ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 139 กลับสู่หมู่บ้าน
บทที่ 139 กลับสู่หมู่บ้าน
หลังจากที่จ้าวชิงหยางออกมาแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่อาจกล้ำกลืนความโกรธแค้นได้ โชคดีที่จ้าวชิงซงก็คิดเช่นเดียวกัน พี่สะใภ้ของเขาถูกรังแกมากเกินไป จนไม่อาจปล่อยให้คนชั่วลอยนวลได้
ชายขี้เมาคนนั้นดื่มสุราแล้วก่อเรื่องชั่วร้าย พวกจ้าวชิงซงจึงใช้กลอุบายบางอย่าง เล่นงานคนขี้เมาคนนั้น ทำให้เขาต้องเข้าคุกอย่างน้อยหนึ่งปีครึ่ง
ชายคาบ้านถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวหนาเตอะ
เมื่อลี่หรงเข้าไปในลานบ้าน เธอก็เห็นตุ๊กตาหิมะตัวหนึ่งที่สูงพอ ๆ กับเด็กน้อยตั้งอยู่
อันอันน้ำหนักเพิ่มขึ้นทุกวัน เพิ่งเจอเขาครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็รู้สึกว่าเด็กชายตัวสูงใหญ่ขึ้นกว่าเดิมแล้ว
ลี่หรงรู้สึกเจ็บข้อมือเล็กน้อย แต่ก็ยังอุ้มเขาขึ้นมาถามว่า “ใครเป็นคนสร้างตุ๊กตาหิมะตัวนี้จ๊ะ?”
“อันอันกับพวกพี่ชายครับ” ดูเหมือนเด็กน้อยจะรีบตอบเสียงดัง
“โอ้โห อันอันของเราเก่งมาก”
เมื่อได้ยินเสียงคุยกัน แม่จ้าวก็เดินถืออ่างใส่น้ำออกมา แล้วนำไปเทลงในคูน้ำที่ลานบ้าน จากนั้นก็พูดว่า “กลับมาแล้วเหรอลูก? ไปต้มน้ำร้อนอาบก่อนเถอะ ลูกคงไม่ได้อาบน้ำบนรถไฟมาใช่ไหมจ๊ะ?”
แม่จ้าวเองก็เคยนั่งรถไฟไปมาจากเมืองหลวงเช่นกัน จึงรู้ดีว่ามันเป็นอย่างไร
“ขอบคุณค่ะแม่” หลังจากทำได้เพียงเช็ดตัวมาตลอดสองวันแล้ว ลี่หรงก็รู้สึกไม่สบายตัวเลยจริง ๆ ถึงอากาศจะหนาวแต่เธอก็ยังรู้สึกไม่สบายตัว จึงพาลูกน้อยเข้าบ้าน แล้วพูดว่า “แม่จะไปอาบน้ำให้ตัวหอม ๆ ก่อน แล้วจะกลับมากอดอันอันทีหลังนะจ๊ะ”
อากาศหนาวมาก เธอจึงวางลูกน้อยไว้บนเตียงเตาในห้องโถง จ้าวชิงซงยกน้ำไปให้ลี่หรงในห้อง และยังจุดเตาอุ่นให้ลี่หรงอีกด้วย
ต้าหนิวกับน้องชายติดตามเหอซิ่งออกไปทำงาน ลี่หรงที่ออกมาจากห้องอาบน้ำ บังเอิญเห็นพวกเขากำลังเดินเข้ามาในลานบ้านพอดี
เหอซิ่งไม่ได้เจอลี่หรงมานาน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกห่างเหินแต่อย่างใด ทั้งยังคงทักทายเธอด้วยท่าทางสนิทสนมเช่นเดิม
ลี่หรงทักทายพี่สะใภ้ด้วยรอยยิ้ม
ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวยังคงจำลี่หรงได้ พวกเขาตะโกนด้วยความประหลาดใจ “อาสะใภ้รอง!”
ลี่หรงหัวเราะ “โอ้โห ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวโตกันขนาดนี้แล้วเหรอ? แทบจำไม่ได้เลย”
แม่จ้าวกำลังทำอาหารอยู่ในครัว เมื่อรู้ว่าลี่หรงจะกลับมา วันนี้จึงทำกับข้าวหลายอย่าง
ยังมีกับข้าวอีกสองสามอย่างที่ต้องทำให้เสร็จ ลี่หรงอยากจะเข้าไปช่วย แต่ก็ถูกบอกให้ออกมา แม่จ้าวบอกว่า “เดี๋ยวเสื้อผ้าที่ลูกเพิ่งเปลี่ยนไปจะถูกควันกับน้ำมันในครัวเปล่า ๆ อย่าเพิ่งเข้ามาให้เสื้อผ้าสกปรกเลย”
ลี่หรงจึงไปนั่งผิงไฟอยู่ในห้องโถงกับคนอื่น ๆ เมื่อเด็กน้อยเห็นลี่หรง เขาก็คลานเข้าไปในอ้อมแขนของเธออีกครั้ง
อาจเป็นเพราะแสดงออกไม่ค่อยเก่ง เมื่อพ่อจ้าวกลับมาจากทำงานข้างนอก ก็พูดกับลี่หรงเพียงว่า “กลับมาแล้ว”
ส่วนพี่ใหญ่จ้าวก็เพียงพยักหน้าเพื่อเป็นการทักทายลี่หรง
ระหว่างกินข้าว ต้าหนิวถามว่า “อาสะใภ้รองก็นั่งรถไฟกลับมาด้วยเหรอครับ?”
