ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 124 แต่งหน้า
บทที่ 124 แต่งหน้า
ไม่ว่าลี่หรงต้องการทำอะไร เธอจะตั้งใจทุ่มเทพลังกายพลังใจเกินร้อย และแม้ว่าหญิงสาวจะไม่มีปัญหาในระหว่างการซ้อม ทว่าก็ยังเก็บรายละเอียดหลังจากกลับบ้านทุกวัน
ทั้งยังคอยตรวจดูการแสดงออกของตัวเองในกระจก
เธอทุ่มเทให้กับการแสดงมากเกินไป จนเผลอเพิกเฉยต่อจ้าวชิงซง
จนกระทั่งก่อนถึงวันแสดง จ้าวชิงซงก็ทนไม่ได้อีกต่อไป เขากดลี่หรงลงบนเตียง แล้วจูบเธอเนิ่นนาน ก่อนพูดด้วยความน้อยใจ “ทำไมคุณไม่สนใจสามีของตัวเองเลยล่ะครับ? ผมจะออกจากบ้านไปพรุ่งนี้แล้วนะ!”
“ฮะ? จะออกไปไหนคะ?” ลี่หรงพูดขณะหอบหายใจเล็กน้อย
จ้าวชิงซงจำใจตอบ “ผมบอกคุณตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว ว่าวันศุกร์ผมจะไปสำรวจตลาดทางใต้กับพี่ชายสามครับ”
“ไปทางใต้เหรอคะ?”
“ใช่ครับ” จ้าวชิงซงยิ้ม “ผมได้ยินมาว่านโยบายการค้าในภาคใต้ไม่ค่อยเข้มงวดนัก และกำลังจะปฏิรูปให้เปิดกว้างขึ้น แถมพวกหน่วยงานระดับสูงก็ต้องการสนับสนุนเช่นกัน หลายคนเริ่มทำธุรกิจกันแล้ว ผมเลยอยากจะลงใต้ไปดูว่ามีอะไรน่าทำบ้างน่ะครับ”
แน่นอนว่าลี่หรงรู้ดีว่าปลายปีหนึ่งเก้าเจ็ดแปด เป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ทั้งยังมีการสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจอีกด้วย
ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงไปได้ข่าวนี้มาจากที่ไหน ลี่หรงจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังเขาอีกต่อไป
ลี่หรงมองชายหนุ่มอย่างมีความสุข แล้วพูดให้กำลังใจ “ทำงานหนักหน่อยนะคะ นี่เป็นโอกาสที่ดี แต่คุณจะไปนานแค่ไหนเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงนิ่งไปครู่หนึ่ง “ยังไม่แน่ใจเลยครับ แต่พี่ชายสามก็จะไปด้วยนะ”
“เขาจะไปด้วยเหรอคะ แต่เขาจะไปทำไมกัน?”
จ้าวชิงซงบีบจมูกลี่หรงเบา ๆ “แน่นอนว่าไปหาเงินครับ ไปดูว่ามีโอกาสใหม่ ๆ หรือเปล่า ผมรับปากพี่ชายสามไว้ว่าจะพาไปลองทำงานด้วย เลยให้ไปทำงานขายผลไม้กับผมสองสามวัน แล้วก็รู้สึกว่าเขาทำได้ดีทีเดียว คราวนี้ผมจะไปทางใต้ ก็เลยลองถามเขาดูว่าสนใจไปด้วยกันไหม คิดว่าถ้าพี่ชายสามไม่อยากไปก็ไม่เป็นอะไร แต่เขาตอบกลับทันทีเลยว่าอยากไปด้วยน่ะครับ”
“พี่ชายสามเพิ่งปลดประจำการมาจากกองทัพ เลยยังไม่มีประสบการณ์เยอะเท่าคุณน่ะค่ะ ถึงแม้เขาจะเป็นพี่ชายของฉัน แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายเป็นน้องชายมากกว่า” ลี่หรงเหลือบมองจ้าวชิงซง “คุณต้องให้ความสนใจดูแลเขาให้มากขึ้น อย่าให้คนอื่นมาหลอกลวงหรือชักจูงไปในทางที่ผิดนะคะ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ …” จ้าวชิงซงไม่ได้พูดอะไรมาก พลางพูดบอกให้ลี่หรงสบายใจ
หลังจากนั้นไม่นานลี่หรงก็จำได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันแสดงแล้ว เธอจึงถามจ้าวชิงซง “จะไม่ไปดูจริง ๆ เหรอคะ คุณค่อยไปวันมะรืนไม่ได้เหรอ?”
