ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 144 ถูกใส่ร้าย
บทที่ 144 ถูกใส่ร้าย
เธอคิดไว้ว่าจะรอให้เปิดเทอมแล้วค่อยพูดคุยกับเสิ่นรั่วหนิงอย่างจริงจัง
ถ้าหากพี่สามทำร้ายจิตใจเสิ่นรั่วหนิง ลี่หรงจะต้องยืนข้างเพื่อนของเธอแน่นอน!
พอถึงวันเปิดเทอม แม่ลี่ให้ลี่รุ่ยจือพาลี่หรงไปรายงานตัว เขาก็รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว สุดท้ายแล้วคนที่มาส่งลี่หรงก็เลยเป็นลี่ข่ายจือแทน
หลังจากลงทะเบียนเข้าเรียนเรียบร้อย ลี่หรงก็ไม่ได้กลับบ้าน แต่ไปอยู่ที่หอพักเลย
เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้พักในหอพักของมหาวิทยาลัย เธอเพิ่งสังเกตเห็นว่าลี่หรงได้ย้ายมาอยู่ที่หอพักแล้ว เลยถามด้วยความสงสัย จึงได้รู้ว่าจ้าวชิงซงยังไม่ได้กลับมาที่เมืองหลวง
หลังจากเปิดเทอมได้ไม่นาน ทางโรงเรียนก็ได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันทักษะ
ลี่หรงได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้รับรางวัลเป็นเงินห้าร้อยหยวน พร้อมสิทธิ์เข้าร่วมการฝึกอบรมนักการทูต
สวีเหยียนได้รับรางวัลรองขนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้รับรางวัลเป็นเงินสองร้อยหยวน
เหอปิงปิงได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้รับรางวัลเป็นเงินสองร้อยหยวนเช่นกัน
เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้รับรางวัล แม้ว่าภาษาอังกฤษของเธอจะดี ถือว่าดีกว่าสวีเหยียนด้วยซ้ำ แต่การตอบคำถามบางคำถามนั้น เธอก็ยังตอบได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ในทางกลับกันถึงแม้เหอปิงปิงจะนำเสนอไม่ค่อยเก่ง แต่ด้วยความสามารถในการคิดวิเคราะห์สถานการณ์ค่อนข้างดี บวกกับแผนงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรของเธอถูกเตรียมมาอย่างดี สองสิ่งนี้รวมกันแล้ว ทำให้เธอได้คะแนนมากกว่าเสิ่นรั่วหนิง
ถึงแม้เสิ่นรั่วหนิงจะไม่ได้รับรางวัลอะไรเลย แต่เธอก็ไม่ได้น้อยใจหรือเสียใจ เธอบอกกับลี่หรงว่า
“ฉันมาถึงรอบสุดท้ายได้ก็เพราะมีเธอคอยช่วยมาตลอด ตอนแรกฉันไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมาได้ถึงขนาดนี้ แค่นี้ฉันก็พอใจแล้วล่ะ อีกอย่าง เธอได้ที่หนึ่งด้วย! ดีใจด้วยนะ!”
เมื่อลี่หรงรู้ว่าเพื่อนสาวไม่ได้ผิดหวังหรือเสียใจกับผลการแข่งขันมากนัก เธอจึงโล่งใจและยิ้มออกมาได้บ้าง “เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวเธอเอง เลือกร้านได้เลย!”
ตั้งแต่ที่มีนโยบายเปิดกว้างตลาดการค้าเสรี ร้านค้าต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด มีสถานที่กิน ดื่ม และเที่ยวเล่นเกิดขึ้นมากมายในเมืองหลวง
ร้านค้าส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นของรัฐบาล พูดง่าย ๆ ก็คือ ใครพอจะมีเงินลงทุนก็เปิดร้านเองได้
เหล่าบรรดานักเรียนที่ต้องการจัดงานเลี้ยง หรืองานในโอกาสต่าง ๆ ก็พากันไปจัดที่ร้านอาหารทั้งนั้น
หลังจากที่ได้รับเงินรางวัลแล้ว ลี่หรงกับเสิ่นรั่วหนิงกำลังจะไปกินข้าวกลางวันกัน แต่ลี่หรงก็ถูกอาจารย์โจวเรียกไปพบเสียก่อน
อาจารย์โจวกำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด ลี่หรงไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเป็นฝ่ายกล่าวทักทายก่อน “อาจารย์โจว สวัสดีค่ะ”
อาจารย์ประจำชั้นโจวถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วพูดกับลี่หรงว่า “การฝึกอบรมนักการทูตน่ะ เธออาจจะไปไม่ได้แล้ว”
“ทำไมคะ?” ถามด้วยความตกใจ แล้วถามต่ออีกว่า “ที่นั่นมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าคะ?”
