ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 140 เปลี่ยนแปลง
บทที่ 140 เปลี่ยนแปลง
พวกเขาออกไปทำงานแค่ช่วงสิ้นปีเท่านั้น ด้วยคะแนนทำงานที่บันทึกไว้ก่อนหน้านั้น ยังสามารถนำมาใช้แบ่งเนื้อหมูได้อยู่
ลี่หรงอยู่บ้านไม่มีอะไรทำ จึงออกไปรับเนื้อหมูด้วย
พวกป้าที่ไม่คุ้นเคยกับเธอทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่ด้านข้าง ในขณะคนที่เคยขายไข่ให้เธอนั้น กลับทักทายลี่หรงอย่างอบอุ่น
เมื่อเห็นเด็กน้อยข้างเธอ ก็ชมว่า “ยุวชนลี่ไปเรียนในเมืองดูเปลี่ยนไปมาก หน้าตาผ่องใส ดูอ่อนกว่าวัย ทั้งยังสวยขึ้นด้วย ดูไม่ออกเลยว่าจะมีลูกโตขนาดนี้แล้ว”
คนข้าง ๆ ก็พูดว่า “บอกแล้ว ว่าน้ำในเมืองทำให้คนผิวพรรณดี ดูเด็กชายอ้วนท้วนสมบูรณ์คนนี้สิ ครอบครัวไหนบ้างในหมู่บ้านที่เลี้ยงลูกชายได้เติบโตแข็งแรงขนาดนี้?”
แม้ลี่หรงจะรู้สึกดีที่ได้ฟังคำชื่นชมจากป้า ๆ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจนัก ด้วยรู้ดีว่านี่เป็นเพียงคำพูดต่อหน้าเท่านั้น ด้วยหากเธอยอมรับจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนอิจฉาตาร้อนสักกี่คนกัน
ยุวชนที่ไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ในปีหนึ่งเก้าเจ็ดเจ็ดหรือหนึ่งเก้าเจ็ดแปด ยังคงอยู่ในหมู่บ้านต่อ
หลัวปิงจึงยังอยู่ที่นี่
หน้าตาเธอดูซีดเซียวกว่าเดิมมาก และดูเหมือนว่าเธอจะไม่ค่อยถูกกับคนในหมู่บ้านนัก
เมื่อลี่หรงเห็นเธอมารับเนื้อหมู ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างก็จงใจอยู่ให้ห่างจากเธอ ราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังเป็นโรคติดต่ออะไรบางอย่างอยู่
ขณะลี่หรงเหลือบมองหลัวปิง และกำลังจะละสายตามองไปทางอื่น ทันใดนั้นเธอก็สบตากับหลัวปิง เป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดมาก
เธอจึงละสายตามองออกไปที่อื่นทันที
ลี่หรงคิดว่าไม่มีอะไรแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าเธอจะบังเอิญเจอหลัวปิงอีก ขณะเดินเล่นไปรอบ ๆ หมู่บ้านในวันรุ่งขึ้น หลังจากแบ่งเนื้อหมูแล้ว
สายตาของอีกฝ่ายยังคงมืดมน หลัวปิงยิ้มแปลก ๆ ก่อนทักทายลี่หรง “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะลี่หรง”
ลี่หรงตอบกลับอย่างสุภาพ “ไม่ได้เจอกันนานเลย”
“เห็นฉันอยู่ในสภาพแบบนี้ ดีใจมากไหมล่ะ?”
ลี่หรงหรี่ตาลง รู้สึกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นแปลกมาก เธอไปอยู่เมืองหลวงมานาน และนึกถึงหลัวปิงเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
ก่อนตอบกลับอย่างใจเย็น “คิดมากเกินไปแล้ว ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลย”
“ฮ่า ๆ” หลัวปิงยืนขวางทางลี่หรง “เธอกับหยางเต๋อเป่าไปนอนด้วยกันที่เมืองหลวงหรือเปล่า? ตอนลับสายตาคน เธอกับเขาคงจะแอบไปนอนกกกันลับหลังสินะ!”
ลี่หรงพูดไม่ออกจริง ๆ
หลัวปิงคิดว่าหยางเต๋อเป่ามีเสน่ห์ดึงดูดใจขนาดนั้นเลยเหรอ?
เธอเป็นผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกแล้ว และกำลังศึกษาอยู่ในมหามหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติ ย่อมมีอนาคตที่สดใส จะไปยุ่งเกี่ยวกับหยางเต๋อเป่าได้อย่างไร!
