ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 103 กลับบ้านแล้ว
บทที่ 103 กลับบ้านแล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้านสกุลลี่ ก็เป็นไปตามที่ลี่หรงคาดไว้ ไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน
ลี่หรงล้างมือเตรียมทำอาหาร
เธอล้างกระดูกชิ้นใหญ่ ก่อนใส่เครื่องเทศสามเกลอเพื่อดับกลิ่นคาว หลังจากตุ๋นซุปบนเตาแล้ว ก็เริ่มทำอาหารอย่างอื่น จากนั้นจ้าวชิงซงเริ่มเข้ามาช่วยเธอ
หั่นเนื้อวัวเป็นชิ้นบาง ๆ ผัดเครื่องเทศ เติมน้ำ ก่อนใส่กะหล่ำปลีกับเนื้อลงไปผัด ใช้เวลาเพียงไม่นาน เนื้อในกระทะก็สุกทั่วถึงกำลังดี จากนั้นลี่หรงก็ยกออกจากเตา โรยงาและต้นหอมสับด้านบน ก่อนตั้งน้ำมันให้ร้อน แล้วราดตามลงไป เกิดกลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่วทั้งครัว
แม่ลี่ยังกินกุนเชียงที่ลูกสาวส่งกลับมาจากหมู่บ้านต้าเจียงไม่หมด ส่วนที่เหลือยังถูกแขวนไว้อยู่ ลี่หรงจึงหั่นบางส่วนมาผัดกับถั่ว
หมูสามชั้นที่ซื้อมานั้นนำมาทำเป็นพะโล้ แค่เห็นสีสันก็ทำให้คนมองน้ำลายสอแล้ว
จากนั้นเธอก็สับกระเทียม แล้วนำเห็ดลงไปผัดกับกระเทียมสับให้หอม สุดท้ายก็ผัดผักใบเขียวตามฤดูกาลอีกหนึ่งจาน
อาหารเสร็จแล้ว และซุปก็เกือบจะได้ที่แล้วเช่นกัน
น้ำซุปสีขาวเข้มข้นจากกระดูกชิ้นใหญ่ ด้วยรสชาติกลมกล่อมของซุป และเส้นบะหมี่สีขาวในน้ำซุปเข้มข้น ไม่ว่าใครเห็นก็อยากจะกินชามโต
ลี่หรงใส่ข้าวโพดลงไปเป็นอย่างสุดท้าย เมื่อข้าวโพดสุก น้ำซุปก็พร้อมเสิร์ฟ
เมื่อแม่ลี่กลับมาถึงบ้าน ก็บังเอิญเจอพ่อลี่อยู่ที่ชั้นล่างเหมือนกัน ทั้งสองจึงกลับบ้านพร้อมกัน ทันทีที่เข้าไปในบ้าน กลิ่นหอมของอาหารก็ดึงดูดประสาทรับกลิ่นทันที
แม่ลี่สูดจมูก แล้วถามพ่อลี่ว่า “ทำไมมีกลิ่นหอมในบ้านเราล่ะ คุณได้กลิ่นไหมคะ?”
“ได้กลิ่นแล้วครับ” พ่อลี่หันหน้าไปทางห้องครัว “ดูเหมือนว่ากลิ่นจะมาจากบ้านเรานะ”
“ใครทำอาหารหอมน่ากินขนาดนี้เนี่ย หรือว่าลูกสะใภ้ใหญ่จะมา แต่เธอไม่ได้บอกว่าจะมาทำอาหารไม่ใช่เหรอคะ?” แม่ลี่เก็บข้าวของ แล้วเดินไปที่ห้องครัวด้วยสีหน้างุนงง
“เสี่ยวหรงเหรอ?” เมื่อเห็นว่าเป็นลี่หรง แม่ลี่ก็ประหลาดใจมาก “วันนี้หยุดเหรอจ๊ะ?”