เขาส่ายหน้าไปมา ก่อนจะพูดตามจริงว่า “เธอโดนแจ้งความ”
“อะไรนะคะ” ลี่หรงยิ่งไม่เข้าใจใหญ่ เธอเป็นนักศึกษาที่ขยันเรียน และตั้งใจทำงานหาเงิน ใครจะไปแจ้งความเธอกัน
“เงินกองกลางของห้องเรียนหายไป”
“แล้วอย่างไรคะ” ลี่หรงถาม “เงินกองกลางของห้องก็อยู่ที่เหรัญญิก ถ้ามันหายไป แล้วเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะคะ?”
อาจารย์โจวมองลี่หรงด้วยแววตาที่ผิดหวังและเสียดาย “มีคนแจ้งความว่าเธอขโมยเงินกองกลางไป”
“ใครแจ้งคะ?” ลี่หรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลองถามหยั่งเชิงดู “คงไม่ใช่อู๋เยี่ยนหงหรอกนะคะ”
อู๋เยี่ยนหงเป็นเหรัญญิกของห้อง เงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของห้องเรียนทุกหยวน เธอล้วนเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมด!
การที่อาจารย์โจวเงียบไปเช่นนี้ สำหรับลี่หรงแล้ว นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับ
ลี่หรงโกรธจนตัวสั่น “เธอพูดเหรอคะ ว่าเงินกองกลางของห้องหายไป ฉันเองก็เพิ่งรู้ตอนนี้ หนำซ้ำคนในห้องก็ไม่เห็นจะมีใครพูดอะไร เธอมีหลักฐานอะไรมากล่าวหาลอย ๆ ว่าฉันเป็นคนขโมยไปกันคะ หรือที่จริงแล้ว เธอเองนั่นแหละที่เป็นคนยักยอกเงินของห้องไปเอง”
ลี่หรงโมโหมากจึงพุ่งคำถามใส่อาจารย์โจว จนเขาตอบคำถามเธอแทบไม่ทัน เธอยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห “ฉันจะไปหาอู๋เยี่ยนหงค่ะ จะได้ถามให้รู้เรื่องกันไปเลย!”
พูดจบเธอก็หันหลังเดินออกไปทันที
“รอเดี๋ยว!”
ลี่หรงหยุดเดินแล้วหันกลับมามองอาจารย์โจวด้วยความสงสัย
อาจารย์โจวถอนหายใจอีกครั้ง “ลี่หรง ฉันรู้ว่าเธอไม่ใช่คนแบบนั้น แต่นี่เป็นจดหมายร้องเรียนที่เขียนส่งตรงไปยังมือของกรรมการที่เคยมาตัดสิน ฉันรู้เรื่องช้าเกินกว่าจะอธิบายได้ เธอเองก็ไม่ฟังในสิ่งที่ฉันจะอธิบายเลย แต่เงินรางวัลยังคงเป็นของเธอเหมือนเดิม และทางโรงเรียนจะไม่ประกาศเรื่องนี้ออกไป”
ลี่หรงแค่นหัวเราะด้วยความโกรธ หยิบเงินรางวัลที่ยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อออกมาวางบนโต๊ะของอาจารย์โจว “เงินอยู่นี่! เอาคืนไปได้เลยค่ะ แต่เรื่องนี้ฉันจะต้องเอาคืน!”
เธอเดินกลับหอด้วยความโกรธ แล้วมองไปรอบ ๆ “อู๋เยี่ยนหง อยู่ที่ไหน”
ในหอมีเพียงเสิ่นรั่วหนิง สวี่จิ้งและหลี่ชุนเสวี่ย พวกเธอไม่เคยเห็นลี่หรงโกรธขนาดนี้ จึงถามขึ้นว่า “มีอะไรหรือเปล่า?”
ลี่หรงกัดฟันพูดด้วยความโกรธ “ฉันถูกตัดสิทธิ์การฝึกอบรมนักการทูตครั้งนี้!”
“อะไรนะ เกิดอะไรขึ้น?” เสิ่นรั่วหนิงถามเสียงดังด้วยความตกใจ
ลี่หรงโกรธจนจุกอกไปหมด แต่ยังคงพูดว่า “อาจารย์โจวเรียกฉันไปพบ เขาบอกว่ามีคนเขียนจดหมายร้องเรียนส่งไปให้กรรมการที่เคยมาตัดสินในรอบสุดท้าย บอกว่าฉันขโมยเงินกองกลางของห้อง น่าโมโหจริง! เงินห้องมันจะมีสักเท่าไหร่กันเชียว ยัยนั่นไม่รู้หรอกเหรอว่าฉันน่ะมีเงินมากแค่ไหนกัน!”
