ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 129 หน้าร้าน
บทที่ 129 หน้าร้าน
จ้าวชิงซงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ก่อนจะกำบางอย่างไว้ในมือ พลางยื่นไปตรงหน้าลี่หรงแล้วกางมือออก เผยให้อีกฝ่ายเห็นกุญแจในมือเขา
“หืม?” ลี่หรงงุนงง “กุญแจเหรอคะ?”
“ใช่ครับ กุญแจ” จ้าวชิงซงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ผมเช่าบ้านในตรอกนอกซอยแล้ว วางแผนไว้ว่าจะเปิดร้ายขายผลไม้นะครับ ถ้าแม่ไม่ได้ทำอะไรที่บ้าน ก็ว่าจะให้ท่านช่วยดูแล”
“อะไรนะคะ เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?” ลี่หรงถามด้วยความประหลาดใจ “คุณคิดยังไงถึงไปเช่าบ้านล่ะคะ ไม่ใช่ว่าคุณยุ่งอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วหรอกเหรอ?”
“แม้ ‘ตลาดเสรี’ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ตอนนี้มีนโยบายที่เริ่มเปิดกว้างแล้วไม่ใช่เหรอครับ คนคงจะไป ‘ตลาดเสรี’ กันน้อยลงเรื่อย ๆ หลายคนที่ผมรู้จักก็เริ่มเช่าบ้านเปิดร้านค้า ทำธุรกิจกันอย่างเปิดเผยและซื่อสัตย์มากขึ้นแล้วครับ”
ลี่หรงก็เพิ่งกลับจากไปเยี่ยมชมร้านค้า ความจริงแล้วร้านค้าก็เหมือน ‘ตลาดเสรี’ เพียงแต่ไม่ต้องใช้ตั๋วสามารถใช้เงินซื้อของได้เลย
แต่แท้จริงแล้วราคาของในร้านค้าจะถูกกว่าราคาใน ‘ตลาดเสรี’ มาก และที่ ‘ตลาดเสรี’ ดำรงอยู่ได้ ก็เพราะบางคนมีเงินแต่ไม่มีตั๋ว จึงไม่สามารถซื้อของที่ร้านสหกรณ์ได้ หรือบางคนไม่มีเงิน ก็เอาสิ่งของไปแลกเป็นตั๋วเงินได้
แต่หากไม่ใช้ตั๋ว ราคาก็จะสูงขึ้นกว่าสองเท่า
สำหรับของในร้านค้า ถึงแม้จะไม่ต้องใช้ตั๋ว แต่ราคาก็ไม่ได้สูงขนาดนั้น
กล่าวได้ว่า ร้านค้าเกิดขึ้นเพื่อกำจัด ‘ตลาดเสรี’ ออกไป
เมื่อจ้าวชิงซงอยู่ในเมืองหลวง เขาทำธุรกิจผลไม้ร่วมกับคนอื่น ๆ แต่เขาแค่ไม่นำผลไม้กลับมานั่งขายใน ‘ตลาดเสรี’ ตลอดทั้งวัน เหมือนกับคนอื่น
ผู้ขายรายย่อยอย่างเขาสามารถขายได้หลายร้อยจินต่อวัน ทั้งยังไม่ต้องไปนั่งยอง ๆ ขายทั้งวันแบบนั้น
ชาวใต้ที่เขาพบใน ‘ตลาดเสรี’ ที่เมืองหลวง มีสินค้าอยู่ในมือมากมาย และทั้งสองคนก็ทำธุรกิจค้าส่งร่วมกัน
จ้าวชิงซงรับสินค้า นับสินค้า ทำบัญชีและกระจายสินค้าทุกวัน
ตอนนี้เขาเช่าบ้านแล้ว จ้าวชิงซงจึงวางแผนจะเปิดร้านขายผลไม้เอง
แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อขายปลีกผลไม้อย่างเดียว แต่เมื่อถึงเวลาก็สามารถขายส่งได้ด้วย การมีหน้าร้านจึงสะดวกกว่า
“คุณขายนาฬิกาที่เอากลับมาหมดแล้วเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงพยักหน้า “เกือบหมดแล้วครับ ยังเหลืออีกนิดหน่อย แต่ผมไม่คิดจะขายแล้วครับ ว่าจะเหลือไว้สักสองเรือนให้พี่ใหญ่กับพี่รอง ส่วนอีกสองสามเรือน เมื่อถึงเวลากลับบ้านในช่วงปีใหม่ ผมจะเอากลับไปให้พี่ใหญ่กับเสี่ยวซานครับ”
