ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 116 วัดขนาดตัว
บทที่ 116 วัดขนาดตัว
“พอดีพี่ชายใหญ่เรียกตัวแล้ว เดี๋ยวพี่ต้องไปก่อน ก็เลยพาอันอันกลับมาส่งให้” ลี่รุ่ยจือลูบผมสั้นของตัวเอง
ลี่หรงโบกมือ “ได้ค่ะ พี่ไปทำงานเถอะ พวกเราจะอยู่กันตรงนี้แหละค่ะ”
ลี่รุ่ยจือหันหลังเดินไป แต่แล้วก็หันกลับมาราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “ถ้าอยากกลับก่อนก็มาบอกพี่ได้นะ พี่จะได้พาพวกน้องไปส่งเอง เจอกันนะอันอัน”
เขาลูบหัวอันอันอย่างเบามือ
เสิ่นรั่วหนิงนั่งตัวตรง ตั้งแต่วินาทีที่เห็นลี่รุ่ยจือปรากฏตัว เธอก็อดใส่ใจอากัปกิริยาของตัวเองไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้ยินเสียงของชายหนุ่มที่สดใสมีชีวิตชีวาเช่นนี้ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นลี่รุ่ยจือ ดูเหมือนเสิ่นรั่วหนิงจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น และใบหน้าเองก็ร้อนผ่าวผิดปกติด้วยเช่นกัน
หลังจากที่ลี่รุ่ยจือจากไปแล้ว เธอก็ขยับเข้าไปใกล้ลี่หรง แล้วระงับความตื่นเต้นที่ไม่อาจบรรยายได้ พลางถามว่า “ฉันได้ยินอันอันเรียกเขาว่าลุง นี่คือพี่ชายของเธอเหรอ?”
ลี่หรงเป็นคนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เมื่อเห็นแววตาของเสิ่นรั่วหนิงสดใส ใบหูส่วนล่างแดงก่ำ และเสียงพูดก็เบากว่าปกติ มองปราดเดียวก็เดาความคิดของเสิ่นรั่วหนิงได้ เห็นได้ชัดว่านี่คืออาการของหญิงสาวที่กำลังตกหลุมรัก
เธอยิ้มกว้าง พี่ชายคนที่สามของเธอมีเสน่ห์จริง ๆ ครั้งล่าสุดคือซูหลี และครั้งนี้คือเสิ่นรั่วหนิง เสน่ห์ของเขารุนแรงมาก
ซูหลีกับเสิ่นรั่วหนิงหน้าตาดีทั้งคู่ แต่ดูจากการติดต่อกันมาจนถึงตอนนี้ ลี่หรงชอบเสิ่นรั่วหนิงมากกว่า เพราะซูหลีกับเธอนั้นเจอกันแค่ไม่นาน แต่เสิ่นรั่วหนิงอยู่กับเธอมาหนึ่งเทอมแล้ว ลี่หรงจึงรู้จักนิสัยของเสิ่นรั่วหนิงดีกว่าซูหลี
เสิ่นรั่วหนิงเป็นเพื่อนของเธอ และด้วยใจที่เอนเอียง เธอจึงรู้สึกชอบเสิ่นรั่วหนิงมากกว่า
บังเอิญว่าพี่ชายสามก็ยังโสดอยู่ ลี่หรงจึงรู้สึกว่าหากเรื่องนี้เป็นไปได้ ก็คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย
สายตาเฉียบคมของลี่หรง ทำให้ใบหน้าของเสิ่นรั่วหนิงยิ่งร้อนกว่าเดิม ได้ยินเพียงอีกฝ่ายแกล้งพูดว่า “ใช่แล้ว เพิ่งปลดประจำการออกมา มีอะไรหรือเปล่า?”
เสิ่นรั่วหนิงรู้สึกเขินอายมาก ริมฝีปากสีแดงขยับเมื่อร้องว่า “โอ๊ย!” แล้วมองลี่หรงด้วยความโกรธ “เธอเข้าใจอยู่แล้ว!”
“ฉันเข้าใจอะไร?” ลี่หรงถามอย่างรู้ทัน
“พี่ชายของเธอ… มีหรือยัง?”
“อะไร?”
“โอ๊ย!” เสิ่นรั่วหนิงทำหน้ามุ่ย “แฟนไง พี่ชายของเธอแต่งงานแล้วหรือยัง?”
“อ๋อ…” ลี่หรงแกล้งพูดออกไปแบบนั้น ก่อนจะมองสายตาคาดหวังของเสิ่นรั่วหนิง แล้วตอบว่า “ยังไม่มีแฟน!” จากนั้นแตะไหล่เสิ่นรั่วหนิง “อะไรนะ เธอตกหลุมรักพี่ชายของฉันเหรอ?”
