ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 121 เปิดเทอมแล้ว
บทที่ 121 เปิดเทอมแล้ว
บางทีผู้ชายอาจเกิดมาพร้อมกับความเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพียงลี่รุ่ยจือพลิกนาฬิกาไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก็สามารถปรับสายให้สั้นลงได้แล้ว เขาจึงยื่นให้เสิ่นรั่วหนิง “ลองใส่ดูสิครับว่าพอดีหรือเปล่า”
“ใส่ให้ฉันหน่อยสิคะ” เสิ่นรั่วหนิงยื่นมือให้
ในยุคนี้ค่านิยมที่พึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือทั้งชายและหญิงควรรักนวลสงวนตัว การแตะเนื้อต้องตัวเพศตรงข้ามนั้น ถือว่าไม่สุภาพอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องง่ายที่จะตกเป็นเป้าของการนินทาได้
ลี่รุ่ยจือจึงทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นแขนที่ขาวและเนียนนุ่มราวกับรากบัว ทันทีที่เขาตั้งสติได้ ก็รีบดึงมือกลับ แล้วพูดอย่างไม่สบายใจ “…ขอโทษครับ”
“หืม?” เสิ่นรั่วหนิงเดินเข้าไปใกล้ “ทำไมคุณถึงขอโทษล่ะคะ?”
ด้วยกลิ่นหอมจากกายหญิงสาวแตะเข้าที่จมูก ลี่รุ่ยจือจึงรีบลุกจากโซฟา ไม่สนใจอันอันที่กำลังร้องเรียกเขาอยู่ แล้วรีบเดินออกไปทันที มือที่เพิ่งแตะแขนของเสิ่นรั่วหนิง สัมผัสนั้นยังคงอยู่ จนทำให้เขาถูปลายนิ้วไปมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อลี่รุ่ยจือออกไปถึงลานบ้าน แม่จ้าวที่กำลังตัดเย็บผ้าอยู่ เห็นเขาเดินออกไปอย่างเร่งรีบ จึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? ลุงสามของอันอันทำไมดูเร่งรีบอย่างนั้นล่ะจ้ะ?”
“พอดีรู้สึกร้อนนิดหน่อยน่ะครับ เลยว่าจะออกไปล้างหน้า”
แม่จ้าวสับสน นี่มันเลยต้นฤดูใบไม้ร่วงไปแล้ว อีกฝ่ายจะร้อนได้ยังไงกัน?
เธอส่ายหน้าเบา ๆ แล้วหันมาเย็บผ้าต่อ ยิ่งมองเสื้อในมือแล้ว ก็ไม่เข้าใจว่าจ้าวชิงซงใส่เข้าไปได้อย่างไร ผ้าตรงส่วนไหล่ถึงขาดรุ่ยเช่นนี้
ลี่รุ่ยจือตักน้ำจากบ่อน้ำขึ้นมาล้างหน้า
เขาล้างหน้าอยู่สองสามครั้ง ก็รู้สึกว่าความร้อนผ่าวที่ใบหน้าลดลงไปเล็กน้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วคิดกับตัวเองว่า เขาคงอยู่ในกองทัพที่มีแต่ผู้ชายมานาน จนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้หญิงอย่างนั้นเหรอ?
ระหว่างทานอาหาร เสิ่นรั่วหนิงสงบเสงี่ยมลงมาก อาจเป็นเพราะมีจ้าวชิงซงและแม่จ้าวอยู่ด้วย เธอจึงต้องควบคุมตัวเองเสียหน่อย
ลี่รุ่ยจือถอนหายใจด้วยความโล่งอก กลัวจริง ๆ ว่าเสิ่นรั่วหนิงจะพูดถ้อยคำเหล่านั้นอย่างที่เคยพูดกับเขาขึ้นมาอีกครั้ง
“ว้าว! ซี่โครงพวกนี้อร่อยมากเลย!”
ซี่โครงหมูทอด โรยด้วยผงเครื่องเทศสูตรลับ
นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นรั่วหนิงได้กินซี่โครงหมูแบบนี้ เธอเคยกินแค่ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานหรือซี่โครงหมูตุ๋นเท่านั้น จึงกินไปอยู่หลายชิ้น ก่อนจะถามด้วยความแปลกใจว่า “ทำไมรสชาติมันถึงต่างจากที่ฉันเคยกินมาก่อนล่ะ?”
“นี่เรียกว่าซี่โครงหมูเฉียวโถว*[1]” ลี่หรงยิ้ม “ฉันเคยกินมันมาก่อนน่ะ เลยขอสูตรจากเชฟมาแบบหน้าไม่อายเลย”
ความจริงแล้ว ซี่โครงหมูเฉียวโถว จะกลายเป็นอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา จึงสามารถดูสูตรการทำทางออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย
“ไม่เลวเลย โอ้! อีกอย่างปูนี่ตัวใหญ่มาก เมื่อคืนพ่อของฉันเพิ่งบอกว่าช่วงนี้เป็นฤดูกินปู แล้วโจ๊กนี่ เธอทำยังไงให้มีรสชาติหวานอร่อยขนาดนี้ได้ล่ะ?”