“อ๊ะ! ใช่แล้ว ตอนนี้บ้านน่าจะราคาถูกแล้ว ทำไมถึงเช่าแทนที่จะซื้อล่ะคะ?” เมื่อลี่หรงนึกถึงตอนที่เขาแอบซื้อบ้านล้อมลาน เธอก็หยอกล้อเขา
“อะแฮ่ม!” จ้าวชิงซงกระแอมในลำคอ “ผมก็คิดจะซื้อเหมือนกันครับ แต่ทำเลแถวนั้นมีคนแย่งชิงกันเยอะมาก เหลือเพียงหลังนี้หลังเดียวที่ค่อนข้างทำเลดี แต่เจ้าของบ้านให้แค่เช่า ไม่ยอมปล่อยขายครับ”
หากร้านยังเตรียมไม่พร้อม ก็ยังเปิดกิจการไม่ได้
ในช่วงหยุดปิดเทอมไม่กี่วัน ลี่หรงก็ใช้ประโยชน์จากเวลาว่างไปกับการตกแต่งร้าน
ซอยนี้ค่อนข้างกว้างพอให้รถเล็กผ่านได้ บ้านหลายหลังกำลังถูกปรับปรุง และบางบ้านถึงกับเปิดกิจการแล้ว
ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี
ร้านค้าเหล่านี้เป็นโครงการนำร่องระดับชาติ และด้วยค่าเช่าที่ที่ต่ำก็ดึงดูดผู้ประกอบการกลุ่มแรกได้เป็นอย่างดี
สามารถเลือกสถานที่เปิดร้านเป็นของตัวเอง ตามถนนและตรอกซอกซอยที่นี่ได้ แม้ว่าแถวนี้จะไม่ได้โด่งดังนัก แต่ก็ยังดึงดูดความต้องการหาพื้นที่ทำกิจการจากผู้ประกอบการได้
ลี่หรงจำสิ่งที่จ้าวชิงซงพูดตอนนั้นได้ บ้านหลายหลังในซอยนี้ถูกเช่าและขาย เขามาช้าไปเล็กน้อยเท่านั้น จึงเหลือบ้านหลังนี้เพียงหลังเดียว หนำซ้ำยังเป็นที่ให้เช่าเท่านั้น ไม่ได้ปล่อยขาย
ตอนแรกเธอคิดว่าที่ตั้งของบ้านหลังนี้คงไม่ดีนัก ไม่อย่างนั้นทำไมถึงเหลือรอดมาเป็นหลังสุดท้ายล่ะ?
ทว่า เมื่อเธอมาถึงบ้านที่จ้าวชิงซงเช่า ก็ต้องตกใจ เพราะบ้านหลังนี้อยู่กลางซอย พื้นที่หน้าประตูกว้างกว่าบ้านหลังอื่น ๆ ถือเป็นทำเลที่ดีเยี่ยม
“คุณมาแล้วเหรอครับ?” จ้าวชิงซงกำลังเก็บขยะในบ้าน เขาเริ่มมองหาคนมาตกแต่งหน้าร้านเมื่อไม่กี่วันก่อน
วัสดุใช้ฉาบผนังในยุคนี้ ไม่ได้ใช้สีโป๊วเหมือนยุคสมัยใหม่
พวกคนงานกำลังผสมวัสดุ
ลี่หรงโชคดีที่ได้มาเห็นขั้นแรก พวกเขาผสมวัสดุก่อสร้างเหนียว ๆ กับทราย เพื่อฉาบปูนสีเหลืองหนา ๆ บนผนัง
จากนั้นจึงโบกปูนขาวทับอีกชั้น
เธอช่วยเก็บข้าวของทำความสะอาด “ทำเลบ้านหลังนี้ดีจริง ๆ ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าของจะไม่อยากขาย โชคดีนะคะที่เขาให้คุณเช่าได้ ถ้าบ้านหลังนี้เป็นของฉัน ฉันคงไม่เปิดให้เช่าด้วยซ้ำ ทำไมจะไม่อยากเก็บไว้ทำธุรกิจเสียเองเลยล่ะคะ?”
จ้าวชิงซงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วยิ้ม “เจ้าของบ้านเป็นชายชราอายุประมาณห้าสิบหรือหกสิบเศษแล้วครับ เขาอยู่คนเดียว การอยู่ที่นี่พร้อมเก็บค่าเช่าจะไม่สบายกว่าเหรอครับ?”
“เอ๊ะ? ถ้าอย่างนั้น” ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมอง “อาคารเล็ก ๆ หลังนี้มีตั้งสามชั้น แต่มีคนอาศัยอยู่แค่คนเดียว ลุงคนนั้นไม่มีภรรยาหรือลูกเหรอคะ?”
