ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 122 การแสดง
บทที่ 122 การแสดง
ทุกคนต่างทบทวนข้อสอบกันยกใหญ่ ราวกับกองทหารนับหมื่นพัน กำลังข้ามสะพานไม้แผ่นเล็กแคบเดี่ยว ๆ หากใครสู้ไม่ได้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากถูกเบียดตกน้ำไป
และเนื่องจากมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเยอะขึ้น แต่ละมหาวิทยาลัยจึงเปิดสาขาวิชาเอกเพิ่มขึ้นด้วย
ตัวอย่างเช่น คณะของลี่หรงที่เคยมีเพียงสามสาขาวิชาเอก แต่ตอนนี้ถูกเพิ่มเป็นหกสาขาแล้ว
เรียกได้ว่าเพิ่มมาเป็นเท่าตัว
นอกจากนี้ แต่ละสาขาวิชายังมีหลายชั้นเรียน ทำให้จำนวนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
เมื่อเข้ามาในมหาวิทยาลัย ก็ได้เห็นรุ่นน้องหน้าตาเยาว์วัยอยู่มากมาย
ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสุขและตื่นเต้น ที่ได้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก
จ้าวชิงซงกับอันอันกำลังรอลี่หรงลงทะเบียนเรียนอยู่ที่ชั้นล่าง เพื่อจะออกไปเที่ยวด้วยกัน
เด็กน้อยหน้าเหมือนจ้าวชิงซงมาก เพียงมองปราดเดียว ก็บอกได้ทันทีว่าเด็กคนนี้คือลูกชายโดยสายเลือดของเขา เดิมทีสาว ๆ หลายคนต่างหลงใหลใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวชิงซง แต่เมื่อเห็นเด็กคนนี้ พวกเธอถึงกับต้องหยุดคิดทันที
เมื่อจ้าวชิงซงเห็นลี่หรงออกมาจากอาคารเรียน ยังไม่ทันบอกให้ลูกน้อยเดินไปกับเขา ก็พบว่าลี่หรงถูกชายคนหนึ่งขวางไว้
ชายหนุ่มคนนั้นดูเด็กมาก หน้าเด็กแบบนี้ เดาได้ว่าน่าจะเป็นน้องใหม่
เขาหยุดลี่หรงไว้ แล้วบอกว่า เขาเห็นว่าอาคารที่ลี่หรงเข้าไปลงทะเบียนเรียน ดูเหมือนทั้งคู่จะเรียนอยู่สาขาวิชาเดียวกัน จึงมีเรื่องอยากสอบถาม
ลี่หรงพยักหน้า “ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ผมก็มาจากสาขาเดียวกันครับ” ชายหนุ่มไม่กล้ามองหน้าลี่หรงตรง ๆ เขาจึงหรี่ตาลง แล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณก็เป็นรุ่นพี่สินะครับ ไม่ทราบว่าคุณจะสามารถฝากข้อมูลติดต่อไว้ได้ไหมครับ? เผื่อมีอะไรที่ไม่เข้าใจ จะขอถามคุณได้ไหมครับ?”
ลี่หรงยิ้ม แล้วตอบว่า “ถึงตอนนั้นคุณควรถามเพื่อนในชั้นเรียนนะคะ อืม… คนตรงนั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นรุ่นพี่ หากมีอะไรก็ถามพวกเขาได้ พวกเขารู้ละเอียดกว่าฉันแน่นอนค่ะ ขอโทษนะคะ พอดีมีคนรอฉันอยู่ค่ะ”
เมื่อชายหนุ่มไม่สามารถขวางเธอได้อีก ทำได้เพียงมองหญิงสาววิ่งไปหาชายคนหนึ่งด้วยรอยยิ้ม มีเด็กด้วยเหรอ?
เธอแต่งงานแล้วเหรอ?
ชายหนุ่มเต็มไปด้วยความสงสัยที่อธิบายไม่ถูก
จ้าวชิงซงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นชายอื่นเข้ามาคุยกับลี่หรงอีกแล้ว เขามักเห็นอยู่บ่อย ๆ แต่ด้วยไม่ค่อยได้มาที่นี่บ่อยนัก จึงคิดว่าโอกาสที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้คงจะมีไม่น้อยเลย
แต่จ้าวชิงซงก็ไม่สามารถโกรธภรรยาได้ เพราะลี่หรงก็ปฏิเสธคนอื่นไปแล้ว เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากบ่นกับตัวเองในใจ
และพูดให้น้อยลง
ลี่หรงพาเจ้าตัวน้อยเดินไปด้วย โดยไม่ได้สังเกตเห็นความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสามีเลย
ตกดึก จ้าวชิงซงบรรเลงเพลงรักอย่างดุดัน ลี่หรงทั้งโกรธทั้งเหนื่อยล้า เธอหอบหายใจแรงขึ้น พลางตีอกของจ้าวชิงซง “คุณไปโมโหเรื่องอะไรมาคะ? ทำไมถึงเอามาลงที่ฉันหมดเลย! ถึงฉันเจ็บก็ไม่สนใจ เอาแต่นึกถึงตัวเอง! ไม่รักฉันแล้วเหรอคะ? ฮึ่ม!”
