ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 142 ต้อนรับปีใหม่
บทที่ 142 ต้อนรับปีใหม่
ระหว่างที่ทุกคนพูดคุยกัน ก็มีคนถามลี่หรงว่าเรียนที่เมืองหลวงเป็นอย่างไรบ้าง
ลี่หรงบอกมันไม่แย่เลย พร้อมกล่าวอีกว่าหากพ่อจ้าวไม่ได้ทำงานแล้ว เธอจะพาไปอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน
พ่อจ้าวหัวเราะจนตาหยี แต่ก็ยังโบกมือปฏิเสธ “พ่อไม่ไปหรอก แก่แล้ว ไปอยู่ในเมืองจะทำอะไรได้กัน”
“แหม… ตาแก่ขี้บ่น!”แม่จ้าวหันมามอง “ไม่ต้องมาทำเป็นพูดเลย”
เมื่อถูกแม่จ้าวพูดแบบนี้ใส่แต่พ่อจ้าวก็ไม่โกรธ ก่อนหันมารินเหล้าลงแก้วแล้วดื่มไปหนึ่งอึก
มื้อค่ำปีใหม่นี้ทุกคนได้กินข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข
เมื่อทุกคนกินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว เหล่าเด็กตัวน้อยก็อิ่มจนพุงกางเช่นกัน
เอ้อร์หนิวกุมท้องและยื่นพุงน้อย ๆ ให้อันอันดู “ดูสิ พี่รองเหมือนแม่ที่กำลังท้องไหม”
เจ้าตัวเล็กพยักหน้าเห็นด้วย “เหมือน!”
เพราะปีนี้หนาวเกินไปจึงไม่มีการแสดงใด ๆ
พูดง่าย ๆ ก็คือไม่มีหนังหรือละครให้ดูเลยนั่นเอง
หลังจากกินข้าวเสร็จทุกคนก็ไม่ได้ออกไปไหน
ทั้งครอบครัวอยู่ฉลองปีใหม่กันในบ้าน
นั่งล้อมโต๊ะที่มีเตาผิงอุ่น ๆ ทั้งอบอุ่นและคึกคักในเวลาเดียวกัน
บนโต๊ะเตาผิงมีทั้งชา ขนม และของขบเคี้ยววางอยู่
พวกผู้ชายพูดคุยกัน หากไม่เกี่ยวกับการเมืองก็ไม่พ้นเรื่องงาน
ลี่หรงและผู้หญิงคนอื่น ๆ ก็คุยกันถึงชีวิตของพวกเธอ พร้อมทั้งกินเมล็ดแตงโมไปด้วย
แม่จ้าวไปอยู่เมืองหลวงเพื่อคอยดูแลลูกให้ลี่หรงนานเกือบปี กลับมาเพียงไม่กี่วัน เธอก็ได้คุยกับบรรดาคุณป้า จนรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านในรอบปีที่ผ่านมานี้
ตัวลี่หรงเองไม่ชอบนินทาใคร แต่ถ้ามีคนมานินทาอะไรให้ฟัง เธอก็จะฟัง
เมื่อพูดถึงเรื่องของหลัวปิง แม่จ้าวก็หันมองไปที่ลี่หรงอย่างเป็นกังวล
ลี่หรงคล้ายจะรู้ว่าแม่จ้าวมีอะไรจะพูดแต่ไม่กล้า “ไม่เป็นไรค่ะ พูดมาเถอะ ฉันเองก็ไม่ค่อยสนิทกับเธอนัก”
แม่จ้าวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ยุวชนหลัวคนนั้นก็จริง ๆ เลย แอบคบหาและมีอะไรกับสามีคนอื่นไปทั่ว… ”
“แล้วภรรยาของผู้ชายพวกนั้นรู้ได้ยังไงกันคะว่าเป็นเธอ” ลี่หรงถามด้วยความสงสัย
“เฮ้อ… จะไม่รู้ได้อย่างไรกัน? สามีภรรยานอนเตียงเดียวกันทุกวัน ไม่ว่าจะผายลม หรือจะทำอะไร แค่มองตากันก็รู้แล้ว” แม่จ้าวยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ แล้วพูดต่อ “แล้วยังได้ยินมาอีกว่า ยุวชนหลัวชอบเอาพวกผู้ชายพวกนี้ไปช่วยทำงานเพื่อแลกกับเงิน บรรดาภรรยาทั้งหลายที่เห็นสามีตัวเองไปช่วยแม่นั่นทำงาน ก็คงรู้ ๆ กันอยู่”
เหอซิ่งพูดต่ออีกว่า“ได้ยินว่าเคยถูกจับได้คาหนังคาเขาเชียวนะ ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดีแน่ ๆ”
“ผู้ชายบางคนแค่ควบคุมอารมณ์ตัวเองยังทำไม่ได้ สมองคงไหลไปอยู่ที่เป้ากางเกงหมดแล้ว!”
