ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 125 แสดงละคร
บทที่ 125 แสดงละคร
“คุณพระ! พวกเธอทำอะไรกันอยู่เนี่ย?”
“แต่งหน้าไง” หลี่ชุนเสวี่ยกำลังทาลิปสติกอยู่หน้ากระจกหันมาตอบ
“ต้องแต่งหนาขนาดนี้เลยเหรอ?” ลี่หรงถามด้วยสีหน้าลำบากใจ “นักศึกษาหญิงแต่งหน้าอ่อนกว่านี้หน่อยจะดีกว่าไหม? มีแต่พวกที่ร้องเพลงและเต้นรำเท่านั้น ที่ควรแต่งหน้าหนาขนาดนี้หรือเปล่า?”
“ก็ว่าอย่างนั้นแหละ แต่ทุกคนต้องขึ้นเวที แต่งหน้าอ่อนเกินไปจะดูไม่สวยเอานะ”
ลี่หรง “ถ้าอย่างนั้นให้ฉันแต่งหน้าให้พวกเธอดีไหม แค่แก้ให้ดีขึ้นเท่านั้น”
เสิ่นรั่วหนิงเดินเข้ามา “ลี่หรงแต่งหน้าเก่งมากเลยนะ แล้วฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะแต่งเองอยู่แล้ว แค่กำลังรอเธออยู่ ถ้าอย่างนั้นมาช่วยแต่งให้ฉันก่อนเถอะ”
“ได้เลย”
ในเวลาเพียงสิบนาที การแต่งหน้าให้เสิ่นรั่วหนิงก็เสร็จสิ้น เมื่อหญิงสาวอีกคนในกลุ่มเห็นเสิ่นรั่วหนิงที่แต่งหน้าเสร็จแล้ว ดวงตาของเธอพลันฉายแววประหลาดใจ “ว้าว! รั่วหนิง เธอสวยมากจริง ๆ! การแต่งหน้าเบา ๆ ก็ทำให้ดูดีได้เหมือนกัน ลี่หรง เธอเก่งมาก ช่วยแต่งให้ฉันด้วยได้ไหม?”
ลี่หรงยิ้ม “ได้สิ แต่เธอต้องล้างที่ปัดแก้มกับที่ทาตาบนหน้าออกก่อนนะ”
“ได้สิ ฉันจะรีบไปล้างออกเดี๋ยวนี้”
ลี่หรงกับเสิ่นรั่วหนิงมองหน้าพลางยิ้มให้กัน จากนั้นก็หันไปเห็นสวี่จิ้งยืนอยู่ใกล้ ๆ สายตาของเธอกำลังมองมาที่ลี่หรง ฉายแววปรารถนาอยู่จาง ๆ
“เอ๊ะ?” ลี่หรงพอจะเดาได้ว่าสวี่จิ้งกำลังคิดอะไรอยู่ เธอรู้นิสัยของอีกฝ่ายดี ดังนั้นจึงพูดก่อนว่า “เธออยากให้ฉันช่วยแต่งหน้าด้วยหรือเปล่า?”
ดูเหมือนสวี่จิ้งจะไม่คาดคิดว่าลี่หรงจะเริ่มพูดเรื่องนี้ก่อน จึงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแทนคำตอบ
“ถ้าอย่างนั้นเธอต้องไปล้างหน้าก่อน” ลี่หรงกะพริบตา
หลี่ชุนเสวี่ย “ฉันก็อยากให้แต่งด้วยเหมือนกัน เดี๋ยวฉันจะรีบไปล้างหน้าเดี๋ยวนี้เลย”
ด้วยลี่หรงต้องช่วยแต่งหน้าให้ทุกคนในกลุ่ม สวี่จิ้งจึงไม่รีบร้อน รอจนกว่าคนอื่นจะแต่งหน้าเสร็จ แล้วเธอถึงนั่งลงตรงหน้าลี่หรง
นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงเห็นหน้าผากกว้างของสวี่จิ้งใกล้ขนาดนี้
สวี่จิ้งมีผิวพรรณที่ดี หากลองเปลี่ยนทรงผม หน้าตาของเธอจะดูดีขึ้นอีกมาก
หลังจากแต่งหน้าให้เธอแล้ว ลี่หรงก็พูดแบบสบาย ๆ ราวกับไม่ได้ตั้งใจ “เธอเคยคิดจะเปลี่ยนทรงผมบ้างไหม? หลับตาลงหน่อย เดี๋ยวฉันจะกรีดอายไลเนอร์ให้”
สวี่จิ้งหลับตา พลันรู้สึกถึงมือของลี่หรงกำลังขยับไปที่ดวงตาของเธอ
