ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 128 ร้านค้า
บทที่ 128 ร้านค้า
หลังจากส่งแผนงานสุดท้ายในการแข่งขันทักษะแล้ว ลี่หรงก็มีเวลาว่าง
ส่วนจ้าวชิงซงยังคงยุ่งอยู่กับการขายนาฬิกา เพื่อทำเป็นเงินในธุรกิจที่ใหญ่กว่า
วันนี้ลี่หรงกับเสิ่นรั่วหนิงนัดไปเดินซื้อของด้วยกัน เธอตื่นขึ้นมาอาบน้ำ กินข้าว แต่งหน้า แล้วเปลี่ยนชุดเป็นชุดสีเหลืองสดใสก่อนออกไปข้างนอก
ขี่จักรยานไปร้านสหกรณ์ อ๋อ! ไม่ ไม่ใช่ร้านสหกรณ์
ลี่หรงกับเสิ่นรั่วหนิงนัดกันไปที่ร้านค้าเปิดใหม่ต่างหาก
เสียงโฆษณาในร้านดังมาก และร้านนี้รับเพียงเงินสด ไม่ต้องใช้ตั๋ว
เมื่อนโยบายทางการค้าของภาคใต้เริ่มเปิดกว้าง ในเมืองหลวงก็เริ่มเปิดแล้วเช่นกัน
ทันทีที่นโยบายถูกประกาศออกมา คนเหล่านั้นก็ไปจับจองร้านค้ากันอย่างเร่งรีบ เตรียมจะใช้เพื่อทำธุรกิจ
แน่นอนว่าเหล่าคนพวกนั้นคือคนที่กล้าเสี่ยงทำธุรกิจอย่างแน่นอน
พวกขี้กังวลคิดมาก ทำได้เพียงเฝ้าดู
ดังนั้น จึงทำได้เพียงเข้าไปเดินดูของในร้านค้าที่เปิดใหม่หลายร้านเท่านั้น
ถึงตอนนั้นคงทำได้เพียงตีอกชกหัวตัวเองที่ไม่คว้าโอกาสนี้ไว้
แต่หลังจากที่แนวโน้มนี้ได้รับการยืนยัน คลื่นของผู้ประกอบการก็เริ่มเข้ามาในตลาด
เมื่อลี่หรงไปที่บ้านตระกูลเสิ่น เพื่อไปงานฉลองวันเกิดของเสิ่นรั่วหนิงเป็นครั้งแรก เธอยังคิดที่จะเช่าร้านค้าในเมืองหลวงด้วย
แต่เนื่องจากมีหลายเรื่องเกิดขึ้นในภายหลัง เธอจึงเก็บความคิดนี้ไว้ก่อน ตอนนี้จึงค่อนข้างสายไปแล้ว
วันนี้เสิ่นรั่วหนิงแต่งตัวด้วยชุดสไตล์ตะวันตก สวมกระโปรงสีชมพูและถุงน่องลูกไม้สีขาว
ลี่หรงเหลือบมองลิปสติกบนริมฝีปากของเธอ แล้วพูดด้วยสีหน้ามีเลศนัย “ลิปสติกนี้สีสวยดีนะ ซื้อมาจากไหนเหรอ?”
ดวงตาของเสิ่นรั่วหนิงเป็นประกาย เธอมองลี่หรงแล้วถามกลับแทนที่จะตอบ “ดูดีใช่ไหมล่ะ?”
“ดูดีสิ” ลี่หรงยิ้ม “ดูคุ้นมากเลย เธอจะตอบเองหรือจะให้ฉันแฉดีล่ะ?”
เสิ่นรั่วหนิงทำหน้ามุ่ยมองเธอ “…ฉันบอกก็ได้ พี่สามของเธอเอามาฝาก”
“อืม!” สายตาของลี่หรงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พี่สามของฉันเหรอ? ทำไมเขาถึงเอาของฝากให้เธอล่ะ?”
เมื่อเห็นใบหน้าของเสิ่นรั่วหนิงเริ่มแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ ลี่หรงก็นึกสนุกมากขึ้น “พวกเธอไปเจอกันลับหลังฉันเมื่อไหร่?”
เสิ่นรั่วหนิงกระทืบเท้า “โอ๊ย อย่าถามเลย มันเขินนะ”
ลี่หรงจูงอันอันเดินตามไปข้างหลัง แล้วยิ้มไม่หยุด “เธอยังเขินอายอยู่อีกเหรอ ฉันยังจำคืนที่พี่สามไปส่งพวกเรากลับบ้านได้อยู่เลย เธอเอาแต่ถามเขาอยู่นั่นแหละ”
เธอจงใจบีบเสียงเลียนแบบน้ำเสียงของเสิ่นรั่วหนิงในตอนนั้น ขณะพูดว่า “ชื่อของฉันเพราะหรือเปล่าคะ?”