ลี่หรงหันไปหยิกจ้าวชิงซงอยู่หลายที
“คุณห้ามทำตัวไม่ดีแบบนั้นเด็ดขาดเลยนะ!”
จ้าวชิงซงกำลังพูดคุยกับพี่ใหญ่จ้าวอย่างสนุกสนานอยู่ จึงไม่ได้สนใจว่าพวกเธอคุยอะไรกัน แต่แล้วเขาก็โดนหยิกอย่างไม่ทันตั้งตัว จ้าวชิงซงจับแขนตัวเองแล้วมองลี่หรงด้วยความมึนงง “อะไรกันครับเนี่ย?”
ลี่หรงเพียงทำเสียงฮึดฮัดใส่ แล้วไม่ได้สนใจเขาอีก จากนั้นก็หันไปฟังแม่จ้าวต่อ
แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรไม่ดีอีกแล้ว
แม่จ้าวเล่าให้ฟังว่าในหมู่บ้านมีสาวคนไหนแต่งงานบ้าง แต่งงานไปอยู่ที่ไหน ได้สินสอดเท่าไหร่ และก็เล่าว่าลูกชายบ้านไหนแต่งงาน จัดโต๊ะเลี้ยงแขกไปกี่โต๊ะ…
ลี่หรงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก เธอฟังจนเบื่อและง่วงนอนมากแล้ว
จ้าวชิงซงบีบนวดต้นคอให้เธอ ถามว่ารู้สึกง่วงหรือเปล่า ถ้าง่วงก็ให้ไปนอนก่อนได้เลย เมื่อใกล้เวลาจุดประทัดเดี๋ยวเขาจะปลุกเอง
ลี่หรงมีท่าทีงัวเงียแต่เธอก็ปฏิเสธเขาไป
ไม่นานนัก แม่จ้าวก็พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “ นี่ ๆ รู้หรือเปล่าว่าเมื่อปีที่แล้ว หมู่บ้านเกิดเรื่องประหลาดขึ้นด้วยนะ”
เหอซิ่งทำหน้างง ๆ ไปครู่หนึ่ง นึกไม่ออกว่าในหมู่บ้านมีเรื่องเช่นนั้นเมื่อไหร่กัน เธอจึงทำได้เพียงส่ายหน้าไปมา
ฝ่ายลี่หรงเองก็เริ่มสนใจขึ้นมา “แปลกแค่ไหนหรือคะ?”
