ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 123 ซ้อมละคร
บทที่ 123 ซ้อมละคร
เมื่อบทละครพร้อมแล้ว เสิ่นรั่วหนิงจึงจัดการคัดตัวนักแสดง
เดิมทีเสิ่นรั่วหนิงไม่ได้อยากจะเข้าร่วม แต่บทละครน่าสนใจมาก จนเธออยากเลือกบทบาทที่เหมาะกับตัวเองมาสักหนึ่งบท
ยังมีผู้สมัครอีกห้าคน ที่ยังไม่ได้รับบทบาทของตนเอง
ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเด็กจากทางใต้ไปเรียนมหาวิทยาลัยทางตอนเหนือ มักจะมีเรื่องตลกขำขันเกิดขึ้น เนื่องจากความแตกต่างทางภาษาและนิสัยการใช้ชีวิต
ตัวอย่างบางส่วนมีให้เห็นในหอพักหญิง
ถึงคนในชั้นเรียนส่วนใหญ่จะเป็นคนทางเหนือ แต่ก็มีคนใต้ที่เป็นผู้ชายอยู่ไม่กี่คน จึงไม่เหมาะที่จะร่วมแสดง
เมื่อเสิ่นรั่วหนิงไม่รู้จะทำอย่างไรดี จู่ ๆ เธอก็นึกถึงลี่หรง
“เอาไหม? เธอไงล่ะ! การแสดงของเราจะต้องออกมาดีแน่นอนเลย”
ลี่หรงตอบ “ไม่… ฉันทำไม่ได้หรอก”
“โธ่… ใครเคยแสดงละครมาก่อนบ้างล่ะ? นี่ก็เป็นครั้งแรกของทุกคนเหมือนกัน” เสิ่นรั่วหนิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “เธอเป็นคนร่างเล็ก ฉันว่าเธอดูเหมาะที่จะแสดงเป็นคนใต้มากที่สุดแล้ว”
“ฉันขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวได้ไหม? ช่วยฉันเถอะนะ” เสิ่นรั่วหนิงทำหน้าตาน่าสงสาร พลางขอร้องครั้งแล้วครั้งเล่า
ลี่หรงจำต้องตอบตกลงอย่างไม่เต็มใจ “เธอนี่นะ ฉันเขียนบทให้แล้ว ทั้งยังต้องช่วยแสดงอีก”
“เธอเก่งที่สุดเลย!”
ยังเหลืออีกสี่คน และหลี่ชุนเสวี่ยที่มาจากหอพักเดียวกันเข้าร่วมด้วย
จากนั้นก็ได้หญิงสาวอีกสองคนในหอพักอื่นมาร่วมแสดงเพิ่ม
ยังเหลืออีกหนึ่งคน เสิ่นรั่วหนิงกำลังนั่งเครียดอยู่ในหอพัก
สุดท้ายก็เป็นสวี่จิ้งที่มาขอเข้าร่วม
ตอนแรกเสิ่นรั่วหนิงมองเธอด้วยความประหลาดใจ สวี่จิ้งผู้เย็นชาและเข้มงวดตลอด จะมาร่วม ‘ทำเรื่องไร้สาระ’ กับพวกเธอด้วยอย่างนั้นหรือ
เสิ่นรั่วหนิงกะพริบตาด้วยความสงสัย สวี่จิ้งจะแสดงได้ดีหรือเปล่านะ?
อีกฝ่ายจะไม่ทำหน้าตายแบบนั้นตลอดเวลาใช่ไหม?
หากเป็นเช่นนั้น คงไม่ดีแน่!
