ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 143 เปิดเทอม
บทที่ 143 เปิดเทอม
จ้าวชิงหลิ่วมีของมาฝากมากมาย มีทั้งนมมอลต์ ถั่วตัด และไก่อีกตัวหนึ่ง
ซึ่งไก่ตัวนั้นถูกนำไปทำอาหาร
ส่วนของที่เหลือก็เอาไว้ในห้องนั่งเล่น เป็นของที่จ้าวชิงหลิ่วเอามาให้พ่อจ้าวกับแม่จ้าว ลี่หรงเลยไม่ได้ยุ่งกับของพวกนั้น
แม่จ้าวเกรงใจลูกสาว จึงเก็บนมมอลต์ไว้ให้จ้าวชิงหลิ่วเอาไปตอนกลับบ้าน ส่วนขนมถั่วตัดก็แกะไว้เพียงถุงเดียวให้เด็ก ๆ กินที่ห้องนั่งเล่น
ครอบครัวของพี่ใหญ่จ้าวยังไม่กลับมาจากบ้านเกิดของภรรยา ตอนนี้ที่บ้านจึงมีเพียงครอบครัวของจ้าวชิงซง ครอบครัวของจ้าวชิงหลิ่ว และพ่อจ้าวกับแม่จ้าวนั่งกินข้าวด้วยกัน
หลังจากนั้น ก็นั่งจิบชากันสักพัก แล้วเตรียมตัวแยกย้ายกันกลับ
ลี่หรงหยิบอั่งเปาที่เตรียมไว้มาแจกหลาน ๆ
จ้าวชิงหลิ่วก็ไม่น้อยหน้า หยิบอั่งเปามาให้อันอันใบหนึ่ง
เจ้าตัวเล็กซ่อนมือไว้ข้างหลัง พลางมองลี่หรง จนเธอพยักหน้าให้ เด็กน้อยถึงกล้าเอื้อมมือมารับ แล้วก็นึกถึงสิ่งที่แม่เคยสอนว่าเวลารับอั่งเปาต้องพูดว่าขอบคุณ
เด็กน้อยก็พูดเสียงเบา ๆ ว่า “ขอบคุณครับ คุณอา”
ขนมเปี๊ยะที่ยังไม่ได้เปิดกล่อง รวมทั้งนมมอลต์ที่แม่จ้าวเก็บไว้ให้จ้าวชิงหลิ่วเอากลับไปใส่หลังรถไว้แล้วบอกให้เอาไปกินเอง เธอบอกกับลูกสาวว่า “ของพวกนี้แม่มีเยอะแล้ว พี่กับน้องของลูกก็ซื้อมาไว้เต็มบ้านไปหมด พ่อกับแม่กินไม่หมดหรอกจ้ะ สู้เอาให้หลาน ๆ กินยังจะดีกว่า”
“แม่คะ…” จ้าวชิงหลิ่วร้องเรียกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
แม่จ้าวปัดมือปฏิเสธเป็นเชิงว่าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว
เมื่อผ่านพ้นวันจ่าย วันไหว้ วันรับ วันส่งและวันตรุษจีนแล้ว ญาติพี่น้องก็ไปมาหาสู่กันครบถ้วน ถือว่าเทศกาลปีใหม่ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
ต่อไปก็ได้เวลาเริ่มทำงาน
จ้าวชิงซงเริ่มเตรียมงานตั้งแต่วันที่หก เมื่อเขากินข้าวเช้าเสร็จก็หายไปตั้งแต่เช้าตรู่
ตามที่นัดหมายกับช่างรับเหมาไว้ก่อนช่วงปีใหม่ วันนี้ถึงเวลาต้องเริ่มทำงานแล้ว ดังนั้นเจ้าชิงซงจึงต้องไปดูแล
