ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 104 ใกล้สิ้นสุดภาคเรียน
บทที่ 104 ใกล้สิ้นสุดภาคเรียน
เมื่อลี่หรงไปมหาวิทยาลัยแล้ว และจ้าวชิงซงก็กำลังเตรียมตัวสำหรับเริ่มต้นอาชีพของตัวเอง ดังนั้น พวกเขาก็ได้ตระหนักถึงปัญหาครอบครัวที่สำคัญมากอย่างหนึ่งขึ้นมาได้
ใครจะดูแลอันอัน?
ไม่มีใครดูแล!
สองสามีภรรยาไม่อาจทิ้งเด็กน้อยไว้ให้ครอบครัวลี่คอยดูแลได้ตลอดไป ด้วยพ่อลี่และแม่ลี่ยังไม่เกษียณ จึงต้องออกไปทำงานอยู่เสมอ แม้จะไม่รู้ว่าลี่รุ่ยจือกำลังยุ่งอยู่กับธุระอะไรในแต่ละวัน ทว่าก็ไม่สามารถทิ้งอันอันให้พี่ชายสามช่วยดูแลตลอดเวลาได้
จ้าวชิงซงจมอยู่ในห้วงความคิด ขณะมองเด็กน้อยที่กำลังหัวเราะคิกคักอยู่บนพื้น ก่อนตัดสินใจเขียนจดหมายถึงครอบครัวของสกุลจ้าว โดยขอให้แม่จ้าวมาช่วยดูแลอันอันให้ในระหว่างนี้
เมื่อแม่จ้าวได้รับจดหมาย ก็ได้ให้ต้าหนิวอ่านจดหมายให้เธอฟัง เธอก็เข้าใจได้ว่าในจดหมายนั้นต้องการสื่ออะไร
แม่ย่อมเข้าใจลูกชายดีที่สุด
เมื่อแม่จ้าวอ่านจดหมายจบ ก็รู้ได้ทันทีว่าจ้าวชิงซงคงจะหมดหนทางแล้ว เธอจึงเขียนตอบกลับไป ในซองจดหมายยังมีเงินหลายสิบหยวน ไว้สำหรับซื้อตั๋วรถไฟให้แม่จ้าวเดินทางไปหาพวกเขาด้วย
หลังจากจัดการเรื่องต่าง ๆ ที่บ้านเรียบร้อยแล้ว เธอก็ไปที่ชุมชนเพื่อขอลางานกับหัวหน้าฝ่ายผลิต จ้าวเจี้ยนผิงรู้ว่าแม่จ้าวกำลังจะเดินทางไปเมืองหลวง เพื่อดูแลลูกหลาน เขาจึงพูดแซวด้วยความอิจฉาเล็กน้อยว่า “ลูกชายคนรองของคุณเก่งจริง ๆ ถือว่าเป็นคนดี รู้จักหาวิธีพาแม่ไปอยู่สุขสบายที่เมืองหลวง ถ้าในอนาคตได้ดีแล้ว ก็อย่าลืมเพื่อนชาวบ้านอย่างพวกเราด้วยล่ะ”
หลังจากตัดสินใจเลือกวันออกเดินทางได้แล้ว แม่จ้าวก็เขียนจดหมายตอบกลับจ้าวชิงซง โดยระบุวันออกเดินทางและเวลาที่คาดว่าจะถึงโดยประมาณไว้อีกด้วย
ต้าหนิวรู้ว่าแม่จ้าวต้องไปเมืองหลวง เขาจึงเรียกเอ้อร์หนิวมาช่วยเกลี้ยกล่อมแม่จ้าวอยู่นาน โดยหวังว่าเธอจะพาพวกเขาไปด้วย
เด็กชายทั้งสองยังไม่เคยขึ้นรถไฟ เพียงเคยได้ยินมาว่ารถไฟเป็นเหมือนแมลงตัวเป็นปล้อง ทั้งยังวิ่งเร็วมากอีกด้วย…
แน่นอนว่าแม่จ้าวไม่สามารถพาพวกเขาไปด้วยได้ จึงบอกให้พวกเขาตั้งใจเรียนให้ดี แล้วรอจนถึงวันปิดเทอมจึงจะไปเที่ยวในเมืองได้
ไม่ว่าเด็กทั้งสองจะไม่พอใจแค่ไหน พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของแม่จ้าวได้ เอ้อร์หนิวจึงคว้าชายเสื้อของแม่จ้าว พลันร้องไห้ ‘แงแง’ แล้วให้เธอสัญญากับเขาว่าเมื่อถึงวันปิดเทอม แม่จ้าวจะพาเด็กชายไปขึ้นรถไฟ
แม่จ้าวให้สัญญาอย่างเต็มใจ เด็ก ๆ นั้นขี้ลืมอยู่แล้ว จะจดจำสิ่งที่พูดในวันนี้ได้อย่างไร?