สวี่จิ้งเองก็เคยคิดจะเปลี่ยนทรงผมเหมือนกัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพราะเธอต้องการยืดผมหน้าม้าแบบคนอื่น ๆ แต่มันกลับทำให้ดูแย่กว่าเดิม นับตั้งแต่ถูกหัวเราะเยาะเพราะเปลี่ยนทรงผมในครั้งนั้น หลังจากโตขึ้น เธอก็ไม่เคยเปลี่ยนทรงผมอีกเลย
เพียงแต่เธอไม่เข้าใจว่า ในเมื่อเธอเปลี่ยนไปไว้ทรงผมแบบเดิมแล้ว ทำไมยังต้องถูกหัวเราะเยาะอยู่อีก
เธอนึกถึงความทรงจำอันเลวร้าย แล้วตอบด้วยเสียงแผ่วเบากว่าเดิม “เคยคิดแล้ว แต่พอเปลี่ยนก็ดูไม่ดีเลย”
“หืม?” ลี่หรงกำลังแต่งตาและเขียนคิ้วให้อีกฝ่ายอยู่ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของสวี่จิ้ง ลี่หรงพลันหยุดแต่งหน้าทันที “หากเธอยอมเชื่อฉัน ให้ฉันตัดผมให้ดีไหม? ไม่แน่ใจว่าเธอจะชอบหรือเปล่า แต่ฉันสัญญาว่ามันจะดูดีกว่าทรงผมของเธอในตอนนี้แน่นอน”
“ช่างเถอะ มัดรวบให้ฉันไปเลยดีกว่า”
“ได้” ลี่หรงเคารพการตัดสินใจของเธอ แล้วเริ่มเขียนคิ้วต่อ
“เธอจะช่วยฉันได้จริงเหรอ?” จู่ ๆ สวี่จิ้งก็พูดขึ้น
ลี่หรงยิ้ม พลางวางดินสอเขียนคิ้วลงบนโต๊ะ “ต้องได้สิ”
สวี่จิ้งแกะยางมัดผมของเธอออก แล้วหวีให้เรียบ
ลี่หรงหยิบหวีมาหวีผมที่ปรกหน้าผากของเธอไปมา จากนั้นแบ่งผมออกเป็นช่อ แล้วพูดว่า “หน้าผากของเธอสูงและกว้างมาก การตัดผมหน้าม้าจะช่วยบังได้”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่เอา…” สวี่จิ้งปฏิเสธ “เธออย่าตัดผมหน้าม้าตรงนะ เพราะมันจะหนามาก และทำให้ฉันดูเหมือนเป็นคนบื้ออีก”
“เธอเคยไว้ผมหน้าม้ามาก่อนเหรอ?” ลี่หรงพอจะเดาได้ เมื่อเห็นสีหน้าไม่สบายใจของสวี่จิ้ง เธอจึงไม่ได้ถามรายละเอียด “ที่มันหนาเพราะแบ่งผมมาตัดเป็นหน้าม้าเยอะเกินไป เดี๋ยวฉันจะตัดผมหน้าม้าให้เธอดู แต่ไม่ได้ตัดผมหน้าม้าตรงแบบนั้นหรอกนะ”
“ที่เขาเรียกกันว่า ผมหน้าม้าปัดข้าง เธอรู้จักไหม?” ลี่หรงกล่าวต่อ “ตรงกลางควรจะตัดเรียบกว่านี้ แล้วผมด้านข้างก็ควรปัดมาแบบนี้ นี่เรียกว่าผมหน้าม้าปัดข้าง พอตัดเสร็จเดี๋ยวเธอก็รู้เอง”
ลี่หรงใช้มือจับปอยผมของอีกฝ่ายขึ้นมา จากนั้นตัดออกเพียงสองถึงสามนิ้ว เสร็จแล้วก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ
หลี่ชุนเสวี่ยที่อยู่ข้าง ๆ ตกตะลึง “โอ้! นี่ใช่สวี่จิ้งหรือเปล่าเนี่ย?”
ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ
ด้วยสวี่จิ้งเองก็ไม่อยากเชื่อสายตาเท่าใดนัก ว่าหญิงสาวในกระจกนั้นคือตัวเธอเอง
ลี่หรงกันคิ้วให้สวี่จิ้ง แล้วเขียนใหม่ให้ดูอ่อนโยนมากขึ้น การเปลี่ยนทรงผมและการแต่งหน้าที่ดี ทำให้สวี่จิ้งดูไม่เหมือนคณบดีหญิงอีกต่อไปแล้ว
สวี่จิ้งมองดูรูปลักษณ์ที่ไม่คุ้นเคยของตัวเองในกระจกอยู่นาน
หลังจากเสร็จสิ้น ลี่หรงก็เดินไปยังทางเข้าหอประชุม แล้วหันไปเห็นแม่จ้าวกับอันอันพอดี
“แม่คะ ทำไมถึงไม่เข้าไปล่ะคะ?”