จ้าวชิงซงจูบปากลี่หรงเบา ๆ ด้วยอยากขอโทษ ก่อนซุกหน้าไว้ที่ซอกคอของหญิงสาว พลางลูบหูของเธอด้วยความรัก “ผมซื้อตั๋วไว้แล้วครับ มันไม่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนวันเวลาเดินทาง คุณฝึกซ้อมที่บ้านนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ผมจินตนาการได้ว่าตอนที่คุณขึ้นแสดงบนเวทีจะเป็นอย่างไร คุณต้องได้เป็นจุดสนใจ และเปล่งประกายที่สุดอย่างแน่นอนครับ”
“พรืด…” ลี่หรงอดหัวเราะไม่ได้ “ละครที่พวกฉันแสดงเป็นละครตลก ความสนใจของทุกคนอยู่กับเนื้อเรื่องมากกว่า ใครจะเอาแต่จ้องมองผู้หญิงตลกล่ะคะ?”
…
จ้าวชิงซงตื่นแต่เช้า แล้วเปลี่ยนจากกางเกงตัวใหญ่ที่เขาใส่นอนเป็นชุดใหม่
เสียงกุกกักไม่ได้ดังมาก แต่ลี่หรงรู้สึกว่าอ้อมกอดข้างหลังเธอหายไป เมื่อได้ยินเสียงนั้น เธอจึงตื่นขึ้นมาด้วยความง่วงงุน “ตื่นแล้วเหรอคะ นี่เช้าแล้วเหรอเนี่ย?”
เธอมองหน้าต่าง “ยังไม่สว่างเลยนี่นา”
จ้าวชิงซงแตะแก้มของเธอ “อืม ผมต้องรีบไปขึ้นรถไฟ คุณนอนต่อเถอะครับ”
ลี่หรงลุกขึ้นจากเตียง “ไม่นอนแล้วค่ะ ฉันจะไปหาอะไรให้คุณกิน”
“ไม่ต้องหรอกครับ” จ้าวชิงซงเกรงใจ “เดี๋ยวผมไปหาซื้ออะไรกินที่สถานีรถไฟเองครับ”
ลี่หรงสวมรองเท้าแตะ แล้วลุกขึ้นยืน เธอหาวแล้วพูดว่า “ไม่ได้หรอกค่ะ โบราณว่าไว้ ขึ้นรถไฟกินเกี๊ยว ลงรถไฟกินบะหมี่ กินก่อนเดินทางแล้วจะได้ปลอดภัยค่ะ”
จ้าวชิงซงหัวเราะ “คุณยังเชื่อเรื่องนี้อยู่เหรอครับ?”
“เมื่อก่อนเคยไม่เชื่อค่ะ” ลี่หรงกล่าว “แต่ตอนนี้เชื่อแล้ว”
ลี่หรงไม่มีเวลาล้างหน้าด้วยซ้ำ เธอหั่นกุยช่ายจากสวนหนึ่งกำมือ ตอกไข่ลงไปสองสามฟอง เพื่อทำเกี๊ยวไส้ต้นหอมและไข่
เธอจัดการห่อเกี๊ยวประมาณยี่สิบแผ่นอย่างรวดเร็ว
หลังจากวางมันลงในซึ้งเพื่อนึ่งอยู่ราวสิบนาที อาหารของจ้าวชิงซงก็เสร็จเรียบร้อย
จ้าวชิงซงตอนแรกบอกว่าจะไม่กิน แต่เมื่อลี่หรงทำเกี๊ยวร้อน ๆ เสร็จ เขาก็วิ่งมาทันที
ลี่หรงเทจิ๊กโฉ่วให้เขาหนึ่งถ้วย “กินให้อิ่มเลยนะคะ บนรถไฟไม่มีอะไรให้กิน ที่บ้านยังมีคุกกี้เหลืออยู่บ้าง ฉันใส่ไว้ในกระเป๋าของคุณแล้วค่ะ”
แล้วก็ยังมีซาลาเปานึ่งสองสามลูก ลี่หรงนำมานึ่งจนนิ่ม แล้วเก็บทั้งหมดให้จ้าวชิงซงนำไปกิน “คราวนี้คุณจะไปเมือง G ทางใต้ใช่ไหมคะ? ที่นั่นอยู่ห่างไกลเหลือเกิน มันไกลจากเมืองหลวงมาก ไม่รู้ว่าต้องนั่งรถไฟกี่วัน ถ้าอย่างนั้นฉันจะล้างแอปเปิลให้คุณเอาไปกินบนรถไฟด้วยนะคะ”
จ้าวชิงซงเห็นเธอต้องทำงานยุ่งเพราะเป็นห่วงเรื่องการเดินทางของเขา ก็พลันรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา แต่เขาก็ยังพูดว่า “ไม่ต้องวุ่นวายเกินไปเลยครับ ผู้ชายที่โตแล้วกินข้าววันละสองมื้อ ไม่หิวตายหรอกครับ แถมตอนนี้สามีของคุณก็รวยมีเงินจ่ายค่าอาหาร แล้วคุณยังกังวลว่าผมจะหิวอีกเหรอครับ?”
“คุณอาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้นี่คะ”
เนื่องจากมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับ ชั้นเรียนในวันนี้จึงถูกระงับชั่วคราว หมายความว่าวันนี้ไม่มีเรียนนั่นเอง
วันนี้ลี่หรงต้องขึ้นแสดงละคร ดังนั้นเธอจะไปเฉพาะช่วงบ่ายเท่านั้น ไม่ได้ไปตอนเช้า เมื่อจ้าวชิงซงออกไปแล้ว ลี่หรงก็หาว แล้วเดินกลับไปงีบหลับในห้องต่อ
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เกือบสิบโมง แม่จ้าวกับอันอันกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว
อันอันกำลังเล่นอยู่ในลานบ้าน เมื่อเห็นลี่หรงก็วิ่งเข้ามาหา “แม่”
“ไงจ้ะ” ลี่หรงยิ้ม “ลูกกินข้าวหรือยัง?”
“กินแล้วครับ! กินเกี๊ยว!”
แม่จ้าวเดินเข้ามาพูดว่า “เมื่อเช้าแม่ได้ยินเสียงกุกกักในครัว พอตื่นขึ้นมาก็เห็นเกี๊ยวดิบอยู่ในครัว พอคิดดูแล้วก็รู้ว่าลูกเป็นคนทำ ทำไมถึงตื่นเช้าขนาดนี้ล่ะจ๊ะ ตื่นมาทำเกี๊ยวก่อนเจ้ารองจะออกไปเหรอ?”
ลี่หรงพยักหน้า “ใช่ค่ะ เห็นเขาบอกว่าจะไปเมือง G ค่ะ”
แม่จ้าวตกใจ “เมือง G เหรอ? มันไกลมากนะ แล้วอีกนานแค่ไหนถึงจะกลับมาล่ะ”
“ยังไม่ทราบเลยค่ะ แม่คะ ช่วงนี้อาจต้องรบกวนแม่มากขึ้นหน่อยนะคะ”
แม่จ้าวโบกมือ “โธ่ รบกวนเรื่องอะไรกัน”
หลังจากกินเกี๊ยวเสร็จแล้ว ลี่หรงก็ไปมหาวิทยาลัย
ก่อนออกไปข้างนอก จู่ ๆ ลี่หรงก็จำได้ว่าตนสามารถพาแม่จ้าวกับอันอันไปมหาวิทยาลัยเพื่อดูการแสดงของเธอได้… และแม้ว่าจะไปไม่ทันได้ดูการแสดงเธอ แต่ก็อาจจะดูการแสดงของคนอื่นได้
ไม่รู้ว่าแม่จ้าวเคยดูการแสดงแบบที่ลี่หรงแสดงมาก่อนหรือไม่ แต่เธอรู้ดีว่าเจ้าตัวเล็กไม่เคยดูมาก่อนแน่นอน
แม่จ้าวถาม “จริงเหรอจ๊ะ? พวกแม่เข้าไปด้วยได้เหรอ?”
“ได้ค่ะ แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ หนูจะแอบหาที่ให้แม่อยู่ดีค่ะ”
เนื่องจากใกล้ถึงเวลาขึ้นแสดงแล้ว ลี่หรงจึงไม่อยู่รอพวกแม่ เพราะต้องรีบไปมหาวิทยาลัยก่อน
เธอได้นัดหมายกับเสิ่นรั่วหนิงและคนอื่น ๆ ในห้องเรียนที่เคยซ้อมการแสดง
หลังจากซ้อมไปอีกสองครั้ง ทุกคนก็ทำได้ดีขึ้นมาก
เมื่อต้องขึ้นเวทีในตอนเย็น ลี่หรงตื่นเต้นและแอบกังวลอยู่เล็กน้อยเช่นกัน
เสื้อผ้าของนักแสดงบนเวทีไม่เหมือนกัน เสิ่นรั่วหนิงได้กล่าวไว้ว่า “นี่คือชีวิตในหอพัก ทุกคนสามารถสวมเสื้อผ้าตามใจตัวเองได้เลย”
ลี่หรงอยากใส่กระโปรง แต่เธอกลัวว่าตอนแสดง จะมีผู้ชมนั่งอยู่ด้านล่างเวทีเยอะ จึงเลือกใส่กระโปรงยาวสีครีมปักลาย ที่ยาวถึงข้อเท้า
เสิ่นรั่วหนิงกับลี่หรงบังเอิญเลือกใส่กระโปรงเหมือนกัน เธอสวมชุดที่เรียบง่ายแต่ก็ยังดูสง่างามอยู่ในที
คนอื่นสวมเสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาว
และยังต้องแต่งหน้าด้วย
เครื่องสำอางในยุคนี้มีน้อยมาก แต่ก็มีครบทั้งหมดที่ควรมี
ไม่รู้ว่าสมาชิกในกลุ่มไปได้ยินมาจากไหน ว่าการแต่งหน้าเพื่อขึ้นแสดงบนเวทีต้องหนามาก เพื่อให้คนดูมองเห็นได้ชัดเจน
จึงมีการแต่งตาหนาเข้ม และทาบลัชออนลงบนใบหน้าจนหนาเตอะ
ใบหน้าแดงราวกับก้นลิง ส่วนเปลือกตาก็ดำทะมึน เห็นแล้วหมดคำจะพูดจริง ๆ