ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 127 เขากลับมาแล้ว
บทที่ 127 เขากลับมาแล้ว
เสิ่นรั่วหนิงสนใจเรื่องการเลือกหัวข้อของลี่หรง วันหนึ่งจึงถามอีกฝ่ายขณะที่อยู่ด้วยกันตามลำพังตอนกินข้าวกลางวันในโรงอาหาร
ลี่หรงไม่ได้ปิดบัง เมื่อตอบตามตรงแล้วจึงถามกลับบ้าง “ฉันวางแผนผลิตสินค้าเกษตร แล้วเธอล่ะ?”
“ยังคิดไม่ออกเลย” เสิ่นรั่วหนิงกล่าว “ฉันอยากทำผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศเราตอนนี้คือครีม ความจริงแล้วยังมีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอื่น ๆ ที่ใช้ได้ผลจริงมากมายจากต่างประเทศ ถ้านำเข้ามาได้ คนจีนจะต้องชอบแน่นอนเลยล่ะ”
ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ถูกนำเข้าในยุคต่อมา จะได้รับความนิยมในประเทศเป็นเวลานาน และช่วงหนึ่ง การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวนำเข้าก็จะกลายเป็นกระแสนิยมของคนยุคนั้น
คาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นรั่วหนิงจะสามารถมองการณ์ไกลได้ขนาดนี้
แต่จะต้องใช้เวลาอีกสักสองสามปี กว่าธุรกิจการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจะค่อย ๆ ทยอยเปิดตัว
ตอนนี้ยังเป็นไปไม่ได้
สาเหตุประการแรก เพราะมีเพียงคนจำนวนหนึ่งในประเทศจีน ที่สามารถซื้อสินค้านำเข้าได้ ประการที่สองคือเงื่อนไขทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงเกินไป
และแน่นอนเมื่อเธอบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ก็หมายความว่าการนำเข้าและการขายเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน แต่นั่นไม่ได้รวมไปถึงการวางแผนของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
ปัจจุบันต้นทุนการค้านำเข้าและส่งออกยังคงสูงอยู่
นั่นคือแผนการอยู่แล้ว
ยิ่งคนโดดเด่นมากเท่าใด แผนการก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น
“ฉันว่าเครื่องสำอางบำรุงผิวก็ดีนะ มีคนในเมืองหลวงหลายคนที่มีกำลังซื้อ เมื่อตลาดเครื่องสำอางบำรุงผิวเปิด ก็จะเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่เมืองหลวง” ลี่หรงหยุดพูดชั่วคราว แล้วพูดต่อว่า “ถึงเครื่องสำอางจากต่างประเทศจะดี แต่สินค้าในประเทศของเราเองก็มีดีไม่แพ้กัน และยังสามารถผลิตครีมบำรุงผิวเพื่อส่งออกได้อีกด้วย ที่สำคัญคือเธออยู่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว และลิปสติกส่วนใหญ่ผลิตที่เมือง S ที่อยู่ใกล้กับเมืองหลวงมาก จะยิ่งทำให้ค่าขนส่งสินค้าลดลงไปได้มากเลยล่ะ”
“ใช่เลย!” ดวงตาของเสิ่นรั่วหนิงเป็นประกายขึ้น “ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าครีมของเราก็ไม่ได้แย่เหมือนกัน! ขอบคุณนะ ฉันรู้วิธีเขียนแผนแล้ว!”
ลี่หรงยินดี “ตอนนี้เธอสามารถเขียนอะไรก็ได้ตามใจต้องการเลย เพราะมันเป็นแค่แผนเท่านั้น”
…
เนื่องจากข้อจำกัดของยุคสมัย จึงไม่สามารถพิมพ์แผนได้ เพราะไม่มีคอมพิวเตอร์ ลี่หรงจึงต้องเขียนทุกคำด้วยลายมือ ประโยคต่อประโยค และร่างแผนทั้งหมดด้วยปากกาและไม้บรรทัด
เป็นเวลาเจ็ดหรือแปดวันติดต่อกัน จิตใจของลี่หรงยุ่งอยู่กับแผนโครงการสำหรับการแข่งขันทักษะ นอกเหนือจากการเข้าเรียน
ในวันที่ภารกิจเสร็จสิ้น จ้าวชิงซงก็กลับมาแล้ว
เขากับลี่รุ่ยจือต่างกลับมาพร้อมถุงใบใหญ่
ไม่ได้เจอสามีนานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว จ้าวชิงซงผอมลงและมีผิวคล้ำขึ้น ทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มดูคมเข้มยิ่งกว่าเดิม
อาจเป็นเพราะข่าวดี ใบหน้าของเขาจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ยังคงเห็นความเหนื่อยล้าได้จากแววตาของเขา
หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าเขาเดินทางไปที่ไหนบ้าง อาจต้องนอนกลางดิน กินกลางทรายเป็นแน่ ลี่หรงเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าของเขา แล้วพูดด้วยความลำบากใจ “เหนื่อยไหมคะ คุณดูเหมือนจะน้ำหนักลดแล้วนะคะ”
จ้าวชิงซงดึงมือของลี่หรงมากุมไว้ด้วยสายตาอ่อนโยน “ถุงหนักมากครับ ให้ผมถือเองเถอะ ผมเอาของดีในเมือง G มาฝากคุณเต็มเลย เข้าไปในบ้านกันก่อนเถอะครับ”
“คุณกลับเข้าบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะเอาบะหมี่มาให้นะคะ”
“เสี่ยวหรง สนใจมองแต่สามีของน้องเท่านั้นเหรอ ไม่เห็นเหรอว่าพี่สามของน้องก็น้ำหนักลดลงเหมือนกันน่ะ?”
