ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 119 กินอาหารทะเล
บทที่ 119 กินอาหารทะเล
คราวนี้เมื่อมาถึงบ้านตระกูลเสิ่น ก็ไม่มีทหารยามคอยตรวจค้นที่ประตูอีกแล้ว
คนขับรถส่งลี่หรงให้เข้าไปในห้องนั่งเล่น โดยมีสวีจิ้งเหอนั่งอยู่บนโซฟาหนัง เมื่อเห็นแขกมาถึง สวีจิ้งเหอก็ลุกขึ้นเรียกอีกฝ่าย พร้อมสั่งให้คนรับใช้ไปหยิบกาแฟกับผลไม้มา
“คุณป้า สวัสดีค่ะ” ลี่หรงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม แล้วจึงนั่งลง
เธอนั่งลงด้านข้าง จากนั้นหยิบแบบร่างออกมาจากกระเป๋ามาให้สวีจิ้งเหอดู
แม้ภาพแบบร่างนั้นจะใช้ดินสอวาดทั้งหมด ทว่าแบบเสื้อโดยรวมและการออกแบบปกเสื้อก็ดูสะดุดตา
ลี่หรงไม่ได้เพิกเฉยต่อสายตาประหลาดใจของสวีจิ้งเหอ เธอรู้สึกมีความสุข เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมาผ่านสีหน้า พร้อมอธิบายรายละเอียดของชุดนี้ และบอกว่าหลังจากสวมใส่แล้วจะเป็นอย่างไรโดยละเอียด
ตอนที่วัดขนาดตัวอีกฝ่ายในงานวันเกิดเพื่อนร่วมชั้น เธอได้เห็นกี่เพ้าทุกประเภทหลายร้อยตัวในห้องแต่งตัวของสวีจิ้งเหอ ลี่หรงจึงเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะชอบกี่เพ้า
แต่ชุดที่ลี่หรงออกแบบให้ไม่ใช่ชุดกี่เพ้า เพราะในสายตาของคนที่มีชุดกี่เพ้าจำนวนนับไม่ถ้วนนั้น หากทำชุดแบบเดียวกันอีก คงยากที่จะสร้างความประทับใจได้
และด้วยเงื่อนไขที่ถูกจำกัด ยิ่งยากที่จะสร้างชุดกี่เพ้าที่สวยงามสะดุดตาได้
ดังนั้นเสื้อผ้าสำหรับใส่ในโอกาสไปร่วมงานประมูล เธอคิดว่าสามารถตัดเย็บเสื้อผ้าที่โดดเด่นได้มากกว่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ลี่หรงจึงทำชุดราตรีที่ท่อนบนดูทันสมัยขึ้น
โดยเลือกสีเขียวเข้มที่สวีจิ้งเหอใส่เมื่อพบเธอครั้งแรก
ชุดนี้ทำจากผ้าไหมทั้งชุด และเน้นออกแบบด้วยการเย็บผ้าลงบนส่วนกระโปรง โดยไม่ได้ตกแต่งด้วยเครื่องประดับอื่นใดอีก
กระโปรงเข้ารูป ชายกระโปรงยาวเกือบละพื้น ช่วงเกาะอกมีผ้าไขว้ คาดด้วยเข็มขัดยาวหน้ากว้าง ด้านหนึ่งสีเดียวกับผ้า ทว่าอีกด้านตัดด้วยสีเหลืองสดใส
เมื่อคาดเข็มขัด ด้านหน้าจะเห็นสีเหลืองสดใส ซึ่งสีที่ตัดกันนี้ช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับชุดเป็นอย่างมาก
สวีจิ้งเหอมองแบบร่าง พลางฟังคำอธิบายของลี่หรงไปด้วย
เธอไม่ได้ปิดบังความพึงพอใจที่มีต่อชุดนี้เลย ถึงกับพูดว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ป้าได้เห็นการออกแบบชุดแบบนี้ มันทั้งโดดเด่นและสง่างามมากเลยล่ะจ้ะ แต่ในสถานที่จัดงานทางการ มันจะดูเปิดเผยเรือนร่างมากเกินไปหรือเปล่าจ๊ะ?”