“ลี่หรง!” เสิ่นรั่วหนิงตะโกน
สักพักเสิ่นรั่วหนิงก็ถามว่า “ตอนนั้นฉันพูดบีบเสียงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ลี่หรง “จะไม่ใช่ได้ยังไง? บีบยิ่งกว่านี้เสียอีก ตอนเธอบอกว่า ‘เพราะหรือเปล่าคะ’?”
“โอ๊ย ห้ามพูดอีกนะ!”
ลี่หรงอดไม่ได้ที่จะสงสัย “ทำไมพวกเธอถึงแอบไปเจอกันลับหลังฉันล่ะ? แถมยังให้ลิปสติกกันด้วย ถ้าฉันเดาถูก มันน่าจะมาจากตระกูล Y ใช่ไหม? เธอสองคนพัฒนากันไปไกลแค่ไหนแล้ว? ฉันควรเปลี่ยนไปเรียกเธอว่าพี่สะใภ้สามไหมเนี่ย?”
“อืม~ คงอีกนานแหละ” เสิ่นรั่วหนิงยิ้มอย่างเขินอาย ความสุขไม่อาจซ่อนเร้นในดวงตาของเธอได้ “แน่นอนว่าถ้าเธอเรียกฉันว่าพี่สะใภ้สาม ฉันก็จะไม่ขัดหรอก”
“อันอัน เรียกป้าหน่อยสิจ๊ะ”
“เธอนี่สุดยอดจริง ๆ” ลี่หรงคลี่ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้
เสิ่นรั่วหนิงไม่สนใจเธอ ยังคงเกลี้ยกล่อมเจ้าตัวน้อย เค้กที่เธอซื้อมาจากแผงขายขนมจะมีประโยชน์ก็ตอนนี้ เธอนำเค้กหอมหมื่นลี้หอมหวานชิ้นหนึ่ง มาป้อนให้อันอัน “เรียกป้าแล้วจะได้กินเค้ก…”
“คุณป้า!”
“ฮ่า ๆ!” เสิ่นรั่วหนิงมีความสุขมาก
ลี่หรงมองเธออย่างช่วยไม่ได้ แต่เธอก็หวังว่าเสิ่นรั่วหนิงกับพี่ชายสามของเธอจะลงเอยกันได้ด้วยดี
“ว้าว! นี่มันสวยมาก!” เสิ่นรั่วหนิงคว้าเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง แล้วนำไปให้ลี่หรงดู “ดูคลาสสิกมาก”
มันเป็นต่างหูเงินฉลุคู่หนึ่ง
“อืม ดูย้อนยุคมาก แต่อันนี้เหมาะกับเธอมากกว่า” ลี่หรงส่งสร้อยหินโมราสีแดงประดับเพชรให้เธอ
บุคลิกของเสิ่นรั่วหนิงนั้นค่อนข้างโฉบเฉี่ยว และรูปร่างหน้าตาของเธอไม่ค่อยเข้ากับต่างหูเงินอันหรูหราเช่นนั้น
หินโมราเหมาะกับเธอมากกว่า
“เฮ้ นี่ก็สวยเหมือนกัน” เสิ่นรั่วหนิงวางต่างหูเงินในมือลง แล้วหยิบสร้อยหินโมราสีแดงขึ้นมา
“ใช่ มันจะสวยเป็นพิเศษ ถ้าใส่ตอนสวมเสื้อกันหนาวตอนที่อากาศหนาว”
“ซื้อเลย” เสิ่นรั่วหนิงโบกมือ “ถ้าชอบก็ซื้อเลย”
ทั้งสองคนซื้อของมากมาย เสิ่นรั่วหนิงเป็นคนที่สนุกกับการซื้อมากที่สุด อาจเป็นเพราะถูกเรียกว่า “คุณป้า” จึงทำให้ร่าเริงมาก ในไม่ช้าเธอก็สอนให้เด็กน้อยเรียกเธอแบบนี้ตลอด
อันอันถูกสอนหลายครั้ง จนสงสัยว่าทำไมเขาถึงไม่ควรเรียกเธอว่า ‘พี่สาวรั่วหนิง’ แต่ให้เรียกว่า ‘ป้าสะใภ้’ แทน เขาจำได้ว่าเขาเรียกแม่ของลูกพี่ลูกน้องว่าป้า
แต่ ‘พี่สาวรั่วหนิง’ ไม่ได้เป็นแม่ของลูกพี่ลูกน้องเขา
ในหัวเล็ก ๆ ของอันอันเต็มไปด้วยความสงสัย
แต่ต่อมาเขาก็เรียกเสิ่นรั่วหนิงว่า ‘คุณป้า’ อย่างชาญฉลาด
เขาพบว่าพี่สาวรั่วหนิงมีความสุขเป็นพิเศษ เมื่อถูกเรียกว่า ‘คุณป้า’
อันอันได้รับขนมอร่อยมากมาย เพราะความพึงพอใจของ ‘คุณป้า!’