“ใช่จ้ะ” ลี่หรงพยักหน้า
ต้าหนิวพูดว่า “คุณย่าบอกว่ารถไฟเหมือนหนอนตัวใหญ่ วันข้างหน้า ผมก็จะนั่งรถไฟไปเรียนเหมือนกันครับ”
เมื่อเด็กน้อยได้ยินเรื่องรถไฟ เขาก็ทำปากเหมือนแตรกลม ๆ แล้วส่งเสียงเลียนแบบรถไฟดัง “ปู๊น ปู๊น ฉึก ฉัก …” ขณะยังกินข้าวอยู่เต็มปาก
ทุกคนในครอบครัวรู้สึกขบขันเพราะเขา จนหัวเราะออกมา
เอ้อร์หนิวถามลี่หรง “อาสะใภ้รอง เรียนในมหาวิทยาลัยสนุกไหมครับ?”
“สนุกดีจ้ะ” ลี่หรงยิ้ม “ถึงจะไม่สนุกเท่าอยู่บ้านเรา แต่การเรียนย่อมเป็นสิ่งที่ดีเสมอ”
“ในอนาคตผมจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยด้วยครับ”
หลังอาหารเย็น ทุกคนก็กลับเข้าห้องไปพักผ่อน
อันอันตื่นเต้นมากที่ได้เจอแม่ จึงเล่นกับลี่หรงจนดึกดื่น เธอเริ่มรู้สึกง่วงแล้ว แต่ก็ยังฝืนทน เพื่อเล่นกับลูกน้อย
จนในที่สุดจ้าวชิงซงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป บอกว่าจะพาลูกน้อยออกไปถ้าเขายังไม่ยอมนอน
เด็กน้อยกลัวจ้าวชิงซง จึงรีบกระโดดเข้าไปในอ้อมแขนของลี่หรง แล้วเรียกแม่ให้ช่วย
ลี่หรงกอดเขา แล้วนอนลง “มานอนกับแม่สิจ๊ะ”
ด้วยเหตุนี้ เด็กน้อยจึงได้นอนตรงกลางระหว่างพ่อแม่อย่างมีความสุข
จ้าวชิงซงหงุดหงิดเล็กน้อย เขากับลี่หรงมองหน้ากันอย่างช่วยไม่ได้ เพราะชายหนุ่มเองก็ยังอยากนอนกอดภรรยาที่อ่อนโยนของเขาด้วยเช่นกัน
หลายคนในหมู่บ้านต้าเจียง กำลังรอดูเรื่องขายหน้าของตระกูลจ้าว เพราะหลายคนรู้สึกว่า เมื่อลี่หรงได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติ ก็จะไม่กลับมาที่หุบเขาแห่งนี้อีกอย่างแน่นอน
แต่พวกเขาก็ทำได้เพียวรอเก้อเท่านั้น รอจนกระทั่งแม่จ้าวย้ายไปอยู่เมืองหลวง และลี่หรงกลับมาที่หมู่บ้านเพื่อฉลองปีใหม่
หมู่บ้านต้าเจียงไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก ลี่หรงยังคงคุ้นเคย แต่ร้านค้าเล็ก ๆ ตรงทางเข้าหมู่บ้าน ไม่ได้เป็นร้านสหกรณ์อีกต่อไปแล้ว กลับกลายเป็นร้านที่ชาวบ้านเปิดแทน
ร้านสหกรณ์ยังคงอยู่ เพราะพนักงานขายในร้าน ยังคงคุ้นเคยกับการอยู่ที่ร้านสหกรณ์ตลอดทั้งปี และคิดว่าตนจะมีอาหารและเสื้อผ้าเพียงพอ หากยึดอาชีพที่ประเทศสนับสนุน นับว่าทัศนคติของเขาก็ไม่ค่อยดีไปกว่าคนในหมู่บ้านสักเท่าไหร่นัก
แต่ราคาสินค้าก็ยังสูงกว่าร้านค้าเล็ก ๆ อยู่ ร้านสหกรณ์จึงเริ่มเงียบเหงามากขึ้น
ลี่หรงพาลูกน้อยเดินไปรอบหมู่บ้าน โดยมีเอ้อร์หนิวตามไปด้วยเช่นกัน
เมื่อเดินผ่านร้านขายขนม ลี่หรงขอให้เอ้อร์หนิวกับลูกน้อยเข้าไปเลือกขนมที่อยากกิน แล้วหยิบไปเผื่อให้ต้าหนิวด้วย
ขณะที่เอ้อร์หนิวกับอันอันกำลังถือขนมอยู่จำนวนหนึ่ง กลุ่มเด็ก ๆ ที่กำลังเล่นลูกหินอยู่หน้าร้านขายขนม ก็หยุดดีดลูกหิน แล้วจ้องมองเอ้อร์หนิวกับอันอันตาละห้อย จนน้ำลายแทบจะไหลอยู่แล้ว
แต่เนื่องจากมีลี่หรงที่เป็นผู้ใหญ่อยู่ด้วย พวกเขาจึงไม่กล้าเข้ามาใกล้
จนมีเด็กคนหนึ่งตะโกนถามว่า “เอ้อร์หนิว นี่ใครเหรอ!”