แม่จ้าวเล่าว่ามีครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านเพิ่งจะคลอดลูก และการที่มีเด็กทารกน้อยมาอยู่ด้วยมันแปลกตรงไหนน่ะหรือ? แม่จ้าวจึงเล่าต่อว่า “ช่วงที่เด็กคนนั้นอายุได้ไม่กี่เดือน เด็กคนนั้นทั้งไม่ร้อง ไม่งอแง ไม่หัวเราะ ไม่นอนหลับ ทั้งยังเอาแต่จ้องหน้า ตาไม่กะพริบจนน่ากลัว เป็นอย่างนั้นติดต่อกันหลายวัน แม่กับยายของเด็กคนนั้นกลัวมาก จึงตัดสินใจอุ้มหลานตัวน้อยไปหาหมอผี ไม่นานหลังจากนั้นเด็กคนนั้นก็อาการดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น”
ลี่หรงมองเหอซิ่งแล้วถามว่า “พี่สะใภ้ไม่รู้เรื่องนี้เลยเหรอคะ?”
“เรื่องนี้พี่ไม่เคยรู้เลยจริง ๆ ” เหอซิ่งพูด “พี่น่ะ ถ้าไม่ออกไปทำงานก็ทำงานบ้าน ช่วงที่แม่ไม่อยู่ หลังเลิกงานก็ต้องรีบกลับบ้านมาทำกับข้าว”
ลี่หรงกัดริมฝีปากพร้อมกับครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ “เรื่องแบบนี้เชื่อถือได้จริงเหรอคะ”
“เฮ้อ…” แม่จ้าวถอนหายใจ “จะเชื่อได้ไหม แล้วแต่จะคิดเถอะจ้ะ พวกลูกเป็นนักศึกษาไม่ใช่เหรอ คงจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า เชื่อว่ามียังดีกว่าไม่เชื่อ บางครั้งคนเราไม่ได้มีทางเลือกมากหรอกนะจ๊ะ ในเมื่อหาทางออกไม่ได้ ก็คงไม่พ้นที่จะต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้แทน”
“คุณยาย ประโยคนั้นคือ ยอมเชื่อไว้ก่อน เผื่อว่าเป็นความจริง ยังดีกว่าไม่เชื่ออะไรเลยต่างหากนะครับ!” ต้าหนิว แก้ไขคำพูดของแม่จ้าว
“อุ๊ย! หลานชายคนโตของยายช่างฉลาดจริงเชียว พอดียายไม่ได้เรียนหนังสือ ก็เลยเผลอพูดผิดไปหน่อยจ้ะ”
ลี่หรงสะดุ้งเล็กน้อย “เรื่องแบบนี้ก็ยากที่จะพูดนะคะ”
“เสี่ยวซิ่งไม่รู้ถือเป็นเรื่องปกติ เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครอยากประกาศให้โลกรู้หรอก เพราะทางการเคยพูดแล้วว่า อย่าได้งมงายกับความเชื่อโบราณมากเกินไป” แม่จ้าวพูดขึ้น
ลี่หรงเอนตัวซบไหล่ของจ้าวชิงซง เธอไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้มากนักแต่ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะมีความจริงอยู่บ้าง เพราะหลาย ๆ เรื่องก็ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยไร้เหตุผล
หลังจากคุยและดื่มชากันไปหลายแก้ว แม่จ้าวจึงบอกให้พวกเขาดูเวลา ว่าตอนนี้กี่ทุ่มแล้ว
จ้าวชิงซงดูนาฬิกาข้อมือ “เกือบเที่ยงคืนแล้วครับ อีกสักพักคงจะเริ่มจุดพลุกันแล้ว”
“ไม่ต้องคุยกันแล้ว ไปห่อเกี๊ยวกันเถอะ”
แม่จ้าวพูดพลางรีบลุกจากเตียงมาสวมรองเท้า ลี่หรงกับเหอซิ่งจึงต้องลุกตาม
ต้าหนิวพอรู้ว่าจะห่อเกี๊ยว เลยตะโกนตามหลังว่า “คุณยาย! ผมก็จะไปห่อเกี๊ยวด้วยครับ”
“ได้เลยจ้ะ! รีบตามมาเร็ว เดี๋ยวจะให้ห่อสมใจอยากเลยนะจ๊ะ”
เมื่อสองสามวันก่อนแม่จ้าวไปตลาดในเมือง เธอตั้งใจแลกเหรียญใหม่มาหลายเหรียญ กลับมาบ้านก็ล้างจนสะอาดเพื่อจะนำมาห่อไว้ในเกี๊ยว
เธอพูดอวยพรว่า “ปีหน้าขอให้ทุกคนที่กินเกี๊ยวนี้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ใครเรียนอยู่ก็ขอให้เรียนเก่ง ๆ ใครค้าขายก็ขอให้ขายดีมีกำไร!”
