ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 108 มาเช้าเกินไป
บทที่ 108 มาเช้าเกินไป
สวี่จิ้งพูดอย่างใจเย็น “ถ้าคุณมีพื้นเพมาจากครอบครัวร่ำรวยแบบนั้นแล้วล่ะก็ อย่างไรเสียคนอื่นก็จะใจดีกับคุณเองแหละ”
“นั่นก็จริง น่าเสียดายที่ชาตินี้ฉันไม่ได้เกิดมาร่ำรวย” อู๋เยี่ยนหงตอบ
นี่ไม่ได้หมายความว่าลี่หรงรังเกียจคนจน แล้วชอบพอกับพวกคนรวยหรอกหรือ?
สีหน้าของลี่หรงเปลี่ยนเป็นเย็นชา “นั่นเป็นเพราะรั่วหนิงดีกับฉันค่ะ หรือคุณมีอะไรอยากจะคุยกับฉันหรือเปล่าคะ?”
“ใช่แล้ว แล้วฉันก็จะจ่ายเงินให้ลี่หรงด้วย ไม่ได้จะขอให้ทำให้เปล่า ๆ ซะหน่อย” เสิ่นรั่วหนิงโมโห “ปกติลี่หรงก็ใจดีกับพวกเธอเหมือนกัน พวกเธอทุกคนก็ได้กินลิ้นจี่ ที่เธอเอามาให้ที่มหาวิทยาลัยครั้งล่าสุดด้วยไม่ใช่เหรอ?”
ภายในหอพักเงียบกริบ
…
ลี่หรงที่เพิ่งได้ปิดเทอมฤดูร้อน เลยถือโอกาสพักผ่อนโดยการปล่อยให้ตัวเองทำตัวเกียจคร้านเป็นเวลาหลายวัน ก่อนจะเริ่มลงมือ
เธอชอบสวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บเองมาโดยตลอด ปรากฏว่าจักรเย็บผ้าที่ซื้อในหมู่บ้านต้าเจียง ไม่สามารถขนย้ายมาเมืองหลวงได้ ต่อมาจ้าวชิงซงจึงซื้อจักรคันใหม่ให้เธอ แล้ววางไว้ที่ลานบ้าน
จากความเข้าใจเกี่ยวกับการสวมชุดนี้ของเสิ่นรั่วหนิง ลี่หรงจึงมีภาพในหัวคร่าว ๆ อยู่แล้ว จากนั้นเธอก็คิดว่าเสิ่นรั่วหนิงจะสวมมันในวันเกิด ลี่หรงจึงตัดสินใจร่างแบบออกมาก่อน
เนื่องจากเงื่อนไขที่จำกัด ด้วยในยุคนี้มีเนื้อผ้าให้เลือกน้อยมาก จึงเป็นการจำกัดความคิดสร้างสรรค์
แบบร่างแผ่นสุดท้ายของลี่หรงเป็นชุดผ้าสีเรียบ ทำจากผ้าป่านทั้งตัว แล้วตกแต่งด้วยดอกไม้ที่ทำจากผ้าชีฟอง พร้อมนำดอกกุหลาบแห้งสีแดงมาเย็บติดเข้ากับชุดด้วย
เนื่องจากเป็นงานวันเกิด ลี่หรงจึงคิดว่าสำหรับคนอย่างเสิ่นรั่วหนิง คงจะจัดยิ่งใหญ่แน่นอน เธอจงใจเลือกไข่มุกทรงสวยสะดุดตา และปักเลื่อมแวววาว เพื่อทำให้ชุดกระโปรงตัวนี้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น
ลี่หรงใช้เวลาเกือบสองวัน จึงจะพอใจกับแบบร่างชุด
เพราะงานวันเกิดถือเป็นงานใหญ่ ลี่หรงคิดดูแล้ว ก็นำหมายเลขโทรศัพท์ที่จดไว้ ไปที่ร้านสหกรณ์หน้าปากซอย เพื่อโทรหาเสิ่นรั่วหนิง
ลี่หรงพยายามใช้แป้นหมุนหมายเลขสองสามครั้งแล้ว เพราะไม่คุ้นเคย จึงลองอยู่อย่างนั้นอีกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สำเร็จ
อาจเป็นเพราะหมุนหมายเลขผิด หรือช่วงเวลาระหว่างแต่ละหมายเลขห่างกันเกินไป
สุดท้ายคนที่ร้านสหกรณ์ก็มาช่วยโทรออกให้
หลังเสียงสัญญาณดังไปไม่กี่ครั้ง ก็ต่อปลายสายติดแล้ว
ตอนนี้เสียงผู้หญิงที่ปลายสายไม่คุ้นหูเลย ลี่หรงจึงถามอย่างไม่แน่ใจ “สวัสดีค่ะ นี่รั่วหนิงรึเปล่าคะ?”
“โทรหาคุณหนูเหรอคะ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรเหรอคะ?”