การแสดงที่พวกเธอจะแสดงคือละครตลกนะ ไม่ใช่งานแถลงข่าวที่ต้องจริงจังตลอดเวลา
เสิ่นรั่วหนิงยิ้มฝืดเฝื่อน ยากจะปฏิเสธ
อู๋เยี่ยนหงเพิ่งออกมาจากโรงอาบน้ำ เธอเดินถือผ้าเช็ดตัวออกมา แล้วยัดกะละมังกลับไปไว้ใต้เตียง ก่อนแขวนผ้าเช็ดตัว ทันเวลาที่จะได้ยินคำพูดของสวี่จิ้งอย่างชัดเจน
เธอถือกระติกเก็บความร้อนในมือ “ฉันคิดว่าน่าจะดีนะ สวี่จิ้งมีความพยายามสูง แล้วตอนนี้ก็ยังขาดคนอยู่ด้วยนี่”
สวี่จิ้งพยักหน้า “ฉันได้อ่านบทของเธอแล้ว ฉันสามารถเล่นเป็นเพื่อนร่วมห้องที่พูดน้อย ๆ ได้”
“อ่า ฮ่า ๆ” เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะแห้ง มันไม่ใช่เรื่องความเหมาะสมของบท แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะสวี่จิ้งชอบอยู่คนเดียว เสิ่นรั่วหนิงจึงกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้งเมื่อถึงเวลาที่ต้องร่วมมือกันทำกิจกรรมต่างหาก
หนำซ้ำสวี่จิ้งยังดูเหมือนคณบดีมาก ทั้งในด้านการแต่งตัว รูปร่างหน้าตาและบุคลิก
เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขายาวสีดำตลอดเวลา หนำซ้ำมัดผมสูงเผยให้เห็นหน้าผากสูงและกว้าง…
แต่ด้วยหาคนอื่นไม่ได้แล้วจริง ๆ เสิ่นรั่วหนิงจึงยื่นบทให้ “… ก็ได้ นี่คือบทของเธอ ลองไปอ่านดูนะ บ่ายวันศุกร์นี้เราจะมาลองซ้อมบทกันในห้องเรียน”
แม้ว่าบทละครจะเขียนโดยลี่หรง แต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้ทุกคนออกนอกบทได้
วันศุกร์จะเริ่มซ้อมบทกัน ลี่หรงจึงเริ่มท่องบทหลังอาหารเย็น ตั้งแต่สองคืนที่ผ่านมา…
ในขณะเดียวกัน ก็ลองจินตนาการดูว่าควรพูดประโยคนี้ด้วยสีหน้าท่าทางอย่างไร
เธอได้รับบทเป็นคนใต้ ซึ่งโครงเรื่องและจุดหักมุมต่าง ๆ จะถูกเน้นไปที่เธอ
แล้ววันศุกร์ก็มาถึง
เสิ่นรั่วหนิงพึงพอใจมากที่ไม่มีใครมาสาย
ทุกคนไม่ค่อยคุ้นเคยกับการซ้อมบทในครั้งแรกนัก แต่เสิ่นรั่วหนิงไม่สนใจ เธอจัดแจงแก้ไข แล้วให้ทุกคนเริ่มทวนบทกันใหม่อีกครั้ง
หลังจากสามถึงสี่ครั้ง ทุกคนก็เริ่มจำบทได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ถือว่าทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดีกว่าที่ลี่หรงคิดไว้
ทุกคนคงพยายามท่องจำกันมาอย่างดีแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีปัญหา
หลังจากลองทวนบท พวกเธอจึงตกลงเรื่องการซ้อมครั้งต่อไป เสร็จแล้วถึงได้แยกย้ายกันกลับ
เมื่อถึงเวลานัดหมายครั้งถัดไป คราวนี้มีมากกว่าแค่ต้องพูดตามบทให้ถูก
ต้องเพิ่มสีหน้าท่าทางในการแสดงด้วย เพราะถึงเวลาที่ต้องเริ่มซ้อมจริงจังแล้ว
เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกไม่คุ้นเคยในครั้งแรก เมื่อพูดถึงการแสดงแล้ว… ทุกคนไม่ใช่มืออาชีพ จึงไม่ได้คาดหวังว่าจะแสดงให้ถูกต้องได้ภายในครั้งเดียว
ต้องค่อย ๆ ฝึกไป
ในระหว่างการซ้อมครั้งนี้ ลี่หรงคิดว่าทุกคนสมเป็นนักศึกษาชั้นนำของมหาวิทยาลัยชิงหัวจริง ๆ ทุกครั้งที่พบจุดที่มีปัญหา จะใช้ความคิดหาวิธีปรับเปลี่ยนได้อย่างทันท่วงที
เมื่อถึงครั้งที่ห้า ทุกคนต่างเหงื่อออกเพราะความเหนื่อยล้า เสิ่นรั่วหนิงเองก็อยากหยุดพักเช่นกัน แต่ก็ยังพักไม่ได้เพราะการซ้อมนี้เกือบจะดีแล้ว
แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไรถึงทำได้แค่เกือบดี
เพียงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ
แน่นอนว่าทุกคนก็แสดงเป็นปกติดี
แต่ทำไมมันดูแปลก ๆ นะ?