ฟาร์มสุกรไม่เหมือนกับบ้านคน เมื่อเตรียมหิน ดิน และทรายไว้แล้ว ก็สามารถก่อสร้างได้อย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเดือน ฟาร์มสุกรที่สามารถรองรับหมูได้มากกว่าหนึ่งพันตัวก็เสร็จเรียบร้อย
ถึงคนในตระกูลจ้าวจะรู้ว่าจ้าวชิงซงทำฟาร์มสุกร แต่ไม่รู้ว่าเขาเริ่มทำตั้งแต่เมื่อไหร่ จึงคิดว่าน่าจะเพิ่งลงมือทำหลังจากที่มีนโยบายของรัฐออกมา
การตอบสนองนโยบายของรัฐด้วยความมุ่งมั่นทำให้พ่อจ้าวภูมิใจกับลูกชายคนนี้มาก เขาคอยถามอยู่เสมอว่ามีเงินทุนพอหรือไม่ ถ้าไม่พอเขาเองก็พร้อมที่จะสนับสนุนลูกชายเต็มที่
แต่จ้าวชิงซงไม่อยากรบกวนพ่อกับแม่ ทุกครั้งที่ถูกพ่อจ้าวถามเรื่องเงิน เขามักจะตอบว่า มีพอแล้วอยู่เสมอ
เรื่องของฟาร์มสุกรขนาดใหญ่จึงกลายเป็นที่พูดถึงของคนในหมู่บ้าน
ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องราวของพี่ใหญ่จ้าวเท่าไหร่นัก จึงคิดว่าจ้าวชิงซงกลับมาเพื่อหวังจะเอาฟาร์มสุกรมาเป็นของตนเองเพียงคนเดียว
เวลานี้ทุกคนต่างพากันอิจฉาจ้าวชิงซงกันเสียยกใหญ่
เมื่อมุงหลังคาฟาร์มเลี้ยงหมูเสร็จแล้ว เจ้าชิงซงก็แจกขนมหวานและคุกกี้ให้กับชาวบ้านในหมู่บ้าน คนที่ไปช่วยสร้างคอกหมูได้เล่าให้ชาวบ้านฟังว่าฟาร์มสุกรของจ้าวชิงซงนั้นใหญ่ถึงเพียงไหน
ชาวบ้านบางส่วนก็พากันไปดูฟาร์มสุกร ปรากฏว่าจริงอย่างที่เล่าลือกัน ขนาดใหญ่เท่าครึ่งภูเขาเลยทีเดียว
“โอ้โห!”
ชาวบ้านต่างพากันคิดว่าจะสร้างฟาร์มสุกรที่ใหญ่ขนาดนี้ได้คงต้องใช้เงินเยอะมากแน่ จ้าวชิงซงไปทำงานที่เมืองหลวงเพียงไม่นานก็กลับมาสร้างฟาร์มสุกรได้แล้ว แสดงว่าที่เมืองหลวงนั้น ต้องทำงานหาเงินได้เยอะอย่างแน่นอน!
หลังจากนั้น ก็มีหลายครอบครัวที่เริ่มเข้าหาตระกูลจ้าว และมาเยี่ยมอยู่บ่อยครั้ง แต่ละครั้งที่มาก็มักจะพาลูกหลานตัวเองมาด้วย เพื่อแนะนำให้จ้าวชิงซงรู้จัก ซึ่งทุกคนมีจุดประสงค์เดียวกันนั่นคือ อยากให้เขาพาลูกหลานของตนไปทำงานในเมืองด้วย
ถึงแม้แม่จ้าวจะรำคาญขนาดไหนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ส่วนลี่หรงก็พูดไม่ออก เมื่อเห็นว่าบางครอบครัวพาลูกชายที่เพิ่งจะอายุสิบกว่า ๆ มาหาที่บ้าน ราวกับว่าอยากให้จ้าวชิงซงช่วยเลี้ยงดูลูกชายเพิ่มอีกคน
ลับหลังเธอจึงกำชับจ้าวชิงซงไว้อย่างเด็ดขาดว่า “ถ้าคุณกล้ารับปากใครแม้แต่คนเดียว ฉันจะเลิกกับคุณให้ดู!”