“ฉันชื่อลี่หรงค่ะ คุณช่วยบอกรั่วหนิงทีนะคะ แล้วเธอก็จะรู้เองค่ะ”
คนที่อยู่ปลายสายขอให้ลี่หรงรอสักครู่ หลังจากนั้นประมาณหนึ่งนาที ลี่หรงก็ได้ยินเสียงร่าเริงของเสิ่นรั่วหนิง “ในที่สุดเธอก็โทรหาฉันได้แล้วเหรอ?”
เมื่อลี่หรงได้ยินเสียงปลายสาย ก็ทำให้นึกถึงสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายปรากฏเด่นชัดขึ้นมาทันที
ต้องเป็นท่าทางตื่นเต้นและบ่นด้วยสีหน้าเอาแต่ใจแน่
เธอยิ้มอ่อน ก่อนจะบอกจุดประสงค์ว่า “ฉันออกแบบกระโปรงเธอเสร็จแล้ว เธอพอจะมีเวลาเข้ามาดูหรือเปล่า? ฉันวาดร่างแบบเอาไว้แล้วน่ะ”
“โอ้สวรรค์!” เสิ่นรั่วหนิงเกือบจะกระโดดตัวลอย “ฉันจะให้คนขับรถพาฉันไปที่บ้านของเธอตอนนี้เลย”
“เดี๋ยวก่อน ไว้พรุ่งนี้ก็ได้” ลี่หรงพูด “อย่างไรเสียตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว ไม่ต้องรีบหรอก”
เช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นรั่วหนิงมาถึงตั้งแต่เช้า
รถสีดำที่สะดุดตาจอดอยู่หน้าบ้านของลี่หรง ขณะที่จ้าวชิงซงกำลังจะออกจากบ้านพอดี
เสิ่นรั่วหนิงเคยพบกับจ้าวชิงซงในหอพักแค่ไม่นาน ในตอนที่มหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอม ตอนนี้เธอจำรูปร่างหน้าตาของเขาไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ เมื่อเห็นชายหนุ่มในตอนแรก เธอจึงจำเขาไม่ได้
เธออึ้งไปสักพัก “นี่ใช่บ้านของลี่หรงหรือเปล่าคะ?”
จ้าวชิงซงจำผู้หญิงคนนี้ ที่เขาเคยเจอในหอพักของลี่หรงได้ จึงพยักหน้า แล้วตอบว่า “เธอยังไม่ตื่นเลยครับ คุณอย่าเพิ่งปลุกเธอเลย”
เสิ่นรั่วหนิงเม้มปาก และกำลังจะบอกว่าเธอจะกลับมาอีกทีภายหลัง แต่จ้าวชิงซงชิงพูดก่อนว่า “คุณเข้าไปรอข้างในก่อนก็ได้ครับ แม่ของผมอยู่ข้างใน”
บ้านของเสิ่นรั่วหนิงอยู่ห่างจากที่นี่สองทางแยก เธอคิดดูแล้วก็ไปบอกให้คนขับรถกลับบ้านไปก่อน แล้วตัดสินใจเข้าไปรอข้างในบ้าน
เมื่อเข้าไปในลานบ้าน เสิ่นรั่วหนิงรู้สึกประหลาดใจมากที่พบว่าอันอันตื่นแต่เช้า และกำลังนั่งเล่นอยู่บนพรมในห้องนั่งเล่น ที่เปิดประตูเอาไว้
“อันอัน!”
เสิ่นรั่วหนิงวิ่งเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
อันอันที่กำลังถือของเล่นไม้สองสามชิ้น ก็หันกลับมาเห็นเสิ่นรั่วหนิง จึงยิ้มกว้างอวดฟันขาว แล้วเรียกอีกฝ่ายว่าพี่สาว
“หนูยังจำพี่ได้อยู่เหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงบีบแก้มอันอันเบา ๆ
“เอ๊ะ!” แม่จ้าวออกมาจากห้องครัว ก็พลันตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะหน้าตาดี รูปร่างเพรียวบาง ทั้งยังแต่งตัวดีอีก ทว่าแม่จ้าวก็ยังตกใจ เพราะเคยได้ยินว่ามีคนขโมยเด็กในเมือง “คุณเป็นใครคะ แล้วเข้ามาได้อย่างไร?”
แม่จ้าวรีบวิ่งมายืนขวางหน้าอันอัน
“คุณเป็นแม่สามีของลี่หรงใช่ไหมคะ? ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันไม่ใช่คนร้ายลักพาตัวเด็กแน่นอน” เสิ่นรั่วหนิงมองหญิงชรา แล้วเดาว่าเธอจะต้องเป็น ‘แม่’ ที่จ้าวชิงซงพูดถึง จึงรีบอธิบายว่า “ฉันเป็นเพื่อนร่วมชั้นของลี่หรงค่ะ เราอยู่หอพักเดียวกัน เธอบอกให้ฉันมาหาที่บ้าน แล้วสามีของลี่หรงก็เป็นคนเปิดประตูให้เมื่อกี้นี้ค่ะ”
แม่จ้าวได้ฟังดังนั้น ก็เข้าใจชัดเจน “มาหาเสี่ยวหรงเหรอจ๊ะ? เธอยังไม่ตื่นเลย ทำไมไม่ไปนั่งรอก่อนล่ะจ๊ะ?”