ลี่หรงอธิบายให้อีกฝ่ายฟังอย่างมีความสุข “นี่คือโจ๊กทะเลแบบพิเศษ เพียงเคี่ยวโจ๊กข้าวให้ได้ที่ก่อน แล้วใส่อาหารทะเลดิบที่เตรียมไว้ลงไป เพียงไม่นานวัตถุดิบเหล่านั้นก็จะสุก จากนั้นปรุงรสด้วยเกลือ แล้วโรยด้วยต้นหอมสับ เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว คนทางใต้จะชอบกินกันแบบนี้แหละ”
“ว้าว!” เสิ่นรั่วหนิงมองลี่หรงด้วยความชื่นชม “ฉันไม่คิดว่าเธอจะทำอาหารได้ แถมยังทำเก่งอีกด้วย ดูฉันสิ ทำอะไรก็ไม่เป็น รู้สึกเหมือนตัวเองไร้ประโยชน์ขึ้นมาเลย”
“เอ๊ะ!” ลี่หรงเลิกคิ้ว “คิดแบบนั้นได้ยังไงกัน? เธอเล่นเปียโนได้ แต่งตัวเก่ง ทั้งยังสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัวได้ด้วย ไร้ประโยชน์ตรงไหนกัน?”
เสิ่นรั่วหนิงถูกลี่หรงปลอบใจด้วยคำพูดไม่กี่คำ ความรู้สึกไม่ดีก็พลันหายเป็นปลิดทิ้ง เธอจึงกินโจ๊กชามที่สามอย่างอารมณ์ดี
ลี่หรงยิ้ม “เธอไม่ได้บอกว่าอยากลดน้ำหนักหรอกเหรอ?”
“กินแล้วค่อยลดสิ!” เสิ่นรั่วหนิงเลียริมฝีปากอย่างพึงพอใจ “ลี่หรง อาหารฝีมือเธออร่อยจริง ๆ!”
ลี่รุ่ยจือมองสีหน้าขี้เล่นและท่าทางเหล่านั้นของเสิ่นรั่วหนิงโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้หัวใจของชายหนุ่มพลันหวั่นไหว จนต้องรีบมองไปทางอื่น ก่อนตีหน้าเฉยเมยพลางแสร้งทำเป็นคุยกับจ้าวชิงซง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อรู้ว่าจ้าวชิงซงกำลังทำธุรกิจอยู่ ลี่รุ่ยจือก็สนใจมาก ทั้งสองจึงได้พูดคุยกันอยู่นาน
ในที่สุดลี่รุ่ยจือก็ถามจ้าวชิงซงว่า สามารถพาเขาไปทำงานด้วยได้ไหม ต่อให้จะต้องเป็นแค่ช่างซ่อมบำรุงก็ตาม
จ้าวชิงซงจะให้ลี่รุ่ยจือไปทำงานแปลก ๆ ได้อย่างไร
จ้าวชิงซงจึงอธิบายการทำงานที่ผ่านมาให้กับลี่รุ่ยจือฟัง เขาเชื่อว่าด้วยความฉลาดของลี่รุ่ยจือ น่าจะสามารถเรียนรู้งานได้อย่างรวดเร็ว
หากอีกฝ่ายไม่เข้าใจ เขาก็แนะนำว่าจะพาลี่รุ่ยจือไปดูด้วย
ลี่รุ่ยจือรู้สึกว่าน้องเขยคนนี้นิสัยดี ทั้งยังสามารถพูดคุยกันได้อย่างเข้าขา ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
มื้อนี้เหมือนลี่หรงตั้งใจเลี้ยงอาหารเย็น โดยมีลี่รุ่ยจือและเสิ่นรั่วหนิงเป็นแขกเสียมากกว่า ด้วยเธอคิดไว้ว่าจะจัดเป็นพิเศษเพื่อให้พวกเขาได้เชื่อมความสัมพันธ์กัน
แต่ส่วนใหญ่เป็นลี่หรงที่พูดคุยกับเสิ่นรั่วหนิง ส่วนจ้าวชิงซงคุยกับลี่รุ่ยจือเสียอย่างนั้น แม่จ้าวกินเสร็จเร็วจึงลุกไปก่อน ส่วนอันอันกินเสร็จแล้ว ก็วิ่งไปเล่นของเล่นที่ห้องนั่งเล่น
หลังจบมื้ออาหาร แม่จ้าวก็ออกมาช่วยเก็บจาน
ลี่หรงเติมน้ำเตรียมจะล้างจาน แต่แม่จ้าวไล่เธอออกไป “เสี่ยวหรง เข้าไปคุยกับแขกข้างในเถอะ แม่พูดไม่เก่ง เดี๋ยวจะล้างจานเองจ้ะ ถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”
ลี่หรงเพียงพยักหน้าตอบ แล้วกลับไปที่ห้องนั่งเล่นเพื่อคุยกับเสิ่นรั่วหนิงและคนอื่น ๆ
ลี่หรงรู้สึกว่าเธอและจ้าวชิงซง อาจขัดขวางการสานสัมพันธ์ของพวกเขา ภายในห้องนั่งเล่น เสิ่นรั่วหนิงจึงได้พูดคุยกับลี่รุ่ยจือน้อยมาก
พวกเขาไม่ได้นั่งอยู่ที่นั่นนานนัก หลังจากกินข้าวไปมากกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ลี่รุ่ยจือก็ขอตัวกลับก่อน “คืนนี้ผมนัดเพื่อน ๆ ไว้ ต้องขอตัวกลับแล้วนะครับ”
เสิ่นรั่วหนิงเองก็กล่าวคำอำลาเช่นกัน เธอยังบอกด้วยว่าคราวหน้า จะต้องมาที่บ้านของลี่หรงเพื่อกินอาหารอร่อยอีกแน่นอน
ลี่หรงกล่าวตอบด้วยความยินดี แล้วถามว่า “เธอจะกลับยังไง คนขับรถจะมารับเธอหรือเปล่า?”