ลี่หรงวางจานลงบนโต๊ะ แล้วยิ้มให้แม่ลี่ “เปล่าค่ะ ตอนบ่ายไม่มีเรียน หนูไม่มีอะไรทำก็เลยกลับบ้านมาหาพ่อแม่น่ะค่ะ ทั้งสองคนไปล้างมือ แล้วมากินข้าวเย็นกันเถอะค่ะ”
“เอ๊ะ! นี่ลูกทำทั้งหมดนี้เองเลยเหรอ?” แม่ลี่ถามด้วยความประหลาดใจ
ขณะที่ลี่หรงกำลังจะพูด จ้าวชิงซงก็ยกซุปออกมาพอดี แม่ลี่เห็นดังนั้นก็เข้าใจ จากนั้นจึงมองลี่หรงด้วยสีหน้ารู้ทัน แล้วพูดว่า “เสี่ยวจ้าวทำเองใช่ไหมจ๊ะ? ดูแล้วฝีมือน่าจะไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย”
“…” ลี่หรงทำอะไรไม่ถูก “แม่คะ หนูเป็นคนทำอาหารทั้งหมดเองค่ะ จ้าวชิงซงแค่เป็นลูกมือให้ ถ้าไม่เชื่อก็ถามเขาสิคะ”
จ้าวชิงซงพูดเสริมว่า “ครับแม่ ผมเป็นแค่ลูกมือเท่านั้นครับ”
ลี่หรงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ หลังจากฟังคำพูดของจ้าวชิงซง แม่ลี่ก็พูดว่า “พ่อกับแม่รู้ดีจ้ะ ว่าเสี่ยวหรงฝีมือเป็นยังไง ไม่ต้องช่วยปกปิดให้เธอหรอกจ้ะ”
ลี่หรง: “…”
จ้าวชิงซงอดหัวเราะไม่ได้ แล้วพยักหน้า
ดูเหมือนว่าแม่ลี่จะไม่เชื่อว่าเธอเป็นคนทำอาหารเหล่านี้ ช่างเถอะ ลี่หรงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “อันอันอยู่ไหนเหรอคะ ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับมาอีก?”
“ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ วันนี้แม่กับพ่อต้องทำงานทั้งคู่ เลยเอาไปฝากไว้กับพี่ชายสามของลูกแทน ไม่รู้ว่าเขาพาไปบุกป่าฝ่าดงที่ไหน แต่อีกสักพักก็น่าจะกลับมาแล้วล่ะ เพราะแม่บอกว่าให้เขากลับมาก่อนมื้อเย็นน่ะจ้ะ”
ลี่หรงยิ้ม “ล้างมือแล้วกินข้าวกันก่อนเลยนะคะ ไม่ต้องรอเขาก็ได้ค่ะ”
กินข้าวไปได้ครึ่งหนึ่ง ลี่รุ่ยจือก็กลับมา ขณะอุ้มเจ้าตัวน้อยเข้าบ้าน ลุงกับหลานชายพูดคุยหัวเราะกันเสียงดังมาก ไม่รู้ว่ากำลังหัวเราะเรื่องอะไรกัน
ลี่หรงเพิ่งกินเสร็จ ยังไม่ได้กินซุปปิดท้าย เมื่อเธอได้ยินเสียง ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไป “อันอัน”
“แม่!” ตาดำขลับกลมโตของอันอันเป็นประกายขึ้น เมื่อได้ยินเสียงของลี่หรง เขาตะโกนเสียงดัง แล้วจึงวิ่งไปหาลี่หรงทันที
ลี่หรงโน้มตัวไปอุ้มเขาขึ้นมา “ลูกรัก คิดถึงแม่ไหมจ๊ะ?”
“คิดถึงครับ” อันอันกอดคอลี่หรงแน่น “แม่…”
“เฮ้” ลี่หรงหยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก ที่ห้อยอยู่ด้านหลังเขามาเช็ดเหงื่อให้ “ไปเล่นที่ไหนมาครับ ทำไมถึงเหงื่อออกขนาดนี้เลย?”
เด็กน้อยยื่นแขนน้อย ๆ ออกมาข้างหน้า เหยียดนิ้วชี้ออก ยกนิ้วโป้งขึ้น ทำเป็นรูปปืน ก่อนจะพูดกับลี่หรงด้วยความตื่นเต้นว่า “ลุงยิงปืน ปัง! ปัง ปัง!”
ลี่รุ่ยจือยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าสิ้นหวัง “ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าหลานห้ามพูดอะไร?”
อันอันมองลี่รุ่ยจือด้วยสีหน้างุนงง “ลุงบอกว่าห้ามบอกคุณตาคุณยาย แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามบอกแม่นี่ครับ”
ลี่รุ่ยจือถึงกับสะดุด ท่ามกลางสายตาของพ่อแม่ที่เหมือนจะฆ่าเขา เขาอยากจะร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตา จนเกือบจะคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กแสบตัวน้อยคนนี้
แม่ลี่จ้องมองลี่รุ่ยจือ “ลูกพาอันอันเข้ากองทัพจริงเหรอ ไม่กลัวว่าจะทำให้เด็กตัวเล็ก ๆ กลัวบ้างเลยหรือไง?”