ผลที่ออกมาคือ ทุกคนที่กินเกี๊ยวได้เหรียญกันทุกคน
เช้าตรู่วันที่สองของวันขึ้นปีใหม่
หลังอาหารเช้า จ้าวชิงหยางพาเหอซิ่งและลูกชายทั้งสองไปบ้านพ่อแม่ของผู้เป็นภรรยา
จ้าวชิงหลิ่วเองก็กลับมาบ้านพ่อแม่ของเธอเช่นกัน โดยพาหลี่ต้าไห่และลูก ๆ ทั้งสามคนไปด้วย
ลี่หรงเคยไปงานเลี้ยงวันเกิดครบหนึ่งเดือนลูกคนเล็กของจ้าวชิงหลิ่ว
และตอนนี้เด็กน้อยอายุได้สองขวบแล้ว พอจะเดินเองได้บ้าง แต่ยังพูดไม่ได้มากนักยังต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยสอน
ตอนมาถึงบ้านคุณยายแรก ๆ เด็กน้อยมองใครก็เป็นคนแปลกหน้าไปหมด
ทั้งยังขี้อายมาก จนต้องให้จ้าวชิงหลิ่วหรือหลี่ต้าไห่อุ้มเอาไว้ ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของพ่อกับแม่
จ้าวชิงหลิ่วดูมีสีหน้าสดใส บ่งบอกว่าเธอได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
เธอเห็นลี่หรงก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม “น้องสะใภ้ วันก่อนได้ยินว่าเธอมาถึงพักหนึ่งแล้ว แต่ไม่มีเวลาไปหาเลย ทั้งยังใกล้จะถึงปีใหม่ด้วย เลยคิดว่าค่อยมาทีเดียวช่วงหลังปีใหม่แล้วกัน”
ลี่หรงพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พวกเราถือเป็นครอบครัวเดียวกัน มาเมื่อไหร่ก็ได้ อย่าทำเหมือนจะรีบมาพบผู้นำประเทศอย่างนี้สิคะ”
เหอฮวายังจำลี่หรงได้ เด็กน้อยตะโกนเรียกเธอด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “อาสะใภ้รอง!”
เธอจูงมือเถี่ยจู้ลูกชายคนที่สองของจ้าวชิงหลิ่วผู้เป็นน้องชายมาด้วย
เธอพูดกับเถี่ยจู้ว่า “นี่คือ คุณอาคนที่เคยเอานมกับขนมเปี๊ยะมาให้เราตอนเด็ก ๆ จำได้ไหมจ๊ะ?
ความจริงแล้วเถี่ยจู้จำคุณอาคนนั้นไม่ได้หรอก แต่เขาจำรสชาติของขนมกับนมได้ จึงเรียกตามพี่สาวว่า “คุณอา”
ลี่หรงอุทานพลางสำรวจดูหนูน้อยเหอฮวาไปด้วย “โอ้โห! รู้สึกว่าเหอฮวาของเราจะดูจ้ำม่ำขึ้น แล้วยังขาวขึ้นอีกนะเนี่ย สวยจริง ๆ อาแทบจำไม่ได้แล้ว”
จ้าวชิงหลิ่วอุ้มลูกชายคนเล็กแล้วเเนะนำให้รู้จักกับคนในบ้าน เริ่มจาก ตายายไปจนถึงอาผู้ชายและอาสะใภ้…
………………………………………………………………………………………………………………………….
4RITYEE2