้องกังวลครับ นี่คือบ้านของเรา ไม่มีใครเข้ามาหรอก” จ้าวชิงซงพูดด้วยเสียงแผ่วเบา ดูคล้ายกำลังเกลี้ยกล่อม ทว่าการกระทำของเขาไม่อนุญาตให้ลี่หรงปฏิเสธอีกต่อไป
เขาพลิกตัวขึ้นกดร่างของหญิงสาวไว้
การเคลื่อนไหวนั้นหนักกว่าปกติมาก เสียงครวญครางดังชัดเจนเป็นพิเศษในห้องอันเงียบสงบ
เมื่อลี่หรงได้ยินเสียงตัวเองก็รู้สึกเขินอาย เธอกัดปากพยายามกลั้นเสียง แต่ก็ไม่อาจทนการเคลื่อนไหวที่หนักหน่วงของจ้าวชิงซงได้ หญิงสาวรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะบอกให้ชายหนุ่มช่วยอ่อนโยนกว่านี้สักหน่อย
ทว่าชายหนุ่มปฏิเสธ ลี่หรงกอดรัดเขาแน่น พลางขบไหล่หนาของเขาด้วยความเสียวสะท้าน
จ้าวชิงซงเจ็บแปลบ แต่ไม่ยอมปล่อยเธอไป
เขาก้มลงจูบเธออย่างดูดดื่มเย้ายวน
เช่นเดียวกับหมาป่าและเสือ ที่ทั้งดุดันและร้อนแรง
เนิ่นนาน จนในที่สุดเสียงครวญครางก็หยุดลง
จ้าวชิงซงกอดหญิงสาวตัวเล็กที่ยังคงหายใจไม่คงที่ แล้วใช้มือเช็ดเหงื่อบาง ๆ ที่ปลายจมูกเธอ แล้วถามว่า “รู้สึกดีไหมครับ?”
“ไม่ดีค่ะ!” น้ำเสียงของลี่หรงแสนงอน “ทั้งหมดเป็นความผิดของคุณ ฉันบอกแล้วว่าให้หยุด คุณอยากให้ฉันตายเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงที่ได้รับคำชมอ้อม ๆ จากหญิงสาว พูดอย่างสงบ “อย่าพูดแบบนั้นสิครับ สามีของคุณจะปล่อยให้คุณเป็นอะไรไปได้ยังไง? เราสองคนต้องอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ชั่วนิรันดร์ไปเลยครับ”
ลี่หรงที่ไม่ค่อยได้ยินชายหนุ่มพูดถึงเรื่องความรัก ก็รู้สึกว่าใบหน้าตัวเองร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อย เธอสูดจมูกโดยไม่พูดอะไร
หลังจากนั้นไม่นาน ลี่หรงก็พูดว่า “เดี๋ยวเราจะกลับไปพาอันอันมาเลยไหมคะ พ่อแม่ของฉันต้องทำงาน แล้วช่วงนี้ใครดูแลเขาให้เหรอคะ?”
“พี่ชายสามครับ ผมไม่รู้ว่าพี่ชายสามพาเขาไปเดินเล่นที่ไหนตลอดทั้งวัน แต่เด็กน้อยไม่ร้องไห้งอแงเลยครับ” จ้าวชิงซงคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “พอไม่เห็นคุณตอนกลางคืน เขาจะงอแงอยู่สักพัก แต่กล่อมไปได้สักพักก็เข้านอนเรียบร้อยครับ”
“เราจะไม่แยกกันอยู่แบบนี้อีกแล้ว ไปรับเขาคืนนี้เลยเถอะค่ะ”
ลี่หรงประเมินเวลาดูแล้ว เดาว่าคุณแม่ลี่คงยังไม่กลับบ้านหลังจากเลิกงาน เธอกับจ้าวชิงซงจึงไปซื้อผักที่ร้านสหกรณ์ก่อน