เธอเก็บเสื้อผ้าสองสามชุด แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงโดยไม่หยุดพัก
จ้าวชิงซงครุ่นคิดมานาน ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะทำอาชีพเดิม
เนื่องจากไม่มีใครช่วยนำทางให้ จ้าวชิงซงจึงต้องอาศัยประสาทสัมผัสอันเฉียบแหลม และประสบการณ์การทำงานหลายปีของตัวเอง ภายในไม่กี่วันก็ได้รู้จักกับ ‘ตลาดเสรี’ ของเมืองหลวง
สมกับที่เป็นเมืองหลวงจริง ๆ ลี่ข่ายจือและคนอื่น ๆ เปิดเผยข่าวว่านโยบายใหม่กำลังจะถูกประกาศ จ้าวชิงซงเดาว่าผู้ค้าหลายรายใน ‘ตลาดเสรี’ ต้องได้ข่าวนี้เหมือนกัน ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะทำงานกันอย่างขะมักเขม้น โดยไม่ตื่นตระหนกเลยได้อย่างไร?
“เฮ้! พี่ใหญ่”
จ้าวชิงซงถูกเรียกให้กลับมามีสติด้วยเสียงของใครบางคน เขาหันไปมองชายร่างผอม ที่สูงเพียงไหล่ของเขา กำลังยืนอยู่ด้านข้างด้วยความสับสน “หืม?”
“เพิ่งมาใหม่เหรอครับ?” ชายร่างผอมแหงนหน้าถาม
จ้าวชิงซงพยักหน้า
“มาขายของเหรอครับ หรือว่ามาซื้อของ?”
คราวนี้จ้าวชิงซงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองชายร่างผอมอย่างเฉยเมย อีกฝ่ายรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของเขา จึงแตะจมูก แล้วยิ้มอย่างประหม่า “ผมคิดว่าพี่จะเป็นนักธุรกิจซะอีก ผมเองก็เหมือนกันครับ พูดตามตรงคือเพิ่งเดินทางมาจากทางใต้ มาอยู่ที่นี่หลายวันแล้ว เพื่อสำรวจตลาดเป็นหลักครับ”
เขาขยับเข้าใกล้จ้าวชิงซงมากขึ้น แล้วลดเสียงพูด “พี่ชาย ผมขอบอกว่าทางใต้ของเราคึกคักมาก ได้ยินมาว่าหน่วยงานระดับสูงยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป ซึ่งต้องเป็นข่าวดีแน่นอน ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้ แล้วจะรอไปอีกนานแค่ไหนล่ะครับ?”