“อาสะใภ้รองของฉันน่ะ!”
“แม่!” เด็กน้อยตะโกนตอบ
ลี่หรงอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อเธอได้ยินว่าเขาพูดสำเนียงภาษาถิ่นจริง ๆ ไม่รู้เลยว่าเขาไปเรียนรู้มาจากใครกัน
ลี่หรงพาเด็กน้อยทั้งสองออกจากร้าน ท่ามกลางสายตาอิจฉาของเด็กคนอื่น ๆ
หลายหมู่บ้านไม่กินอาหารจากหม้อใหญ่ร่วมกันอีกต่อไปแล้ว กล่าวคือฝ่ายผลิตของชุมชนถูกยุบไปแล้ว
แต่หมู่บ้านต้าเจียงยังคงมีอยู่
เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงบางประการ เงื่อนไขการขอลาผ่อนปรนลงแล้ว ถ้าไม่ไปทำงานก็จะไม่มีใครว่าอะไร ถึงไม่ได้คะแนนทำงาน แต่ก็จะไม่ถูกตำหนิต่อหน้าสาธารณชนตอนประชุมหมู่บ้าน
จ้าวชิงหยางกับเหอซิ่งเป็นคนกลุ่มแรก และเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คน ที่ไม่ได้ไปทำงานและออกไปทำงานด้วยตัวเอง
ในเวลานั้น หลายคนไม่ได้มองเรื่องนี้ในแง่ดีนัก
ร้านค้าในอำเภอมีค่าเช่าแพงมาก ทั้งยังไม่รู้ว่าจะทำเงินได้เท่าไหร่
ร้านที่จ้าวชิงหยางกับเหอซิ่งเปิดนั้น ยังไม่เคยปิดเลยตั้งแต่เปิดเมื่อปลายปีที่แล้ว
บางคนปิดร้านเพื่อไปซื้อของในตัวเมือง หรือออกไปเที่ยวดูร้านค้าต่าง ๆ
เหอซิ่งช่วยลี่หรงทำอาหารหลายครั้ง และลี่หรงเองก็ไม่ได้ปิดบังสูตรอาหารจากอีกฝ่าย ดังนั้นรสชาติที่พี่สะใภ้ทำ จึงเหมือนกับที่ลี่หรงทำ ซึ่งเป็นที่นิยมมาก
คนที่รอชมบรรยากาศ ก็เห็นแต่ลูกค้าเข้าร้านไม่ขาดสาย
ในความเป็นจริง หมู่บ้านหลายแห่งที่อยู่ติดกัน ได้แจกจ่ายพื้นที่เพาะปลูกให้แต่ละครัวเรือนแล้ว แต่จ้าวเจี้ยนผิง หัวหน้าฝ่ายผลิตของหมู่บ้านต้าเจียงกลับไม่เห็นด้วย
ในฐานะหัวหน้าฝ่ายผลิต อย่างน้อยจ้าวเจี้ยนผิงก็ถือได้ว่าเป็นผู้นำ หากมีการแจกจ่ายพื้นที่เพาะปลูกให้แต่ละครัวเรือนแล้ว ตำแหน่งหัวหน้าของเขาก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป
และในขณะนั้น ชาวบ้านจำนวนมากในหมู่บ้าน ต่างก็รอดูผลงานของหมู่บ้านอื่นก่อน เพื่อดูว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่ หลังจากมีการจัดแบ่งพื้นที่เพาะปลูก ทุกคนจึงยังไม่มีปัญหากับเรื่องนี้
เพื่อรักษาเสถียรภาพของชาวบ้านที่มีความทะเยอทะยาน จ้าวเจี้ยนผิงได้ออกข้อกำหนดข้างต้น ที่อนุญาตให้พวกเขาเลือกได้ว่าจะทำงานหรือไม่
เขาคิดว่าหากชาวบ้านไม่ได้แบ่งพื้นที่เพาะปลูกกัน ก็ต้องกลับไปทำงานเดิมเพื่อหาเลี้ยงชีพ
แต่ก็ยังมีคนไปทำงานด้วยตัวเองอยู่
คนหนึ่งคือจ้าวชิงหยาง อีกคนหนึ่งคือเจ้าของร้านค้าเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน
เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงปีใหม่แล้ว คนในหมู่บ้านจึงเริ่มแบ่งเนื้อหมูกันอีกครั้ง
แม้แต่ชาวบ้านที่ออกไปทำงานด้วยตัวเอง ก็ยังได้ส่วนแบ่งเนื้อหมูด้วย