แน่นอนว่าปัญหาถูกพบแล้ว จู่ ๆ บรรยากาศก็ดูกดดันจนทุกคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
ทันใดนั้นลี่หรงก็พูดว่า “สวี่จิ้ง เธอแสดงแข็งทื่อเกินไป ถึงลักษณะของตัวละครจะเงียบขรึม ทว่าไม่ได้เงียบสนิท เธอต้องใช้สีหน้าท่าทาง และความกล้าแสดงออก เพื่อแสดงให้เป็นตัวละครนี้…”
เสิ่นรั่วหนิงตบต้นขาตัวเอง แล้วพยักหน้าอย่างแรง ลี่หรงพูดได้ตรงประเด็นจริง ๆ
ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่ามีอะไรผิดปกติไป
ตัวละครที่สวี่จิ้งแสดง เป็นเด็กสาวภาคเหนือที่ยากจน
เธอไม่มีความมั่นใจในตัวเอง และไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
และมักจะพูดด้วยสำเนียงท้องถิ่นที่สามารถฟังออกอย่างชัดเจน
เนื่องจากเธอเกิดในชนบททางเหนือ นิสัยหลายอย่างจึงแตกต่างจากคนทั่วไป ด้วยความที่เป็นคนพูดน้อย จึงต้องอาศัยสีหน้าท่าทาง และประโยคสั้น ๆ บางประโยคในการแสดงเป็นหลัก เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างจากนิสัยของเธอกับคนเหนือคนอื่นในหอพักก็เห็นได้อย่างชัดเจน
จากนั้นก็ให้ลี่หรงที่เป็นคนใต้ ออกมาโต้ตอบกับพวกเธออีกครั้ง ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นตอนที่มีเรื่องตลกมากมายเกิดขึ้น
ถึงเธอจะพูดน้อยได้ แต่ก็ไม่สามารถทำหน้าเรียบเฉยตลอดเวลา เพราะนั่นจะทำให้ดูไม่เหมือนเพื่อนร่วมห้อง แต่เหมือนคณบดีที่คอยคุมเข้มเรื่องเวลานอนเสียมากกว่า
เสิ่นรั่วหนิงคิดออกแล้ว “ใช่เลย เป็นแบบที่ลี่หรงพูด”
สวี่จิ้งเผยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เธอรู้สึกว่าตัวเองฝึกฝนได้ดีมากแล้ว จึงไม่คิดว่าจะมีอะไรผิดพลาดไป
เมื่อถูกพูดเรื่องนี้ในต่อหน้าทุกคน จึงทำให้สวี่จิ้งรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก เสิ่นรั่วหนิงกับลี่หรงเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองคนจึงอาจรวมหัวกันกลั่นแกล้งเธออยู่ก็ได้!
“พวกเธอกำลังดูถูกการแสดงของฉันอยู่เหรอ?” สวี่จิ้งถามเสียงเข้ม
“ไม่ใช่เลย” ลี่หรงเบิกตากว้าง แล้วพูดด้วยความประหลาดใจ “ทำไมเธอถึงคิดอย่างนั้นล่ะ? ฉันต้องการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น”
สวี่จิ้งเม้มปาก ไม่พูดอะไรอีก
เสิ่นรั่วหนิงกล่าวว่า “ลี่หรงไม่ได้ตำหนิรุนแรงอะไร เธออย่าคิดมากเลยนะ พวกเรามาเริ่มต้นใหม่กันเถอะ”
“เดี๋ยวก่อน” ลี่หรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “สวี่จิ้ง ถ้าเธอเชื่อฉัน รอจนกว่าฉันจะพูดตรงนี้จบก่อน”
เธอชี้ไปที่บทละคร “ต่อไปเธอเล่นแบบเกินจริงได้เลย จะทำให้การแสดงสดใสขึ้นกว่านี้อีกหน่อย ส่วนตรงนี้…”
สวี่จิ้งดูอารมณ์ไม่ดีเลย แต่เธอก็ไม่ได้เดินออกไปทันที เธอฟังวิธีแก้ปัญหาของลี่หรง แล้วค่อย ๆ ตระหนักได้ว่าเรื่องที่หญิงสาวพูดเมื่อครู่ก็น่าจะเป็นความจริง…
ด้วยอารมณ์ของสวี่จิ้ง ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้ทันที แต่เธอก็ได้ทำตามวิธีที่ลี่หรงช่วยแนะนำให้
คราวนี้ในที่สุดการซ้อมละครก็ผ่านไปได้อย่างยอดเยี่ยม
เสิ่นรั่วหนิงยิ้มด้วยความดีใจ “ลี่หรงเธอฉลาดมาก ฉันคิดไม่ถึงเลยนะเนี่ย”
หลี่ชุนเสวี่ยพูดเสริม “ฉันไม่แปลกใจเลย ลี่หรงเป็นคนเขียนบทตั้งแต่แรกใช่ไหม? เธอเลยเป็นคนที่รู้นิสัยและสีหน้าท่าทางของตัวละครแต่ละตัวได้ดีที่สุด”
ลี่หรงรีบโบกมือ “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก อย่าคิดอย่างนั้นเลย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ฉันจะรู้จักตัวละครทุกตัวอย่างอย่างชัดเจนเพียงเพราะเป็นคนเขียนบทน่ะ”
เธอยิ้มด้วยความขื่นขม “ถ้าให้พูดกันตามตรง ฉันคิดเรื่องนี้ไว้นานแล้วต่างหากล่ะ”
“ฮ่า ๆ เอาล่ะ” เสิ่นรั่วหนิงยิ้ม “มาพยายามให้หนักด้วยกันเถอะ ลองซ้อมอีกสักสองครั้ง ต่อไปเราจะได้ไม่ต้องฝึกซ้อมกันหนักอีก งานเลี้ยงจะมาถึงในสัปดาห์หน้า ไม่ได้มีเวลาเหลือมากหรือน้อยจนเกินไป แต่ก็โชคดีที่พวกเราทุกคนทำออกมาได้ดีมากแล้ว จนทำให้การซ้อมผ่านไปได้ด้วยดี จากนี้เราก็มาซ้อมที่นี่กันทุกวัน จนกว่าจะถึงวันจัดงานเลี้ยงเลยนะ”