เสิ่นรั่วหนิงหันไปมองลี่รุ่ยจือ “คุณช่วยไปส่งฉันได้ไหมคะ?”
ลี่รุ่ยจือกระแอมในลำคอ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเสียอาการเช่นนี้ “ผมมาที่นี่ด้วยจักรยาน เลยไปส่งคุณไม่ได้ …”
“ไม่เป็นอะไรค่ะ เพียงคุณช่วยพาไปส่งที่ร้านสหกรณ์ได้ไหมคะ? ฉันต้องซื้อของบางอย่าง แล้วคนขับรถจะตามไปรับฉันที่ร้านสหกรณ์เองค่ะ”
ท่ามกลางสายตาหลายคู่ ลี่รุ่ยจือจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ พลันรู้สึกถึงความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กำลังผุดขึ้นมาในใจ แต่เขาพยายามเลือกที่จะไม่เก็บมาคิด
ทันใดนั้น แม่จ้าวก็กระซิบกับลี่หรงว่า “อะไรกัน เพื่อนร่วมห้องของลูก แอบชอบลุงสามของอันอันหรือเปล่า?”
ลี่หรงมองด้วยรอยยิ้ม “แม่ก็ดูออกเหมือนกันเหรอคะ?”
ใบหน้าของแม่จ้าวเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว แม่มีชีวิตอยู่มาจนอายุปูนนี้ ได้เห็นหนุ่มสาวมามากมาย เพียงมองแค่ปราดเดียว ก็บอกความคิดของคนที่กำลังตกหลุมรักได้แล้ว”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ “แต่ลุงสามของอันอันเหมือนจะไม่สนใจผู้หญิงคนนี้นะ แต่แม่ว่าสองคนนี้ค่อนข้างเหมาะสมกันดี หากได้สมหวัง จะต้องเป็นคู่ที่ดีอย่างแน่นอนเลยล่ะจ้ะ”
“หืม?” ลี่หรงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “แม่ทำนายดวงชะตาได้เหรอคะ?”
“โธ่ การทำนายดวงชะตาเป็นของโบราณ ไม่ได้เชื่อเรื่องงมงายล้าสมัยแบบนั้น แม่น่ะทำนายดวงไม่เป็นหรอก เพียงแต่เป็นเรื่องของสายตาเท่านั้น เข้าใจไหมจ้ะ?” แม่จ้าวเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงยิ้มด้วยความพึงพอใจ “คราวของลูกก็เหมือนกัน แม่เป็นคนชี้ให้เจ้ารองเห็น เพราะคิดว่าเสี่ยวหรงเป็นคนดี แล้วตอนนี้ลูกก็กำลังมีชีวิตที่ดีใช่ไหม? ดูสิว่ามีวันชื่นคืนสุขกันจริง ๆ!”
วันชื่นคืนสุขนั้นทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ลี่หรงเปิดเทอมแล้ว
การสอบแข่งขันเข้าวิทยาลัยในปีหนึ่งเก้าเจ็ดแปด มีการแข่งขันสูงมาก เพราะหลังจากปีนี้ ดูเหมือนว่าคนที่แต่งงานแล้ว และคนที่มีอายุเกินกำหนด จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการสอบเข้าวิทยาลัยในปีหน้าอีกต่อไป
ดังนั้น ยุวชนที่อยู่ห่างไกลเพราะไปอยู่ชนบท แล้วไม่ผ่านการสอบเมื่อปีที่แล้ว รวมกับผู้ที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก จึงมีจำนวนมากเช่นกัน
[1] ซี่โครงหมูเฉียวโถว เป็นอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในเมืองฉินหวงเต่า มณฑลเหอเป่ยที่มีการสืบทอดมาหลายร้อยปี