แม่จ้าวตอบว่า “เห็นมีแต่คนหนุ่มสาวเข้าไป เลยไม่รู้ว่าพวกแม่จะเข้าไปได้ไหมน่ะสิจ๊ะ”
“เข้าได้สิคะ มาทางนี้เลยค่ะ เดี๋ยวหนูจะพาเข้าไปเอง”
ลี่หรงพาอันอันกับแม่สามีเข้าไปในหอประชุม แล้วพาไปนั่งด้านหน้าเวที “นั่งตรงนี้นะคะ ถ้าอยากไปห้องน้ำ ออกไปที่ประตูนั้นได้เลยค่ะ …”
ลี่หรงบอกทางให้พวกแม่ ก่อนจะเดินออกไปหลังจากอธิบายเสร็จ
ลี่หรงนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันกลับมานั่งยอง ๆ ตรงหน้าลูกชาย “ถ้าเห็นแม่แล้วอย่าตะโกนเสียงดังเกินไปนะ มันจะรบกวนคนอื่นจ้ะ”
อันอันปิดปากตัวเอง แล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “… ครับ”
บนเวทีมีผ้าม่าน หลอดไฟอีกสองสามดวงห้อยลงมาจากด้านบนและด้านข้าง ส่วนไฟหลักอยู่ตรงกลางเวที
ในหอประชุมขนาดใหญ่ มีไฟที่ถูกเปิดไว้อย่างสลัว ๆ เพียงไม่กี่ดวงแขวนอยู่ด้านข้าง จนแทบมองไม่เห็นที่นั่ง
งานเลี้ยงเริ่มตรงเวลา
เมื่อนักศึกษาที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรขึ้นไปยืนอยู่กลางเวที
ไฟด้านล่างก็พลันดับลงทันที โดยไม่สนว่าใครจะหาที่นั่งได้แล้วหรือไม่ก็ตาม
ทันทีที่ไฟดับ เสียงจอแจในหอประชุมก็ค่อย ๆ เงียบลง ทุกคนต่างหยุดพูดหรือพยายามลดเสียง เมื่อต้องสื่อสารกับเพื่อน
พิธีกรบนเวทีกล่าวเปิดงานอย่างตื่นเต้น นี่ถือเป็นงานเลี้ยงต้อนรับครั้งแรก และจะจัดขึ้นเพียงปีละครั้งเท่านั้น
พิธีกรเป็นนักศึกษาปีเจ็ดเจ็ด ถ้อยคำที่เขาพูดนั้นชวนให้ซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก…
การแสดงแรกเป็นการแสดงขับร้องประสานเสียง ที่นำเสนอโดยนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมปีเจ็ดเจ็ด
ในคณะสถาปัตยกรรมมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง พวกเขาจึงเลือกร้องเพลงที่มีพลังอย่าง ‘บทเพลงแห่งแม่น้ำเหลือง’
ส่วนพวกลี่หรงจับฉลากได้ขึ้นแสดงเป็นลำดับกลาง ๆ
ก่อนจะถึงตาพวกเธอขึ้นแสดง ก็มีการแสดงของชั้นเรียนอื่น ที่มีทั้งการร้องเพลงและการเต้นรำ กระทั่งการเต้นระบำดำนาแบบพื้นบ้านอีกด้วย
เมื่อนักศึกษาสวมชุดที่ตัดมาโดยเฉพาะ พลางเต้นระบำโยกย้ายส่ายเอว ขณะร้องเพลงเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยว ผู้ชมก็ดูด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน
พวกลี่หรงที่กำลังรอขึ้นแสดงละคร ต่างก็เฝ้าดูจากด้านข้างเวทีอย่างใกล้ชิด
การแสดงต่อไปคือละครตลกเรื่องสั้นของพวกลี่หรง
เมื่อม่านถูกปิดลง หัวหน้าฝ่ายกิจวัตรสวีเหยียน ได้พาเพื่อนร่วมชั้นผู้ชายหลายคนมาช่วยจัดฉาก
เมื่อม่านเปิดออก ผู้ชมก็เห็นฉากจำลองภายในหอพัก
มีเตียงสองชั้นสามเตียงและโต๊ะสามตัว
สวี่จิ้งและหญิงสาวอีกคนกำลังนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงชั้นบน
หลี่ชุนเสวี่ยนั่งเย็บผ้าอยู่บนเตียง
เสิ่นรั่วหนิงนั่งส่องกระจกอยู่บนเก้าอี้
ลี่หรงกำลังแขวนเสื้อผ้า
และหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังนั่งยอง ๆ ซักผ้าอยู่หน้ากะละมัง
……………………………………………………………………………………………………………………..
4R9HYTV1