เธอก้มหน้าลง แล้วพูดกับหลัวปิงด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะตีโพยตีพายอย่างไร แต่ขอบอกไว้เลยว่า ฉันมีสามีกับลูกแล้ว แถมยังมีสามีที่หล่อและลูกชายที่น่ารักมากด้วย ขอโทษด้วยที่ฉันไม่คิดจะชายตามองหยางเต๋อเป่าของเธอ เธอจะไล่ตามจับเขายังไงก็แล้วแต่ อย่ามาไล่กัดคนอื่นไปทั่วเหมือนหมาข้างถนนแบบนี้อีก”
“เธอ!” หลัวปิงหรี่ตาลง คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะสงบถึงขนาดนี้
ลี่หรงเดินเลี่ยงเธอไป หลังจากเดินไปไม่กี่ก้าว ก็หันกลับมาพูดว่า “ไม่มีใครมีเวลาว่างสนใจเธอหรอก ถ้าเธอมีอาการหวาดระแวงและคิดไปเองแบบนี้ ก็รีบไปรักษาให้เร็วที่สุดเถอะ คราวหน้าเจอกันก็ไม่จำเป็นต้องทักทายอีก เพราะมันทำให้ฉันรำคาญ”
ใบหน้าของหลัวปิงเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธ
เดินออกมาสักพัก ป้าคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาลี่หรง
ลี่หรงจำหน้าเธอได้ แต่จำชื่อไม่ได้ จึงได้แต่ยิ้มเป็นการทักทาย
อีกฝ่ายพูดกับลี่หรง ด้วยท่าทางมีลับลมคมใน “ตอนนี้ยุวชนหลัวน่ารำคาญมากใช่ไหม? ตั้งแต่คุณไปมหาวิทยาลัย เธอก็แปลกไปมาก ตอนแรกก็ยังสบายดีอยู่ เอาแต่พูดถึงการไปเรียนมหาวิทยาลัย และการกลับเข้าเมืองไปตามหายุวชนหยางตลอดทั้งวัน แต่ผลก็คือเธอสอบไม่ผ่านมาสองปีแล้ว เลยกลายเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ถูกกับใครสักคนเลยจ้ะ”
ลี่หรงฟังเงียบ ๆ โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็น
ป้าคนนั้นเล่าต่อ “ยุวชนหลัวคนนี้ไร้ยางอายมาก ขอบอกเลยว่าเธอทำตัวเหมือนกับโสเภณี เทียวไปมีอะไรกับผู้ชายหลายคนในหมู่บ้าน พวกผู้หญิงที่แต่งงานแล้วต่างเกลียดเธอแทบตายเลยล่ะ”
ลี่หรงทำตาโต “แล้วทำอย่างไรล่ะคะ?”
“ก็เป็นแบบนี้แหละจ้ะ รู้แค่ว่าโดนจับได้คนเดียวหรือสองคน ส่วนคนอื่นจับไม่ได้ ก็ทำได้แค่โกรธและควบคุมสามีของตัวเอง ไม่อย่างนั้นจะทำอะไรได้อีกล่ะ ไม่สามารถไล่ยุวชนหลัวออกจากหมู่บ้านต้าเจียงได้อยู่แล้ว”
ลี่หรงถอนหายใจ คนเรานั้นเปลี่ยนไปได้
แต่ไม่คิดว่าหลัวปิงจะหลงทางขนาดนี้ แต่เมื่อพูดถึงแล้วก็เคยมีสัญญาณเตือนมาก่อน เธอเคยมีความสัมพันธ์กับลูกชายของจ้าวเจี้ยนผิงตอนที่เธอตั้งครรภ์ ถ้าฉันจำไม่ผิด ตอนนั้นเธอแท้งลูกด้วย
เนื่องจากยังไม่ถึงปีใหม่ ร้านค้าของจ้าวชิงหยางและเหอซิ่งจึงยังคงเปิดอยู่
ยังไงก็ต้องจ่ายค่าเช่า ถ้ายังคงเปิดร้านเพิ่มอีกหนึ่งวัน ก็สามารถหาเงินเพิ่มได้อีกวัน
ลี่หรงไม่มีอะไรทำ จึงพาลูกน้อยไปที่ร้านด้วย
เมื่อเธอไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองหลวง ลี่หรงมอบจักรยานคันเดิมของเธอให้กับพี่ใหญ่จ้าว จักรเย็บผ้าในบ้านก็ถูกย้ายไปให้เหอซิ่งด้วย จะได้ไม่จำเป็นต้องกังวลว่ามันจะพัง ถ้าไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน
ตอนนี้เธอกลับมาแล้ว พี่ใหญ่จ้าวจึงบอกว่าจะคืนจักรยานให้เธอ
แน่นอนว่าลี่หรงไม่ต้องการ เธอโบกมือแล้วปฏิเสธ “ฉันกลับมาไม่กี่วัน เดี๋ยวก็ต้องไปเรียนแล้ว ไม่จำเป็นต้องคืนหรอกค่ะ แล้วก็ตอนนี้อากาศหนาวมาก เลยไม่อยากขี่จักรยาน ฉันนั่งรถประจำทางไปกับอันอันได้ค่ะ”
เนื่องจากเช่าร้านไว้แล้ว เหอซิ่งกับสามีจึงไม่จำเป็นต้องเตรียมของที่บ้าน ถ้าไม่ได้ค้างคืนที่ร้าน พวกเขาก็จะตื่นกลางดึก แล้วค่อยเปิดไฟฉายเดินทางเข้าอำเภอไปเตรียมของ
เมื่อลี่หรงตื่นนอน เธอก็พาอันอันออกไปด้วย
เมื่อมาถึงร้าน ลี่หรงเห็นว่าเหอซิ่งกับสามีกำลังยุ่งอยู่กับการรับลูกค้า ต้าหนิวก็ช่วยขายของด้วย ซาลาเปากับไข่ลวกได้รับความนิยมในตอนเช้าเป็นพิเศษ
เมื่อเห็นลี่หรงมา เหอซิ่งก็เข้ามาทักทาย “คุณมาด้วยเหรอ? อยากกินอะไรล่ะ?”