หลังจากที่จ้าวชิงซงระบายอารมณ์เสร็จ ความหงุดหงิดในใจพลันหายไป เขาจูบหน้าผากและปลายจมูกของลี่หรงอย่างพึงพอใจ สุดท้ายก็ขบปากเธอเบา ๆ พลางยิ้มอย่างออดอ้อน “ผมใจร้อนเกินไป เป็นความผิดผมเองครับ”
ลี่หรงพ่นลมหายใจ แล้วหันหลังให้โดยไม่พูดอะไรอีก
จ้าวชิงซงกอดเธอจากด้านหลัง “วันนี้เจ้าเด็กคนนั้นมาคุยกับคุณอีกแล้วเหรอครับ?”
ปรากฏว่าเขาหึงนี่เอง!
ลี่หรงกะพริบตา รู้สึกมีความสุขในใจ แต่เธอยังคงอยากทำเป็นอารมณ์เสียอยู่ จึงขยับไหล่แล้วพูดว่า “อย่ากอดแน่นขนาดนั้นสิ ฉันหายใจไม่ออกนะคะ!”
จ้าวชิงซงก้มลงจูบท้ายทอยของเธอ แล้วกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา “ภรรยาของผมสวยขนาดนี้ ทำให้คนอื่นมักจะจำหน้าได้เสมอ หากไม่กอดคุณไว้แน่น ๆ ก็กลัวว่าคุณจะหนีผมไปจริง ๆ น่ะสิครับ”
“ทำไมต้องหนีด้วยคะ?” ลี่หรงกลอกตา “ฉันมีลูกชายให้คุณคนหนึ่งแล้ว ใครจะอยากเป็นแม่ม่ายลูกติดล่ะคะ?”
พลันน้ำเสียงของเธอก็เปลี่ยนไป “หรือว่าฉันจะทิ้งอันอันไว้กับคุณ แล้วหากเจอคนดี ๆ ครั้งหน้า ค่อยหนีไปดีคะ!”
“ไม่ได้นะครับ!” จ้าวชิงซงพลิกตัวขึ้นคร่อมเธออีกครั้ง “หากคุณหนีไป ผมจะจับคุณไปขังไว้ จากนี้ไปคุณจะได้เห็นแค่ผมคนเดียว!”
ลี่หรง “…”
บังคับให้รักอย่างนั้นเหรอ?
เป็นไปไม่ได้!
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา จะทำอย่างไรดีล่ะ?
“อ๊า” ลี่หรงจับกล้ามหน้าท้องของเขา “เบาหน่อยสิคะ!”
…
เนื่องจากมีนักศึกษาใหม่จำนวนมาก จึงจะมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับ
ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาใหม่หรือเก่า ไม่ว่าจะรุ่นปีเจ็ดเจ็ดหรือรุ่นเจ็ดแปดก็ต้องเตรียมการแสดง เพราะทุกชั้นเรียนต้องจัดการแสดง
ชั้นเรียนไหนที่ไม่มีการแสดง จะถูกตัดสิทธิ์จากการคัดเลือกชั้นเรียนโดดเด่น
เมื่อพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม อาจารย์ประจำชั้นย่อมสนับสนุน ให้นักศึกษาในชั้นเรียนเข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน
ในภาคการศึกษาใหม่นี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหัวหน้าผู้ปฏิบัติงานในชั้นเรียน
เสิ่นรั่วหนิงยังคงเป็นหัวหน้าฝ่ายสันทนาการของชั้นเรียนดังเดิม ดังนั้นแรงกดดันทั้งหมดจึงตกอยู่กับเธอทันที
เมื่ออาจารย์โจวมอบหมายงานให้เธอในตอนเช้า ระหว่างพักเที่ยง เสิ่นรั่วหนิงก็เริ่มบ่นกับลี่หรงว่า “เทอมที่แล้วฉันเป็นหัวหน้าฝ่ายสันทนาการแค่ในนามเท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรเลย แถมยังได้อู้งานมาทั้งภาคเรียน คิดว่ารอให้ถึงปีหน้าค่อยเปลี่ยนก็ได้ แต่ตอนนี้ไม่ทันซะแล้ว กลายเป็นว่าฉันได้รับบทหนักแทน ไหนเลยที่อาจารย์บอกให้เตรียมการแสดงไว้อีก เธอว่าฉันควรทำอย่างไรดี?”
ลี่หรงยิ้ม “เธอรู้หรือยังว่ามีกี่คนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมด้วย?”
“อย่าไปพูดถึงเลย” เสิ่นรั่วหนิงทำหน้าเบ้ราวกับกินมะระ “ถามจนทั่วแล้ว แต่ไม่มีใครอยากเข้าร่วมเลย แต่ถ้ามี ฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี? เธอว่าร้องเพลงหรือเต้นรำดีล่ะ?”