เสิ่นรั่วหนิงกัดริมฝีปากตัวเอง ไม่พูดอะไร ความคิดของหญิงสาวถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนแล้ว
“หนิงหนิง?” สวีจิ้งเหอ แม่ของเสิ่นรั่วหนิงเดินเข้ามาหา
“อ๊ะ! แม่คะ” เสิ่นรั่วหนิงอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา “ไม่ได้จะให้ไปทำความรู้จักคนอีกใช่ไหมคะ?”
“ไม่ต้องแล้วจ้ะ เฮ้อ ดูสิเจ้าลูกสาวคนนี้ แค่ให้ไปพบปะลุงกับป้าสองสามคน ก็งอแงไม่พอใจซะแล้ว” สวีจิ้งเหอแตะหน้าผากของเสิ่นรั่วหนิง แล้วหันกลับไปมองลูกชาย ก่อนพูดว่า “หมิงโจว ทำไมลูกถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ? ตอนนี้พ่อของลูกกำลังถามหาอยู่ รีบไปเร็วเข้า พวกเขากำลังรอลูกอยู่นะ”
เสิ่นหมิงโจวพยักหน้า แล้วลุกขึ้นเดินจากไปเงียบ ๆ
สวีจิ้งเหอนั่งลงข้าง ๆ แล้วมองลี่หรงด้วยสายตากระตือรือร้น “เสี่ยวหรง ป้าขอเรียกแบบนั้นได้ไหมจ๊ะ?”
ลี่หรงที่กำลังอุ้มลูกชายตัวน้อยไว้บนตัก ตอบด้วยรอบยิ้ม “ได้แน่นอนค่ะ”
เจ้าตัวเล็กคงเหนื่อยจากการเล่นกับลี่รุ่ยจือ หลังจากดื่มน้ำแล้ว เขาก็นั่งกินขนมเงียบ ๆ ในขณะที่ลี่หรงเช็ดเหงื่อออกจากหลังของเขา
สวีจิ้งเหอเอ่ยชม “เด็กน้อยคนนี้ถูกเลี้ยงมาดีจริง ๆ อ้วนท้วนสมบูรณ์และไม่ส่งเสียงดังงอแงด้วย ลูกพี่ลูกน้องของหนิงหนิงจะร้องไห้ ถ้าต้องอยู่ห่างจากผู้คน ตอนกินข้าวก็จำเป็นต้องให้คนอื่นป้อนด้วยซ้ำ”
“เพราะว่าชินแล้วน่ะค่ะ ฉันสอนให้ลูกกินเองตั้งแต่ยังเด็ก” ลี่หรงมองอันอันด้วยสายตาอ่อนโยน “ส่วนเรื่องเชื่อฟัง ก็ต้องคอยอธิบายให้เขาฟังถึงจะดีขึ้น บางครั้งเขาก็งอแงเหมือนกันค่ะ ก่อนหน้านี้พ่อของเขาเอาลิ้นจี่กลับมาฝาก เขาเองแอบกินลิ้นจี่ไปเยอะเลย จนฉันกลัวว่าลูกจะเป็นร้อนใน ก็เลยไม่ให้กินอีก เด็กน้อยก็เลยลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้น พลางร้องไห้เสียงดังด้วยค่ะ”
เมื่อพูดถึงลูกน้อย ลี่หรงก็เป็นเหมือนคุณแม่ทุกคน อดใจไม่ไหว จึงชอบแบ่งปันเรื่องราววีรกรรมของลูก
“ฮ่า ๆ จริงเหรอจ๊ะ? เขาเป็นเด็กน้อยอยู่นี่นา” สวีจิ้งเหอเหลือบมองเสิ่นรั่วหนิง “ตอนเด็กหนิงหนิงก็ชอบงอแงเสียงดังมาก แต่ตอนนี้โตแล้ว เธอก็ยังทำตัวเป็นเด็กเหมือนเดิม”
“ฉันว่ารั่วหนิงเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วค่ะ มีชีวิตชีวาและร่าเริงดีด้วยนะคะ” ลี่หรงนึกถึงจ้าวชิงซง แล้วพูดขึ้นทันทีว่า “ถ้าเรียนจบแล้ว ฉันก็อยากมีลูกสาวเหมือนกันค่ะ”
สวีจิ้งเหอยิ้ม “ยังอีกนานเลยกว่าจะเรียนจบ ว่าแต่เสี่ยวหรงไปเรียนรู้ทักษะการตัดเย็บเสื้อผ้าจากอาจารย์คนไหนมาเหรอจ๊ะ?”
“แค่ปรับแต่งตามที่ชอบน่ะค่ะ”
“คืออย่างนี้จ้ะ ป้ามีเรื่องอยากจะขอรบกวนหน่อย”
ลี่หรงเดาได้แล้ว เธอแอบมีความสุขอยู่ในใจ แต่ไม่ได้แสดงสีหน้าออกมา “คุณป้าบอกมาได้เลยค่ะ”
“ได้ยินมาว่าเธอช่วยทำเสื้อผ้าให้หนิงหนิง มันออกมาดูดีมากเลยจ้ะ ป้าเลยอยากจะถามว่าเสี่ยวหรงพอจะช่วยตัดชุดให้ป้าสักตัวได้ไหม? เดือนหน้าป้าต้องไปงานเลี้ยงกับเพื่อนน่ะจ้ะ”
ลี่หรงคลี่ยิ้ม “ได้สิคะคุณป้า มีข้อจำกัดอะไรไหมคะ แล้วลักษณะของงานเลี้ยงที่จะไปเข้าร่วมเป็นแบบไหนเหรอคะ?”