ลี่หรงยิ้ม “เมื่อถึงเวลาเข้างาน คุณป้าสามารถหาผ้าคลุมไหล่สีครีมมาคลุมได้ค่ะ ที่ออกแบบท่อนบนแบบนี้ ก็เพื่อให้เหมาะกับการสวมสร้อยคอ และตอนที่วัดตัว ฉันรู้สึกว่าแขนของคุณป้าเรียวมากเลยค่ะ ทั้งยังมีไหล่เชิดสวย การออกแบบชุดแบบนี้จะยิ่งช่วยขับเน้นรูปร่างให้สง่างามขึ้น และเสื้อผ้าสีนี้สามารถจับคู่กับเครื่องประดับได้ทุกประเภทด้วยค่ะ คุณป้าลองเลือกดูได้เลยนะคะ”
“ผ้าคลุมไหล่สีครีมเหรอจ๊ะ?” สวีจิ้งเหอกังวล “ฉันมีผืนที่ใส่กับชุดกี่เพ้าในฤดูหนาว แต่ยังไม่มีผ้าไหมสีอ่อนขนาดนี้เลยล่ะจ้ะ”
“การซื้ออีกครั้งไม่ใช่เรื่องยากนี่คะ” ลี่หรงหรี่ตา “แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ ฉันสามารถเปลี่ยนแบบให้ได้นะคะ”
เธอพูดพร้อมหยิบยางลบออกมา แล้วลบเส้นด้านบนเกาะอกออก
สายตาสงสัยของสวีจิ้งเหอจ้องมองมายังลี่หรงที่หยิบดินสอขึ้นมาวาดเสื้อคอวีแขนยาว ก่อนจะหันแบบร่างให้อีกฝ่ายดู “คุณป้าดูแบบร่างนี้อีกครั้งได้ไหมคะ? แบบนี้จะไม่เปิดเผยเรือนร่างเท่าแบบแรกแล้วค่ะ”
สวีจิ้งเหอลังเล “แบบนี้ฉันรู้สึกว่ามันไม่ได้น่าทึ่งเสียเท่าไหร่ ฉันรู้สึกชอบแบบแรกมากกว่าจ้ะ”
ลี่หรงพูดอย่างสบาย ๆ “ฉันก็คิดอย่างนั้นค่ะ โดยเริ่มแรกก็เคยร่างแบบที่สองนี้มาก่อนเหมือนกัน แต่สุดท้ายตัดสินใจเลือกแบบที่เป็นเกาะอกค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น ทำตามแบบแรกได้เลยจ้ะ”
“ลี่หรงเหรอ ทำไมเธอถึงมาที่นี่ล่ะ?” เสิ่นรั่วหนิงกลับบ้านมา รู้สึกประหลาดใจมากที่เจอเพื่อนสาว จึงเข้าไปนั่งลงบนโซฟาข้าง ๆ ลี่หรง เมื่อเธอเห็นกระดาษร่างแบบชุดบนโต๊ะ ถึงนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังวาดแบบเสื้อผ้าให้แม่ของเธอ
เธอหยิบมันขึ้นมาดู พร้อมกับพูดว่า “นี่คือแบบเสื้อที่เธอวาดให้แม่ของฉันเหรอ? สวยจังเลย มีเสื้อคอวีกับเข็มขัดด้วย”
ลี่หรงยิ้ม โดยที่ไม่ได้บอกว่ามันเป็น ‘แบบร่างที่ไม่ได้ใช้แล้วน่ะ’
ลี่หรงมองสวีจิ้งเหอ “ถ้าอย่างนั้นหนูจะทำตามแบบแรกนะคะ น่าจะใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ค่ะ”
หลังจากเสร็จธุระ ลี่หรงก็ถูกเสิ่นรั่วหนิงพาไปนั่งเล่นที่ห้อง
จากนั้นจึงร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านตระกูลเสิ่น