หลังจากกลับมาถึงบ้านก็อิ่มพอดี อันอันก็รู้สึกมีความสุขพอ ๆ กับเสิ่นรั่วหนิงที่ถูกเรียกว่าป้า
ในที่สุดลี่หรงก็ถามว่า “เธอชอบพี่ชายสามของฉันจริง ๆ เหรอ?”
“เธอยังดูไม่ออกอีกเหรอ? เธอเคยเห็นฉันกระตือรือร้นเข้าหาผู้ชายคนอื่นบ้างไหมล่ะ?”
“นั่นก็จริง” ลี่หรงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “แต่ให้ฉันบอกเธอก่อน ด้านหนึ่งมีพี่สาม อีกด้านหนึ่งมีเธออยู่ พวกเธอสองคนมีความสำคัญมากสำหรับฉัน ถ้าสามารถอยู่ด้วยกันได้ดี ทุกคนคงจะมีความสุข แต่ถ้าไม่…”
“อ๊ะ” เสิ่นรั่วหนิงขมวดคิ้ว “ถ้าเธอหวังในตัวฉัน บางทีปีหน้ารุ่ยจือกับฉันอาจจะได้จดทะเบียนกันแล้ว”
“โอ้โห…” ลี่หรงเดินตามไป “รุ่ยจือเหรอ?”
ร้านค้าที่เพิ่งเปิดมีผู้คนเข้าไปจับจ่ายใช้สอยกันเป็นจำนวนมาก ร้านอาหารก็รสชาติไม่เลว และร้านขายของใช้ในชีวิตประจำวันและเสื้อผ้าสวย ๆ ก็หนาแน่นมาก
พวกลี่หรงเดินไปจนทั่ว เมื่อรู้แล้วว่าร้านค้าใหม่มีลักษณะอย่างไร ความสนใจของพวกเธอจึงค่อย ๆ น้อยลง
แต่ก็ซื้อของมาไม่น้อยเลย
ขากลับเสิ่นรั่วหนิงกังวลว่าลี่หรงจะแบกของพร้อมกับขี่จักรยานพาลูกน้อยกลับ เธอจึงเสนอว่าจะไปส่งลี่หรงกับลูกกลับบ้าน
ลี่หรงปฏิเสธ “ฉันไม่ได้ซื้อของเยอะ ขี่จักรยานกลับเองได้อยู่ แล้วก็ถ้าฉันนั่งรถกลับกับเธอ แล้วฉันจะทำยังไงกับจักรยานของฉันล่ะ?”
“งั้นก็ได้”
…
ในร้านค้าเริ่มมีผักมาวางขาย รวมถึงอาหารทะเลหลายชนิดที่หาได้ยากในเมืองหลวง พ่อค้าแม่ค้าหลายคนเริ่มใช้ตู้เย็นแล้ว
ตู้เย็นนั้นใส่ได้ไม่กี่อย่าง และเครื่องนั้นมีขนาดหนามาก
ลี่หรงมองด้วยสายตาชื่นชม คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นกลุ่มแรก ที่กล้าตอบสนองต่อความเปิดกว้างเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่กล้าลงทุนและดิ้นรนปรับตัวด้วย
พวกเขาสมควรได้รับเงินตอบแทนจริง ๆ
ในตอนเย็น ลี่หรงได้ปรุงอาหารมื้ออร่อยเป็นพิเศษ
ที่วิ่งบนบกเป็นไก่ทอดผัดพริกเสฉวน ที่ว่ายในน้ำเป็นปลากระรอกผัดเปรี้ยวหวาน ที่บินบนท้องฟ้าเป็นนกพิราบตุ๋น…
จ้าวชิงซงมองโต๊ะอาหาร “วันนี้เป็นวันพิเศษอะไรครับเนี่ย อาหารเยอะมากเลย”
“แผนการแข่งขันของฉันได้รับการคัดเลือกเข้ารอบสองแล้วค่ะ” ลี่หรงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเสริมว่า “มีคนลงทะเบียนสามสิบสองคนในชั้นเรียน ผ่านรอบแรกแค่ครึ่งเดียวค่ะ”
“นั่นเป็นข่าวดีจริง ๆ ครับ” จ้าวชิงซงหอมแก้มลี่หรง “ภรรยาของผมเก่งที่สุด”
หลังจากนั้นไม่นาน จ้าวชิงซงก็พูดอย่างมีเลศนัยว่า “ผมก็มีข่าวดีเหมือนกัน คุณอยากฟังไหมครับ?”