จ้าวชิงซงหัวเราะ “จะเป็นไปได้อย่างไรล่ะครับ ลำพังแค่ครอบครัวเรายังเอาตัวแทบไม่รอดเลยนะครับ”
แน่นอนว่าจ้าวชิงซงไม่มีทางรับปากอย่างแน่นอน ทั้งไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้อง พาออกไปจะได้เงินหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ยิ่งหากมีคนมาขอให้คุณช่วยเหลืออยู่หลายคน แล้วจะเลือกช่วยใครดีล่ะ?
รับปากคนนี้ แต่ไม่รับปากคนนั้น อาจถูกนินทาเอาได้ หากจะยอมช่วยเหลือทุกคนเลย ยิ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ทางเดียวที่สามารถทำได้ในตอนนี้คือ ปฏิเสธทั้งหมด ไม่ว่าใครจะมาหาก็ช่วยไม่ได้ทั้งนั้น
คราวนี้จึงเกิดการซุบซิบนินทาครั้งใหญ่ ว่าจ้าวชิงซงรวยแล้วลืมตัวกลายเป็นวัวลืมตีน!
เมื่อต้าหนิวกลับมาถึงบ้านก็รีบเล่าข่าวลือที่ชาวบ้านกำลังพูดถึงให้ลี่หรงฟัง เธอถึงกับขำไม่ออก ทำได้เพียงหัวเราะแห้ง ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เธอยังคิดว่าชาวบ้านในหมู่บ้านต้าเจียงเป็นคนซื่อ ๆ
และด้วยความโกรธ ลี่หรงจึงกินข้าวเพิ่มไปอีกสองชาม!
เพื่อไม่ให้ใครสงสัย จ้าวชิงซงจึงยังไม่ย้ายหมูทั้งหมดออกมาในตอนแรก
เขาเพียงซื้อลูกหมูมาหลายร้อยตัวแล้วต้อนเข้าไปในฟาร์มสุกรเพียงครึ่งหนึ่งก่อน
โรงเรียนของต้าหนิวใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ลี่หรงเองก็เช่นกัน
ตอนนี้ฟาร์มสุกรยังไม่เข้าที่เข้าทาง จ้าวชิงซงต้องสะสางงานที่นี่ให้เสร็จ ลี่หรงจึงต้องกลับเมืองหลวงก่อน
ลี่หรงคิดว่าจ้าวชิงซงคงใช้เวลาจัดการฟาร์มสุกรไม่นานนัก เธอเลยคิดว่าจะพาอันอันไปก่อน แม่จ้าวเองก็ต้องกลับไปด้วยเพราะไม่มีใครช่วยดูแลเจ้าตัวเล็ก
เธอถามพ่อจ้าวว่าจะไปด้วยกันไหม
พ่อจ้าวโบกมือไปมา “พ่อแก่แล้ว เดินทางไกลไม่ไหวหรอก”
แม่จ้าวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้น “ลูกมีบ้านในเมือง จะพาไปอยู่สบาย ๆ ก็ไม่ไป แก่แล้วโง่จริง น่าโมโห!”