จ้าวชิงซงเลิกคิ้วขณะมอง เมื่อชายร่างผอมเห็นว่าจ้าวชิงซงกำลังจะจากไป ก็รีบคว้าแขนเขาไว้ แล้วรีบพูดว่า “พี่ชาย ผมคิดว่าพี่น่าจะกำลังทำเรื่องสำคัญอยู่ ผมก็เลยบอกเรื่องนี้กับพี่ ไม่ได้บอกคนอื่นเลยนะครับ”
“มันเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ผมไม่ได้โกหกพี่”
จ้าวชิงซงรู้สึกว่าชายคนนี้มีบุคลิกเหมือนกับซ่งเสี่ยวซาน ด้วยคำพูดลื่นไหล ลิ้นไม่มีกระดูก ทั้งยังหาตัวจับได้ยาก เขาคงไม่ได้มาตลาดเพื่อทำธุรกิจอย่างที่บอกจริง ๆ
จ้าวชิงซงซื้อจักรยานให้ลี่หรงคันหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เธอเดินทางไปมาระหว่างมหาวิทยาลัยกับบ้านได้ง่ายขึ้น
บางครั้งที่ลี่หรงมีเรียนคาบศึกษาด้วยตนเองตอนเย็น เธอก็จะไม่กลับไปค้างคืนที่บ้าน ความจริงเธอคิดว่าไม่มีปัญหาเลย เพราะหญิงสาวสามารถไปถึงประตูบ้านได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยจักรยาน แต่จ้าวชิงซงรู้สึกว่าภรรยาจะเร่งรีบกลับบ้านมากเกินไป หลังจากที่ทั้งสองคนปรึกษาหารือกันเรื่องนี้ ผลสรุปก็คือถ้าเธอมีเรียนคาบศึกษาด้วยตนเอง ก็จะค้างคืนที่มหาวิทยาลัยแทน
เมื่อแม่จ้าวมาช่วยดูแลอันอันให้ จ้าวชิงซงก็เริ่มอุทิศแรงกายแรงใจเพื่อสร้างอาชีพทันที
วันเวลาไม่เร่งรีบ ทว่าผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาก็มาถึงฤดูร้อน เสียงจักจั่นดังก้องระงมสมเป็นหน้าร้อน
ต้นไม้ในสวนฤดูใบไม้ผลิ ของมหาวิทยาลัยชิงต้านั้นเขียวชอุ่ม กิ่งก้านต้นหลิวพลิ้วไหวตามลม และใบบัวสีเขียวก็ลอยอยู่ในทะเลสาบ
รอถึงกลางฤดูร้อนก็จะได้เห็นดอกบัวผลิบาน
นักศึกษาที่เข้ามหาวิทยาลัยเมื่อต้นปี กำลังเผชิญกับการสอบในมหาวิทยาลัยครั้งสุดท้าย
ลี่หรงเคยอ่านหนังสือเจออยู่เสมอว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยในช่วงต้นปีหนึ่งเก้าแปดศูนย์ โดยทั่วไปมักจะ ‘กระหายความรู้’ ในเวลานั้น ลี่หรงที่ยังอยู่ในยุควิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นสูง ยังไม่สามารถเข้าใจผู้คนในช่วงเวลานี้ได้
แต่ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว
นักศึกษาวิทยาลัยในช่วงต้นปีหนึ่งเก้าแปดศูนย์ อยู่ในยุคแห่งความแตกแยกทางวัฒนธรรม พวกเขารู้ดีว่าความรู้สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต และพลิกโชคชะตาของตนเองได้ จึงอุทิศตนเพื่อศึกษาหาความรู้ เป็นความกระตือรือร้นที่คนยุคใหม่เทียบไม่ได้เลย
เมื่อลี่หรงอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงพลอยได้รับแรงบันดาลใจในการตั้งใจศึกษาไปด้วย
เนื่องจากแม่จ้าวคอยดูแลอันอันอยู่ที่บ้าน ลี่หรงจึงกลับบ้านไม่บ่อยนัก เมื่อใกล้สิ้นสุดภาคเรียน ในวันที่ไม่ต้องเข้าชั้นเรียน ด้วยทางมหาวิทยาลัยต้องการหยุดให้นักศึกษาทบทวนสำหรับการเตรียมสอบครั้งใหญ่ ลี่หรงจึงหมกตัวอยู่ในห้องสมุด