สวีจิ้งเหอเหลือบมองเสิ่นรั่วหนิง “หนิงหนิงเคยบอกว่าอย่าให้ข้อจำกัดใด ๆ แล้วเธอจะสร้างความประหลาดใจที่ไม่คาดคิดให้เอง เธอลองคิดดูแล้วออกแบบมาก่อนได้เลยจ้ะ งานนั้นเป็นงานประมูล”
“งานประมูล…” ลี่หรงพึมพำ หากเป็นงานประมูลก็ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ แต่จะต้องเน้นความหรูหรามีเกียรติ
“รีบหรือเปล่าคะ?” ลี่หรงถาม
“ไม่รีบจ้ะ ก่อนสิ้นเดือนหน้า” เมื่อเห็นว่าลี่หรงตอบตกลง สวีจิ้งเหอก็รู้สึกดีใจและรู้สึกใจร้อนเล็กน้อยเช่นกัน “ต้องให้ช่างวัดตัวป้า แล้วส่งให้เธอทีหลังไหมจ๊ะ?”
ลี่หรงส่ายหน้า “ฉันต้องวัดขนาดตัวเองค่ะ ถ้าคุณป้าสะดวกตอนไหน ฉันจะวัดให้เลยค่ะ”
“ตอนนี้เลยก็ได้จ้ะ”
“แม่คะ แม่ใจร้อนจังเลยค่ะ นี่ต้องยกความดีความชอบให้หนูนะคะ ไม่อย่างนั้นลี่หรงจะไม่ยอมทำให้ง่าย ๆ หรอกนะคะ”
สวีจิ้งเหอยิ้ม “ใช่แล้ว ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณหนิงหนิง”
เมื่อขึ้นไปชั้นบนเพื่อวัดขนาดตัวให้สวีจิ้งเหอ งานเลี้ยงก็ยังคงมีชีวิตชีวาเช่นเดิม ก่อนเสียงนาฬิกาตีบอกว่าเป็นเวลาสองทุ่ม
มันเริ่มจะดึกแล้ว
เด็กน้อยก็เริ่มง่วงนอน
ไม่ว่าจะเป็นการฉลองวันเกิด หรือการเชื่อมสัมพันธ์ทางสังคม ทุกเรื่องก็สำเร็จตามแผนที่วางไว้
ลี่หรงอุ้มลูกน้อย กล่าวคำอำลาเสิ่นรั่วหนิงกับแม่ของเธอ
เสิ่นรั่วหนิงดูลังเลที่จะร่ำลาอีกฝ่าย แต่นี่ก็ดึกแล้ว เธอจึงบอกคนขับรถให้พาพวกลี่หรงไปส่งที่บ้าน
แต่ลี่หรงปฏิเสธ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นอะไร พี่ชายสามจะส่งฉันกลับเอง”
“พี่ชายสามของเธอดื่มด้วยหรือเปล่า?”
“ไม่ดื่ม ๆ พี่ใหญ่ของฉันบอกให้เขามาช่วยขับรถให้ เดี๋ยวเขาก็ต้องกลับมารับพี่ใหญ่ของฉันทีหลังอยู่ดี”
ใบหน้าเสิ่นรั่วหนิงสดใสขึ้นทันที “ฉันไม่มีอะไรทำที่นี่อยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นจะไปส่งเธอด้วย แล้วค่อยกลับมากับรถของพี่ชายสามของเธอทีหลัง”
ลี่หรงเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของเสิ่นรั่วหนิง แล้วเข้าใจทันทีว่าเธอคิดอะไรอยู่ เสิ่นรั่วหนิงเป็นหญิงสาวที่กลับจากการเรียนในต่างประเทศ จึงมีความกล้าในเรื่องความรักมากพอสมควร
เธอเคยเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่เรียนในสาขาวิชาเดียวกัน ไม่กล้าพูดต่อหน้าชายหนุ่มคนที่เธอชอบเลย มัวแต่อึกอัก หน้าแดงก่ำและก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
เธอยิ้ม “วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ ถ้าคุณป้าเห็นด้วย ฉันก็ไม่มีปัญหา”
“แม่คะ …”
สวีจิ้งเหอไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับลี่รุ่ยจือ และคิดว่าลูกสาวของเธอคงไม่อยากจากลี่หรงไปเท่านั้น เธอจึงยอมปล่อยให้ลูกสาวไปส่งเพื่อนด้วย