ลี่หรงเหลือบมองเขา “เห็นแล้วค่ะ แต่พี่ไม่เห็นดูผอมลงเลยนะคะ”
“… ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พี่สามของน้องก็อยากกินบะหมี่เหมือนกันนะ”
ลี่หรงพูดด้วยความหมั่นไส้ “ขาดของพี่ไม่ได้อยู่แล้วล่ะค่ะ แต่นั่งรอก่อนเถอะนะคะ”
ไม่นานหลังจากนั้น บะหมี่ก็ถูกยกมาวาง ชายทั้งสองก็เริ่มกินบะหมี่อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าพวกเขาไม่ได้กินอิ่มมาเป็นเวลานานแล้ว
ลี่หรงขอให้พวกเขากินช้าลง แต่เธอกลัวว่าเขาจะไม่อิ่ม จึงไปตักขาหมูพะโล้ที่เหลืออยู่ในหม้อมาเพิ่มให้
“ตลาดทางใต้เป็นยังไงบ้างคะ?” ลี่หรงถาม
ลี่รุ่ยจือเริ่มพูด “อิสรเสรีมากเลยล่ะ นโยบายระดับชาติกำลังถูกนำร่องในเมือง G เป็นแนวคิดเสรีนิยม ช่วยส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการที่เป็นอิสระและการค้าเสรี คนพวกนั้นฉลาดมาก พวกเขานั่งจับจองที่ดิน เพื่อเปิดร้านค้าและติดป้ายโฆษณา ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋วด้วย!”
จ้าวชิงซงอดเล่าไม่ได้ “พวกเราได้ไปเมืองหยางที่มีสินค้ามากมาย แล้วก็ได้ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติด้วย มีสินค้าจากต่างประเทศเยอะมาก ผมเลยเอามาฝากคุณเยอะเลยครับ”
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว จ้าวชิงซงก็หยิบกระเป๋าออกมาเปิด
มีเครื่องสำอางมากมายอยู่ด้านบน เขาหยิบส่งให้ลี่หรง “ของพวกนี้ซื้อที่เมืองหยาง พนักงานขายบอกว่าของเหล่านี้ใช้ได้ดีมาก ผมเลยซื้อมาให้คุณใช้บำรุงผิวครับ”
ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะ “ผมไม่ค่อยมีความรู้เท่าไหร่ ก็เลยอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก รู้แค่ว่าเอาไว้บำรุงผิวเท่านั้นแหละครับ”
ลี่หรงอ่านข้อความบนกระปุก “ฉันเองก็อ่านไม่ออกเหมือนกันค่ะ ส่วนนี่เป็นภาษาเยอรมัน ไม่ใช่ภาษาอังกฤษนะคะ”
จ้าวชิงซงยิ้มอย่างเขินอาย ลูบผมตัวเองก่อนพูดว่า “ไม่รู้สิครับ ตัวหนังสือต่างประเทศก็ดูเหมือนกันหมด”
ลี่หรงไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เธอก็ไม่ได้ซักไซ้ เพียงแค่ยิ้มและไม่ได้พูดต่อ
ลี่รุ่ยจือรู้สึกน้อยใจ ที่ลี่หรงผู้เป็นน้องสาวไม่ตื๊อเขาเหมือนเดิม เขาเองก็ซื้อลิปสติกหลายแท่งมาฝากลี่หรงเช่นกัน “ของนี้ว่ากันว่ามาจากฝรั่งเศส น้องลองดูสิว่าจะใช้ดีไหม พี่เห็นผู้หญิงในเมืองหยางทามันลงบนริมฝีปากกัน ทำให้ปากเป็นสีแดงสดเลยนะ”
ความจริงแล้วมาจากตระกูล Y ต่างหาก
ลี่หรงยิ้มกว้าง “ขอบคุณค่ะพี่สาม”
ลี่รุ่ยจือถอนหายใจ “ทีตอนนี้ไม่ลืมเรียกพี่สามแล้วนะ”
“อันอันก็อยากได้เหมือนกันครับ” เด็กน้อยยืนอยู่ข้าง ๆ เฝ้ามองอย่างกระตือรือร้น ขณะที่พ่อกับลุงนำของฝากมาให้แม่ แต่เขายังไม่ได้บ้างเลย
อันอันรู้สึกเสียใจ
“ลุงจะลืมหลานได้ยังไงล่ะ?” ลี่รุ่ยจือหยิบกล่องใบใหญ่ออกมามอบให้เด็กน้อย “มันเป็นของเล่นจากต่างประเทศ หลานลองดูสิว่ามันจะสนุกไหม”
อันอันถือกล่องใบใหญ่ แล้วนั่งลงบนพรมในห้องนั่งเล่น โดยมีแม่จ้าวนำกรรไกรเล่มหนึ่งเข้ามาช่วยแกะกล่อง
อันอันลุกขึ้นจากพรมอีกครั้ง ราวกับว่าเขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงวิ่งไปกอดต้นขาของจ้าวชิงซง “พ่อครับ ของอันอันอยู่ไหนครับ?”