ด้วยความเป็นหญิงสาวหน้าตาดี จึงมักดึงดูดความสนใจทุกครั้งที่ไป
ทุกคนล้วนสนใจในความสวยความงาม ตราบใดที่ไม่มารบกวน ลี่หรงก็จะไม่ใส่ใจ
ผู้ชายบางคนที่พร้อมจะเริ่มสานสัมพันธ์ ได้มองไปยังหนังสือที่ลี่หรงกำลังทบทวน แล้วคาดเดาวิชาเอกของหญิงสาวได้คร่าว ๆ จากนั้นก็บอกให้คนไปสืบมา
ข่าวที่ว่าลี่หรงแต่งงานและมีลูกแล้ว ถูกเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง คนที่รู้ข่าวจึงทำได้เพียงยอมรับความจริงและยอมตัดใจไปเสีย
แต่มีบางคนที่ยังมุ่งมั่นอยากจะสานสัมพันธ์กับเธอให้ได้ เมื่อรู้ว่าลี่หรงไปทำงานที่ชนบท แล้วได้แต่งงานกับหนุ่มชาวบ้านในชนบท พวกเขาก็รู้สึกดูถูกเหยียดหยามคนในชนบทผู้นั้น ที่ไม่เคยได้รับการศึกษาในมหาวิทยาลัย และยิ่งทำให้อยากจะช่วย ‘สาวน้อยผู้พลาดพลั้ง’ อีกด้วย
ลี่หรงอ่านทบทวนเนื้อหาในวันนั้นเสร็จแล้ว จึงออกมาจากห้องสมุด เพื่อไปรับประทานอาหารกลางวัน โดยมีอู๋เยี่ยนหงไปห้องสมุดกับเธอด้วย
ระหว่างทางจากห้องสมุดไปยังโรงอาหาร จะต้องผ่านหอพักก่อน ทั้งสองจึงตัดสินใจกลับไปที่หอพัก เพื่อเก็บหนังสือก่อนจะไปที่โรงอาหาร
ทันทีที่เธอไปถึงชั้นล่างของหอพัก ลี่หรงก็ถูกชายหนุ่มวัยยี่สิบขวางทาง
ชายคนนั้นหน้าไม่คุ้นเลย ทำให้ลี่หรงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว เมื่อถูกขวางไว้เช่นนี้ เธอจึงมองไปที่อู๋เยี่ยนหง เมื่อเห็นความสับสนในสายตาของทั้งสอง ก็รู้ได้ทันทีว่าชายคนนี้ พวกเธอไม่รู้จักเขาเลย
พวกลี่หรงยังคงเงียบ รอให้ชายคนนั้นเป็นฝ่ายพูดก่อน
ใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง บางทีสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้น อาจเกินกว่าความกล้าหาญที่เจ้าตัวมี
เมื่อลี่หรงหมดความอดทน และกำลังจะขอให้เขาหลีกทาง อีกฝ่ายก็มองไปที่อู๋เยี่ยนหง แล้วพูดว่า “คุณช่วยออกไปก่อนได้ไหมครับ พอดีว่าผมมีเรื่องจะพูดกับเพื่อนร่วมชั้นลี่หรงเพียงลำพังน่ะครับ”
อู๋เยี่ยนหงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อมองสีหน้าประหม่าของชายคนนั้น เธอก็รู้ว่ามันต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึก เธอจึงขยิบตาให้ลี่หรงเป็นนัย ก่อนที่ลี่หรงจะทันได้เอ่ยชวนให้เธออยู่ต่อ อู๋เยี่ยนหงก็ชิงพูดขึ้นก่อน “ลี่หรง ถ้าอย่างนั้นฉันจะขึ้นไปรอคุณที่หอพักก่อนนะ”
ลี่หรงทำอะไรไม่ถูก อู๋เยี่ยนหงเองก็รู้ว่าหญิงสาวมีสามีแล้ว เมื่อต้องเจอเรื่องน่าลำบากใจเช่นนี้ แม้ว่าการอยู่ด้วยกันจะไม่ได้ผล แต่ก็ควรอยู่เป็นเพื่อนกันก่อน ด้วยหากข่าวนี้แพร่ออกไป จะได้สามารถหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้