เสิ่นหย่วนเทาไม่ได้อยู่บ้าน เสิ่นหมิงโจวก็เช่นกัน ตอนนี้จึงมีแค่พวกเธอสามคนเท่านั้น
ทว่ากลับมีอาหารบนโต๊ะมากกว่าสิบอย่าง
บนโต๊ะอาหาร บทสนทนาระหว่างทั้งสามคน ก็ไม่อาจเลี่ยงเรื่องเสื้อผ้าได้
ลี่หรงได้แสดงความรู้และความสามารถ ในบทสนทนาที่พูดคุยเป็นเรื่องการจับคู่เสื้อผ้า การสวมใส่เครื่องประดับ และประสบการณ์อื่น ๆ
สองแม่ลูกฟังด้วยความสนใจ พยักหน้าเห็นด้วยเป็นครั้งคราว บางทีก็แสดงความคิดเห็นและถามคำถาม
ลี่หรงอาศัยความรู้ทางวิชาชีพของเธอ สนทนาด้วยอย่างง่ายดาย
หากเป็นในยุคปัจจุบัน ลี่หรงคงสามารถพูดคุยกับพวกเธอ อย่างเรื่องสัปดาห์แฟชั่น และการออกแบบของดีไซเนอร์ชื่อดังได้…
แต่ในยุคนี้ ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมในประเทศมากนัก เธอจึงไม่สามารถพูดถึงเรื่องพวกนั้นได้
ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว สองแม่ลูกตระกูลเสิ่นจึงเชิญลี่หรงร่วมกินข้าวเย็นอย่างอบอุ่น
ทว่าลี่หรงปฏิเสธ “ขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจนะคะ แต่คราวนี้คงไม่ได้แล้ว เอาไว้โอกาสหน้านะคะ”
เสิ่นรั่วหนิงทำหน้ามุ่ย ไม่อยากปล่อยเธอไป
สวีจิ้งเหอเสียใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมสั่งให้คนขับรถพาลี่หรงไปส่งที่บ้าน
ณ บ้านล้อมลาน
จ้าวชิงซงกลับมาในช่วงบ่าย แต่ไม่เจอลี่หรง
หลังจากถามดู ก็พบว่าเธอออกไปข้างนอกแล้ว
ลี่หรงเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง ครอบครัวของแม่เธอก็อยู่ที่นี่เช่นกัน การพบปะเพื่อนฝูงและเข้าสังคมเป็นเรื่องปกติ เมื่อรู้ว่ามีรถมารับเธอ จ้าวชิงซงก็นึกถึงว่าคงเกี่ยวกับเสิ่นรั่วหนิง จึงไม่ได้คิดอะไรมากนัก
แม้แม่จ้าวจะไม่เชื่อสิ่งที่ผู้หญิงข้างบ้านพูดในวันนี้ แต่เธอก็รู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้น
แม่จ้าวเชื่อว่าลี่หรงไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความแคลงใจก็ถูกปลูกไว้ในใจหญิงชราเสียแล้ว
เมื่อเห็นจ้าวชิงซงไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เธอจึงถามด้วยความร้อนใจ “ทำไมลูกดูไม่กังวลเลยล่ะ? เสี่ยวหรงเป็นคนสวยมากนะ อย่าปล่อยให้คนอื่นมาตัดหน้าไปได้สิ! ถ้าถึงตอนนั้นแม่จะรอดูเลยว่าลูกจะร้องไห้หนักแค่ไหน!”