“ไม่มีอย่างอื่นให้เลือกเลยเหรอ แล้วถ้าแสดงละครล่ะ?”
“เอาเถอะ อย่าคาดหวังเลย ซ้อมละครต้องใช้เวลานานมาก พวกเขาไม่อยากแสดง แล้วถ้าร้องเพลงประสานเสียงทั้งห้องล่ะ จะร้องเพลงอะไรดี? ‘บทเพลงแห่งแม่น้ำเหลือง’*[1] ดีไหม? เพลงนี้ค่อนข้างน่าประทับใจนะ”
“เอ๊ะ! คิดจะร้องเพลงนี้ในงานเลี้ยงต้อนรับเหรอ?” ลี่หรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “นั่นมันแรงบันดาลใจแบบไหนกัน ในฐานะรุ่นพี่ เธออยากจะส่งต่อพลังแบบนี้ให้กับรุ่นน้องเหรอ? เปลี่ยนเป็นเพลงที่สนุกร่าเริงกว่านี้เถอะ”
“ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ การร้องเพลงมันน่าเบื่อไม่ใช่เหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงลดเสียงลง “ฉันถามไปจนทั่ว หัวหน้าฝ่ายสันทนาการของทั้งสองชั้นเรียนก็ยอมแพ้แล้ว ไม่มีใครที่เต็มใจจะแสดงสักคน คงทำได้แค่บังคับให้ร้องเพลงประสานเสียงทั้งชั้นนั่นแหละ”
เดิมทีเสิ่นรั่วหนิงคิดว่าถ้าเธอไม่มีใครสมัครใจเลย ก็จะแสดงเดี่ยวเปียโนด้วยตัวเองแทน
ไม่คาดคิดว่าจะมีหลายคนที่ต้องการเข้าร่วม ดังนั้นเธอจึงวางความคิดก่อนหน้านี้ลง และกำลังคิดอย่างหนักว่าควรทำการแสดงอะไรดี
เธอปฏิเสธการเล่นละครไปแล้ว แต่ในที่สุดลี่หรงก็ปลุกความคิดเธอขึ้นมาอีกครั้ง
พวกเธอสามารถแสดงตลกได้ โดยการคิดบทขึ้นมาเอง
รับประกันว่าจะต้องสนุกรื่นเริง แถมยังไม่ซ้ำใครด้วย!
ลี่หรงนึกถึงละครที่เอามาฉายในงานเลี้ยงตรุษจีนในยุคหลัง หากเป็นแบบนั้นน่าจะใช้ได้?
เธอพูดว่า “บางทีฉันอาจช่วยได้ ฉันจะเขียนบทให้พวกเธอเอง”
“เยี่ยมมาก!” ในที่สุดภารกิจก็สำเร็จ เสิ่นรั่วหนิงมีความสุขมาก จนแทบอุ้มลี่หรงขึ้นมา แล้วหมุนตัวไปรอบ ๆ
ลี่หรงนึกภาพตามความทรงจำที่ผ่านมา เธอจำบทสนทนาที่เฉพาะเจาะจงไม่ได้ แต่สามารถเขียนโครงเรื่อง และประโยคที่โด่งดังบางประโยคได้
เรียกได้ว่านี่เป็นการลอกเลียนแบบเสียมากกว่า
ในขณะที่ลี่หรงกำลังเขียนบทอยู่ เธอก็ท่องคำพูดหลายคำเบา ๆ เช่น “ขอโทษที่ล่วงเกินนะคะ”
ภายในไม่กี่วัน เธอก็มอบบทที่เขียนให้กับเสิ่นรั่วหนิง
เสิ่นรั่วหนิงอ่านไม่กี่บรรทัดก็รู้ว่ามันเป็นบทละครที่ดี เธอมองลี่หรงอย่างตื่นเต้น “เธอเก่งมาก! เขียนได้ดีขนาดนี้ได้อย่างไรกัน!”
ลี่หรงยิ้มอย่างรู้สึกผิด และไม่ได้พูดอะไรต่อ
ต้องเป็นบทละครที่ดีอยู่แล้ว เพราะนี่เป็นการแสดงที่ใช้ในงานเลี้ยงตรุษจีนเลยนะ!
[1] บทเพลงแห่งแม่น้ำเหลือง คือ บทเพลงอันทรงคุณค่าบอกเล่าถึงความยิ่งใหญ่ไพศาล และความหนักแน่นมั่นคงแห่งสายน้ำหวงเหอ ที่เต็มไปด้วยมนตร์ขลังของความภาคภูมิใจและจิตวิญญาณแห่งวีรบุรุษผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์จีนและวัฒนธรรมจงหยวน จากบุญคุณอันยิ่งใหญ่ในฐานะถิ่นกำเนิดที่หล่อเลี้ยงแดนดินจงหยวนให้อุดมสมบูรณ์ จนกลายมาเป็น ‘บ้าน’ ของลูกหลานจีนในวันนี้