ลี่หรงบอกว่าเธอไม่หิว แต่เด็กน้อยอยากกิน
ก่อนที่ลี่หรงจะกลับมา เมื่อลูกชายสองคนในครอบครัวไปโรงเรียนแล้ว เหอซิ่งจึงมักจะพาเด็กน้อยมาอยู่ที่ร้านด้วย เธอจึงรู้ว่าเขาชอบกินอะไร จึงหยิบมาให้หนึ่งชิ้น
เด็กน้อยกล่าวขอบคุณ แล้วนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย
ลี่หรงช่วยขายของด้วย จนถึงตอนเที่ยง ซาลาเปากับติ่มซำก็ขายหมดเกลี้ยง
จ้าวชิงหยางกับเหอซิ่งไปล้างหม้อนึ่งหลังบ้าน ลี่หรงอยากไปช่วย แต่ก็ถูกบอกให้ออกมา
ลี่หรงคิดว่าพวกเขาจะขายซาลาเปานึ่งกับติ่มซำหมดแล้ว ก็จะปิดร้าน แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากล้างหม้อนึ่งเสร็จแล้ว พวกเขาจะนำซุปออกมาอีกสองหม้อ เป็นซุปกระดูกที่เคี่ยวจนเป็นสีขาวหนึ่งหม้อ กับซุปกระดูกใสอีกหนึ่งหม้อ
“นี่คืออะไรคะ?”
“ตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไป เราเปิดขายบะหมี่กับเกี๊ยว แล้วก็มีข้าวด้วยนิดหน่อย ก็พอมีคนมากินอยู่บ้าง”
ลี่หรงเลิกคิ้ว “พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้มีไหวพริบมากค่ะ!”
ในเวลานี้ต้องนำของไปจัดบนโต๊ะอาหาร ลี่หรงจึงช่วยขนของด้วย
หลังจากทำงานหนักมาเกือบทั้งวัน ลี่หรงก็เหนื่อยมาก
เหอซิ่งมองเธอ แล้วถามว่า “เหนื่อยมากเลยเหรอ?”
ลี่หรงหัวเราะ “ไม่มากหรอกค่ะ”
“ดีแล้ว พี่ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่เธอไม่จำเป็นต้องทำงานในเมืองใช่ไหม? นักศึกษามหาวิทยาลัย ต่างก็ใช้สมองทำงานกันทั้งนั้น คงไม่มีใครสามารถทำงานหนักแบบนี้ได้”
ลี่หรงยิ้มฝืดเฝื่อน ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
จ้าวชิงซงไม่อยู่บ้านทุกวัน ลี่หรงเห็นแล้วก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่ฟาร์มสุกรหรือเปล่า
เขาตามลี่หรงเข้าไปอยู่ในเมือง ฟาร์มสุกรที่เขาเปิดร่วมกับคนอื่น ๆ จึงถูกส่งมอบให้ซ่งเซียนผิงดูแล
เงินปันผลที่ได้รับในปีนี้ไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าไม่น้อยจนเกินไป
ซ่งเซียนผิงเป็นคนที่มีความคิดแบบยุคเก่า แค่ไม่ขาดทุนและได้รายได้เท่ากับปีที่ผ่านมา เขาก็พึงพอใจแล้ว
ปลายปีหนึ่งเก้าเจ็ดแปด นโยบายจัดสรรพื้นที่เพาะปลูกให้แต่ละครัวเรือนได้เกิดขึ้น หลายคนเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง และหลายคนเลือกทำธุรกิจเพาะพันธุ์หมู
แต่ซ่งเซียนผิงและคนอื่น ๆ ไม่แน่ใจว่าจะขยายฟาร์มหมูดีหรือไม่
หากจะขยาย
จะขยายอย่างไรดี?