“แม่ครับ” จ้าวชิงซงพูดอย่างช่วยไม่ได้ “แม่ไปได้ยินเรื่องไร้สาระมาจากที่ไหนหรือเปล่าครับ? น่าจะเป็นเสิ่นรั่วหนิงที่มารับเธอในงานวันเกิดครั้งที่แล้ว คนที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเธอ และอีกฝ่ายก็เคยที่บ้านเราหลายครั้งแล้วนะครับ”
“แต่คนขับรถไม่ใช่คนเดิมน่ะสิ”
จ้าวชิงซงเงียบไปครู่หนึ่ง “ครอบครัวมีธุรกิจใหญ่โต ไม่น่าแปลกใจเลยนะครับที่จะมีคนขับรถหลายคน เอาล่ะครับ แม่ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เดี๋ยวคืนนี้ผมจะถามเรื่องนี้กับเธอเองนะครับ อันอัน มาให้พ่ออุ้มหน่อยเร็ว”
“แม่ควรดูแลตัวเองด้วยนะครับ ถึงอย่างไรลี่หรงก็เป็นลูกสะใภ้ของแม่อยู่แล้ว เดี๋ยวผมจะไปทำอาหารนะครับ”
“ถ้าอย่างนั้นแม่ครับ เดี๋ยวช่วยดูแลอันอันให้ผมหน่อย วันนี้เพื่อนเอาอาหารทะเลจากชางโจวมาให้ มีทั้งกุ้งทั้งปู แม่อาจจะทำอาหารทะเลไม่เป็น เดี๋ยวผมทำให้เองครับ”
สองแม่ลูกตระกูลเสิ่นที่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมแพ้ และเรียกคนขับรถให้ไปส่งลี่หรงกลับบ้าน
เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน จ้าวชิงซงเพิ่งจะนึ่งปูเสร็จพอดี
“คุณทำอะไรกินเหรอคะ? ได้กลิ่นหอมฟุ้งมาแต่ไกลเชียว หอมมากเลยค่ะ”
จ้าวชิงซงยิ้ม “ปูทะเลครับ เป็นของดีที่เพื่อนผมเอากลับมาจากชางโจว”
“ฉันไม่ได้กินมานานแล้ว เดี๋ยวจะกินข้าวสองชามไปเลยค่ะ”
“กินเยอะ ๆ เลยครับ คุณลองชิมกุ้งตัวนี้ดูสิ” จ้าวชิงซงแกะเปลือกกุ้ง แล้วป้อนให้ลี่หรง
ลี่หรงจับมือเขาแล้วกัดกุ้ง เนื้อกุ้งแน่น หวานอร่อยมาก กัดไปคำเดียวก็รู้เลยว่าเป็นกุ้งสด
เธอยกนิ้วให้ “อร่อยมากค่ะ!”
“กินอีกตัวสิครับ” จ้าวชิงซงยื่นกุ้งที่ปอกเปลือกแล้วเข้าปากเธอ
คนหนึ่งมีความสุขที่ได้ป้อน อีกคนมีความสุขที่ได้กิน
ทั้งสองป้อนให้กันกินหลายชิ้นเหมือนเด็ก ๆ จากนั้นจ้าวชิงซงก็แกะปูให้เธอต่อ “กินนี่อีกสิครับ!”
หลังจากที่ลี่หรงกินปูแล้ว พลันนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านมีผู้สูงอายุและเด็กเล็กอยู่ เธอจึงหัวเราะ แล้วพูดว่า “ถ้ากินอีกคงหมดแน่ค่ะ แม่กับอันอันยังไม่ได้กินเลย รีบยกออกไปแล้วกินข้าวด้วยกันเถอะค่ะ”
“ยังมีหอยทะเลบางชนิดอยู่อีกนะครับ พอดีผมทำไม่เป็น ก็เลยไม่ได้ทำเป็นมื้อเย็นด้วย ผมวางเอาไว้ในอ่างข้างบ่อแล้วนะครับ”
“มีเยอะไหมคะ?” ลี่หรงยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะทำโจ๊กทะเลให้คุณกินเองค่ะ”
แม่จ้าวมีชีวิตอยู่มาเกือบห้าสิบปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นอาหารทะเล
เธอเคยต้องกินรากไม้ประทังชีวิต ตอนที่อพยพหนีออกจากถิ่นทุรกันดาร ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นของล้ำค่าเช่นนี้
แม่จ้าวยังลังเลที่จะกิน จึงคีบมันลงในชามของอันอันแทน
ลี่หรงเห็น จึงกล่าวว่า “แม่คะ ถ้าอันอันกินกุ้งพวกนี้เยอะไปจะทำให้มือเท้าเย็น แม่เองก็ควรกินด้วย อย่ายกให้อันอันหมด เขากินไปเยอะมากแล้วล่ะค่ะ”