ลี่รุ่ยจือแตะจมูกตัวเอง แล้วพูดว่า “อันอันกล้าหาญมากครับ… “
คำพูดที่เหลือหายไป เพราะสายตาเขียวปั๊ดของแม่ลี่
“เอาเถอะค่ะ อย่าทะเลาะกันเลย ไปล้างมือแล้วกินข้าวกันเถอะค่ะ” ลี่หรงแก้สถานการณ์ เธอไม่คิดว่าจะมีอะไรผิดปกติ หากลี่รุ่ยจือพาอันอันเข้ากองทัพ เป็นการดีที่เด็กน้อยจะได้ฝึกความกล้าหาญ
อาจเป็นเพราะไม่ได้เจอลี่หรงมาหลายวันแล้ว เด็กน้อยจึงเกาะติดเธอมาก แม้ว่าเขาจะกินข้าวเองได้แล้ว แต่ก็ไม่ละแขนออกจากลี่หรง เด็กน้อยอยากจะกอดแม่ไว้ข้างตัวเสมอ
เมื่อลี่หรงวางเขาลงจากตัก เด็กน้อยก็ทิ้งสิ่งที่ถืออยู่ทันที แล้วคว้าเสื้อของลี่หรงไว้
ลี่หรงทั้งเอ็นดูและขบขัน “คืนนี้แม่จะอยู่กับลูกจ้ะ”
คืนนั้นพวกลี่หรงไม่ได้พักที่บ้านสกุลลี่ แม้ว่าแม่ลี่จะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอนอนค้าง แต่ลี่หรงก็ยังไม่ยอมค้าง เธออธิบายว่า “พรุ่งนี้มีเรียนแต่เช้า มหาวิทยาลัยอยู่ไกลจากที่นี่เกินไป ตอนนี้ยังขึ้นรถกลับทัน ฉันขอตัวกลับไปกับจ้าวชิงซงก่อนนะคะ”
แม่ลี่รั้งไว้ไม่ได้ เธอจึงต้องบอกให้พวกเขากลับมาอีกเมื่อมีเวลาว่าง
เด็กน้อยร้องไห้หนักมากในตอนที่ต้องแยกจากลี่หรง มาตอนนี้เขากำลังจะออกจากบ้านยาย แต่เนื่องจากเขาถูกอุ้มไว้ในอ้อมแขนของลี่หรง เด็กน้อยจึงแค่ยกมือ แล้วกล่าวคำอำลายายของเขาอย่างเรียบร้อย
ลี่หรงบีบจมูกเขา “เจ้าลูกตัวน้อย”
“ฮิ ๆ …” เด็กน้อยรู้ว่าแม่กำลังพูดถึงเขา จึงซุกหน้าไปที่ไหล่และคอของลี่หรงด้วยความเขินอาย แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ
เมื่อกลับถึงบ้าน จ้าวชิงซงก็เอาถ่านไปก่อไฟต้มน้ำ เตรียมอาบน้ำ
เด็กน้อยผล็อยหลับไประหว่างทางกลับ ลี่หรงวางเขาบนเตียง ก่อนดึงผ้าห่มมาให้ แล้วเดินตามแสงสว่างไปที่ห้องครัว เฝ้าดูเตาไฟกับจ้าวชิงซง
ก่อนที่น้ำจะเดือด เสียงร้องไห้ของอันอันก็ดังมาจากในห้อง ลี่หรงรีบลุกเดินไปดูทันที
“แม่…” เด็กน้อยเรียกทั้งน้ำตา “ฮือ ๆ ๆ!”
เมื่อเห็นลี่หรง เขาก็กระโดดเข้าไปในอ้อมแขนของเธอ แล้วถามเธอว่า “แม่ไปไหนมาครับ!”
ปรากฏว่าเด็กน้อยร้องไห้ เพราะเขาตื่นมาแล้วไม่เห็นลี่หรง
ลี่หรงกอดลูกน้อยแล้วหอมแก้มอีกฝ่ายหลายต่อหลายครั้ง เธอรอจนเจ้าตัวน้อยสงบลง ก่อนจะบอกกับเขาว่า “แม่บอกแล้วว่าคืนนี้จะอยู่กับลูก ยังไม่รีบจากไปไหนหรอก แต่พรุ่งนี้แม่ต้องไปเรียนแล้ว จะไม่อยู่บ้านตอนกลางวันนะจ้ะ”
เด็กน้อยสูดจมูก “แล้วแม่จะกลับมาเมื่อไหร่ครับ”
ลี่หรงหัวเราะ “อย่าร้องไห้เลย ลูกอายุสองขวบแล้ว แม่ของลูกต้องเรียนและทำงานไปด้วย อยู่กับลูกตลอดเวลาไม่ได้หรอกจ้ะ”
“ฮึ่ม…” เด็กน้อยไม่พูด เขาแค่ส่งเสียงเบา ๆ ในลำคอ ไม่แน่ใจว่าเข้าใจหรือเปล่า
จ้าวชิงซงเดินเข้ามาบอกว่าน้ำร้อนพร้อมแล้ว และบอกให้ลี่หรงอาบน้ำก่อน
ลี่หรงรู้สึกสงสารลูกน้อย จึงบอกให้จ้าวชิงซงอาบก่อนเลย และพูดว่า “ฉันจะอาบให้อันอันก่อนค่ะ”