“หือ? พ่อคิดว่าลูกจะอยากได้แค่ของลุงซะแล้ว” สิ่งที่จ้าวชิงซงซื้อให้เขาก็เป็นของเล่นเช่นกัน แต่อยู่ข้างในกล่องเหล็ก
อันอันหัวเราะคิกคัก “ผมอยากได้ของพ่อเหมือนกันครับ”
เด็กน้อยคว้าของเล่น แล้ววิ่งหนีไป
ลี่หรงวางครีมบำรุงผิวหน้าและลิปสติกไว้ แล้วเปิดกระเป๋าของจ้าวชิงซงออกดู
กระเป๋าที่เขาแบกกลับมานั้นหนักมาก ลี่หรงเปิดออกแล้วเห็นนาฬิกาหลายเรือน อย่างน้อยก็หลายสิบเรือน เธอถามด้วยความแปลกใจว่า “ทำไมถึงซื้อมาเยอะขนาดนี้ล่ะคะ?”
“ซื้อมาขายไปครับ เป็นของราคาแพงน่ะครับ นาฬิกาเรือนนี้นำเข้าจากประเทศ R ใช้ดีกว่าเมือง S ทั้งไม่จำกัดการซื้อด้วย แค่มีเงินจะทำอะไรก็ได้ครับ” จ้าวชิงซงยิ้ม “ด้วยความที่ต้องใช้เวลาเดินทางไกล ผมเลยเอาของที่มีมูลค่าสูงมาแทน ยังมีของดีอื่น ๆ อีกเยอะเลย แต่ผมไม่สามารถเอากลับมาได้เยอะขนาดนั้นครับ”
ลี่หรงพยักหน้า แล้วถามลี่รุ่ยจือ “ในกระเป๋าใบใหญ่ของพี่ ไม่ใช่ว่าเป็นนาฬิกาเหมือนกันเหรอคะ?”
“ก็เกือบจะเหมือนกันนั่นแหละ แค่ไม่เยอะขนาดนั้น” ลี่รุ่ยจือกล่าว “เงินทั้งหมดนั่นพี่ยืมมาจากน้องเขย แล้วจะจ่ายคืนเมื่อขายของได้น่ะ”
ลี่หรงกะพริบตา “ไม่จำเป็นต้องบอกฉันหรอกค่ะ ไม่ใช่ยืมฉันซะหน่อย ถ้าเขาเต็มใจให้พี่ยืม พี่ก็ยืมไปเถอะค่ะ”
ลี่รุ่ยจือ “ฮ่า ๆ เขาเป็นน้องเขยที่ดีจริง ๆ”
จ้าวชิงซงดูภูมิใจเล็กน้อย เมื่อได้ยินี่ชายสามเรียกตนว่าน้องเขย
“พี่สามอยู่กินข้าวเย็นที่บ้านคืนนี้ก่อนนะคะ ทั้งสองไปพักผ่อนกันได้แล้ว เดี๋ยวฉันจะทำกับข้าวรอ แล้วจะไปปลุกพวกพี่ให้ลุกมากินข้าวเองค่ะ”
จ้าวชิงซงหยิบกระเป๋าใบใหญ่อีกใบออกมา แล้วพูดว่า “นี่เป็นเสื้อกันหนาวที่ผมซื้อมาให้คุณครับ ทำจากผ้ากำมะหยี่เนื้อดี ผมว่ามันดูดีมากเลยครับ อีกสักพักในเมืองหลวงคงจะหนาวแล้ว คุณจะได้มีไว้ใส่ทันพอดี”
ชายหนุ่มมักจะนึกถึงครั้งแรกที่เขากับเธอได้ฉลองปีใหม่ด้วยกัน เสื้อขนสัตว์สีแดงสดที่ลี่หรงทำเอง ทำให้เธอดูสวยมากเมื่อสวมใส่
เขาจะจดจำความงดงามอันน่าหลงใหลในตอนนั้นตลอดไป