ลี่หรงรู้ว่าแม่จ้าวอยากให้พ่อจ้าวไปด้วย แล้วบ้านในเมืองหลวงก็ใหญ่โตพอที่จะอยู่ด้วยกันได้ไม่ลำบาก
ทั้งสองอายุมากแล้ว ลี่หรงคิดว่าถ้าแยกกันอยู่คงไม่ดี
คุยไปคุยมา สุดท้ายกลายเป็นว่าแม่จ้าวก็ไม่ไปแล้ว บอกว่าจะรอไปพร้อมจ้าวชิงซง และเจ้าตัวเล็กก็ต้องอยู่ที่บ้านนี้ไปก่อน
ลี่หรงเลยต้องกลับไปเมืองหลวงเพียงคนเดียว
ลี่หรงกลับไปที่บ้านล้อมลาน เธอเช็ดทำความสะอาดบ้าน และยังมีเวลาเหลืออีกหลายวันก่อนโรงเรียนจะเปิดเทอม เธอจึงไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังนี้ แต่กลับไปที่บ้านตระกูลลี่แทน
เธอนำของฝากจากหมู่บ้านต้าเจียงมามากมาย รวมถึงกุนเชียงที่พี่สะใภ้ใหญ่เหอซิ่งทำด้วย
แม่ของลี่หรงถามว่าทำไมเธอถึงกลับมาคนเดียว
ลี่หรงนั่งลงพิงโซฟาก่อนจะตอบว่า “จ้าวชิงซงกำลังทำฟาร์มสุกรอยู่ค่ะ ตอนนี้ยังไม่เรียบร้อยดี เขาต้องอยู่ที่บ้านเพื่อสะสางทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนถึงจะกลับมาค่ะ”
แม่ของลี่หรงได้ยินว่าลูกเขยทำฟาร์มสุกรก็ถามด้วยความแปลกใจ “ฟาร์มสุกรเหรอ ใหญ่ไหมลูก?”
“เห็นเขาบอกว่าเลี้ยงหมูได้พันกว่าตัวค่ะ”
“เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ” แม้แต่พ่อของลี่หรงก็ยังแปลกใจ “เลี้ยงเยอะขนาดนั้นเขาจะทำไหวเหรอ ถ้าไม่ไหวบอกพ่อได้นะ พ่อเองก็พอจะมีเงินอยู่บ้าง”
“มีพออยู่ค่ะ พ่อไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ”
พวกเขายังถามคำถามอีกหลายข้อ แต่ลี่หรงก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เธอเองก็ไม่ค่อยจะรู้รายละเอียด เพราะหญิงสาวเองไม่ได้ถามอะไรจ้าวชิงซงมากนัก
ลี่รุ่ยจืออยู่แต่บ้านเฉย ๆ ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ทำให้เขารู้สึกเบื่อมาก เมื่อเขารู้ว่าลี่หรงจะกลับบ้านเขาก็ดีใจและตั้งตารอให้อีกฝ่ายกลับบ้านเร็ว ๆ แต่น้องสาวกลับไม่พาหลานชายตัวน้อยกลับมาด้วย
เขาบ่นพึมพำ โทษลี่หรงที่ไม่พาหลานชายตัวน้อยกลับมา
แม่ลี่ได้ยินเข้าก็ดุด่าเขาอีกยกใหญ่ เธอดึงหูเขาแล้วว่า “จะไปแย่งลูกชายเขามาทำไม เก่งนักก็ไปมีลูกเองสิ อุตส่าห์บอกแม่ว่ามีแฟนแล้ว ตรุษจีนก็หมดแล้วยังไม่พากลับบ้านมาให้แม่เห็นหน้าอีก!”
“เจ็บ ๆ!” ลี่รุ่ยจือเอื้อมมือไปดันมือแม่ของเขา “แม่! ผมไม่ใช่ลูกแม่แล้วใช่ไหมครับ!”
“วันนี้ออกไปนอนข้างถนนเลยนะ!”
ลี่รุ่ยจือขยี้หูของตัวเอง “ว่าที่ลูกสะใภ้แม่หนีไปแล้ว”
พอพูดจบ เขาก็รีบวิ่งหนีไปโดยไม่ให้แม่ของเขามีโอกาสถามอะไรต่อ
แม่ของลี่รุ่ยจือโกรธจนควันออกหู “ลูกคนนี้นี่!”
ลี่หรงได้ยินสิ่งที่ลี่รุ่ยจือพูด สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป ไม่รู้ว่าช่วงที่เธอไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นระหว่างลี่รุ่ยจือกับเสิ่นรั่วหนิง ทำไมลี่รุ่ยจือถึงได้พูดแบบนั้น