“ไม่มีครับ เขาไม่ได้อธิบายละเอียดขนาดนั้น ผมได้ยินมาจากที่คนอื่นคุยกันน่ะครับ” จ้าวชิงซงพูดด้วยสีหน้าสงสาร “ว่ากันว่าลุงเขาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ลูกชายของเขาถูกรายงานว่าเป็นพวกต่อต้านการปฏิวัติ เลยถูกจับตัวไปสังหาร ภรรยาของลุงเสียใจมาก จนตรอมใจตามลูกชายไปไม่นาน ลุงคนนี้น่าสงสารมาก คุณพูดถูกแล้วครับ เราโชคดีมากที่เขายอมเปิดให้เราเช่า”
ทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดบ้าน และร่วมมือกันตอกตะปูลงบนไม้กระดาน เพื่อทำตู้เก็บผลไม้
ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงเอาแบบร่างของตู้มาจากไหน มันดูเหมือนชั้นวางผลไม้สมัยใหม่มาก
พวกเขาทำงานจนมืดค่ำ จนได้ชั้นวางมาสองชั้น จากนั้นก็ตัดสินใจกลับบ้าน
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง จ้าวชิงซงเป็นคนแรกที่เห็นคนที่มาถึง เขาทักทาย “ลุงหยวน สวัสดีครับ”
“อืม” ลุงหยวนกลอกตา “ทำได้ไม่เลว”
ลี่หรงเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้างุนงง แล้วตะโกนว่า “อาจารย์หยวนเหรอคะ?”
ลุงหยวนเหลือบมองลี่หรงอีกครั้ง แล้วหรี่ตา “ลี่หรงเหรอ?”
“หนูเองค่ะ” ลี่หรงยิ้มกว้าง “บังเอิญจังเลย อาจารย์เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้เหรอคะ? นั่นคือสามีของหนูเองค่ะ”
เธอชี้ไปที่จ้าวชิงซง
“โอ้! บังเอิญจังเลยนะ”
“ใช่ค่ะ บังเอิญมากเลย”
จ้าวชิงซงไม่เคยคิดว่าพวกเขาจะรู้จักกัน เขาจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ถือเป็นโชคชะตานะครับ”
“คุณเขียนบทที่จะเตรียมไปพูดเสร็จหรือยัง?” อาจารย์หยวนมองลี่หรงแล้วถาม
อาจารย์หยวนเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ของลี่หรง และยังเป็นผู้ตัดสินการแข่งขันทักษะอีกด้วย
ปกติลี่หรงจะจริงจังกับการเรียนและทำการบ้านดีมาก อาจารย์หยวนสอนวิชาการตลาดภาคเรียนที่แล้ว และยังคงสอนเธอในภาคเรียนนี้ต่อด้วย อาจารย์หยวนจึงมีความประทับใจในตัวลี่หรงอยู่ไม่น้อย
เมื่อรู้ว่าเธอผ่านรอบแรก ก็ถามอีกฝ่ายทันทีว่าเธอพร้อมสำหรับรอบสองแล้วหรือยัง
ลี่หรงยังไม่ได้เริ่มเขียนบทพูดสุนทรพจน์เลย และสุนทรพจน์นั้นต้องเป็นภาษาอังกฤษ เธอจึงคิดว่าจะพักผ่อนสักสองสามวัน เพราะไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว และยังมีเวลาอีกนานก่อนที่จะถึงเวลาส่ง หญิงสาวจึงไม่รีบร้อน
ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบอาจารย์
อารมณ์ปัจจุบันของลี่หรง เหมือนกับตอนที่เธอกำลังออกมาเล่นนอกบ้าน ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แล้วอาจารย์มาถามว่าเธอทำการบ้านเสร็จแล้วหรือยัง เธอจึงรู้สึกเขินอายและรู้สึกผิดอยู่เล็กน้อย ขณะตอบกลับไปว่า “ยังไม่ได้ทำเลยค่ะ อีกสองวันจะเปิดเรียนแล้ว”
อาจารย์หยวนพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พักผ่อนในช่วงวันหยุดเหรอ?”
“ไม่ใช่ค่ะ …” ลี่หรงให้สัญญา “จะเริ่มเขียนพรุ่งนี้เลยค่ะ”
“อืม งั้นก็ดีแล้ว” อาจารย์หยวนพยักหน้า
ลี่หรงขยิบตาให้จ้าวชิงซง อีกฝ่ายย่อมรู้ว่าลี่หรงหมายถึงอะไร เขากลั้นยิ้ม แล้วพูดกับอาจารย์หยวนว่า “ผมเคยเรียกท่านว่าลุงมาก่อน ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่เนื่องจากท่านเป็นอาจารย์ของลี่หรง จากนี้ไปผมขอเรียกท่านว่าอาจารย์หยวนได้ไหมครับ?”
อาจารย์หยวนตอบ “ได้สิ”