“ค่ะ ให้หนูเล่นกับอันอันตรงนี้ก่อนก็ได้ค่ะ”
“เรากำลังจะไปกินข้าวเช้ากัน หนูอยากกินด้วยไหมล่ะจ๊ะ?”
เสิ่นรั่วหนิงยิ้ม “ขอบคุณค่ะคุณป้า หนูกินมาจากที่บ้านแล้วค่ะ”
ตอนแรกแม่จ้าวกำลังจะพาเด็กน้อยไปกินข้าวในครัว แต่คิดว่าคงไม่ดีที่จะทิ้งเสิ่นรั่วหนิงไว้ตามลำพังในห้องนั่งเล่น เธอจึงยกอาหารอร่อย ๆ ไปที่ห้องนั่งเล่นแทน
สำหรับอาหารเช้า มีโจ๊กใส่ถั่วเขียว แพนเค้กต้นหอมทอดและข้าวโพดหวานนึ่ง
โจ๊กใส่ถั่วเขียวในชามเซรามิกใบใหญ่ ต้องตักแบ่งใส่ชามเล็กให้อันอัน เด็กน้อยถือข้าวโพดหวานที่หักเป็นท่อนไว้ในมือ แล้วแทะมัน ขณะรอให้แม่จ้าวตักโจ๊กให้
เสิ่นรั่วหนิงเหลือบมอง แล้วถามว่า “คุณป้าคะ ให้หนูช่วยป้อนอันอันได้ไหมคะ?”
ลูกพี่ลูกน้องของเธอที่อายุห้าหรือหกขวบ มีคนรับใช้ที่บ้านคอยป้อนข้าวให้ เธอจึงคิดว่าอันอันก็ต้องการคนป้อนข้าวด้วย
แม่จ้าวส่ายหน้า “เขารู้จักกินเองได้แล้วจ้ะ อันอันของพวกเราเก่งมากเลย!”
ชามโจ๊กวางอยู่ตรงหน้าเด็กชายตัวน้อย เขาจึงวางข้าวโพดที่กินไปแล้วครึ่งหนึ่งลง แล้วหยิบช้อนอะลูมิเนียมของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะใช้มือเล็ก ๆ อีกข้างจับชามไว้ แล้วโน้มตัวตักโจ๊กเข้าปากเล็ก ๆ อย่างเรียบร้อย
คุณหนูเสิ่นที่เห็นภาพนี้ด้วยตาตัวเอง ก็ทำตาโตขึ้นเล็กน้อย
โอ้สวรรค์!
อันอันเก่งขนาดนี้ได้อย่างไรกัน!
ฉันอยากจะขโมยเด็กน้อยคนนี้กลับบ้านจริง ๆ ซะแล้ว!
ความรักของเสิ่นรั่วหนิงที่มีต่ออันอันพุ่งสูงขึ้น!
“เขาเป็นเด็กดีแบบนี้มาตลอดเลยเหรอคะ?” เสิ่นรั่วหนิงอดถามไม่ได้
“หืม?” แม่จ้าวไม่เข้าใจว่าเสิ่นรั่วหนิงถามเรื่องอะไร จึงทำหน้าสับสน
“หนูหมายถึง อันอันกินข้าวเองเก่งมากเลย ขนาดลูกพี่ลูกน้องของหนูอายุสี่ห้าขวบแล้ว แต่ยังต้องให้คนป้อนข้าวให้อยู่เลยค่ะ”
“นั่นไม่ได้หรอกจ้ะ” แม่จ้าวหัวเราะ ใบหน้าที่มีริ้วรอยเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “อันอันของเรากินข้าวเองได้ตั้งนานแล้ว ไม่ต้องให้ใครคอยป้อนข้าวให้ เห็นแล้วใครบ้างจะไม่ชมล่ะจ๊ะ?”
แม่จ้าวกลืนโจ๊กเต็มคำ แล้วพูดว่า “สาวน้อย เสี่ยวหรงน่าจะตื่นแล้วล่ะ รออีกสักพักนะจ๊ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่รีบ”
ลี่หรงไม่ตื่น จนกระทั่งแม่สามีกับลูกชายกินข้าวเช้าเสร็จ
ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเสิ่นรั่วหนิง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังคุยกับแม่จ้าว ‘อย่างสนิทสนม’ แค่ไหน ก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องอยู่ที่นี่มาสักพักหนึ่งแล้วแน่นอน
คิดไม่ถึงว่าเสิ่นรั่วหนิงจะมาเช้าขนาดนี้ ลี่หรงรู้สึกผิดเล็กน้อย “เธอรอมานานแล้วเหรอ?”
“ไม่นานเท่าไหร่หรอก ฉันดีใจมากที่ได้เล่นกับอันอัน แล้วฉันยังไม่ได้นัดเวลากับเธอไว้ ก็เลยมาเช้าเกินไปหน่อยน่ะ”