เธอโกรธมากจนเผลอพูดคำหยาบคายออกมา
แม้ว่าสวี่จิ้งจะยังแอบไม่พอใจกับเรื่องก่อนหน้าที่ถูกลี่หรงตำหนิ แต่ตอนนี้เธอแนะนำให้ลี่หรงใจเย็นลงก่อน แล้วจึงถามว่า “แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าอู๋เยี่ยนหงเป็นคนที่เขียนจดหมายร้องเรียน?”
“นี่ยังต้องถามอีกเหรอ เงินห้องอยู่ที่ใคร? ใครกันล่ะที่เป็นเหรัญญิก มีหน้าที่เก็บรวบรวมและรักษาเงินของห้องเรียน ไม่ใช่อู๋เยี่ยนหงหรอกเหรอ?” ลี่หรงกลืนน้ำลายแล้วพูดต่อ “นอกจากเธอ แล้วจะมีใครหน้าด้านพอที่จะเขียนจดหมายร้องเรียนแบบนั้น? อาจารย์ก็ไม่มีทางที่จะเขียนร้องเรียนมั่ว ๆ ฉันไปอบรมก็เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับทางมหาวิทยาลัย ดังนั้นเรื่องนี้มีเพียงอู๋เยี่ยนหงเท่านั้น!”
ลี่หรงสูดหายใจเข้าลึก ๆ “เรื่องเงินกองกลางของห้องหายไป พวกเธอรู้เรื่องกันไหม?”
ทุกคนส่ายหน้า
ลี่หรงยังทำท่าทางฮึดฮัด
“ฉันเพิ่งรู้เมื่อครู่นี้เอง อาจารย์โจวก็เพิ่งจะรู้หลังจากที่ได้รับจดหมายร้องเรียน ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่เหมาะเจาะเสียจริง เงินกองกลางของห้องหายไป แต่พวกเราในห้องกลับไม่มีใครรู้ แต่คนนอกกลับรู้เรื่องนี้ก่อน เงินค่าห้องอยู่ที่เหรัญญิก หากอู๋เยี่ยนหงไม่พูด แล้วเป็นคนอื่นพูด ใครจะไปเชื่อ? กรรมการพวกนั้นไม่ใช่คนโง่หรอกนะ”
“ดังนั้น ต้องเป็นอู๋เยี่ยนหงไม่ผิดแน่!”
เสิ่นรั่วหนิงรู้ว่าลี่หรงถูกตัดสิทธิ์ก็รู้สึกไม่พอใจอยู่แล้ว ตอนนี้รู้ว่าสาเหตุมาจากเรื่องสกปรกเช่นนี้ ก็ยิ่งโมโหขึ้นไปอีก
“ไม่น่าเชื่อเลยว่ายัยนั่นจะเป็นคนแบบนี้!”
“ได้ยินอู๋เยี่ยนหงบอกว่าจะไปซื้อของ รอกลับมาแล้วก็ค่อยถามดู ตอนนี้เธอนั่งรอก่อนเถอะ”
ลี่หรงนั่งลงบนเตียง เธอเสียใจที่สุด!
และตอนนี้เธอก็คิดถึงจ้าวชิงซงมาก!
หากเธอไม่ได้ที่หนึ่ง ก็คงไม่ได้ใส่ใจการฝึกอบรมนักการทูตมากนัก
แต่ตอนนี้เธอได้ที่หนึ่งแล้ว! และการถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘ขโมย’ มันน่าขยะแขยงเกินไป!
จริงอยู่ที่การสูญเสียโอกาสในการอบรมสำหรับนักการทูตนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การถูกใส่ร้ายว่าขโมยเงินมันเป็นเรื่องที่น่าโมโหกว่ามาก ใครก็ตามที่ถูกใส่ร้ายเช่นนี้ก็คงรู้สึกไม่ดีเช่นกัน
ลี่หรงโกรธมาก! ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ!
สวี่จิ้งกับหลี่ชุนเสวี่ยต่างมองหน้ากัน รู้ว่าทำอะไรไม่ได้ในตอนนี้ จึงกลับไปที่เตียงของตัวเอง
เสิ่นรั่วหนิงเป็นเพื่อนที่สนิทกับลี่หรงที่สุด เธอโกรธแทนเพื่อนรักมาก
เสิ่นรั่วหนิงนั่งลงที่เตียงของลี่หรง
“อู๋เยี่ยนหงคนนี้น่ารังเกียจเกินไปแล้ว ขี้อิจฉาถึงขั้นกล้าทำเรื่องเช่นนี้เลยเหรอเนี่ย? ปกติก็ดูไม่น่าจะเป็นคนแบบนี้ การที่เธอถูกตัดสิทธิ์ไปอบรม แล้วยัยนั่นจะได้ประโยชน์อะไรกันล่ะ?”
“ฉันถูกตัดสิทธิ์ แต่ตำแหน่งของมหาวิทยาลัยยังคงอยู่”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“การเลื่อนลำดับอย่างไรล่ะ ตอนนี้ฉันถูกตัดสิทธิ์ และคนที่จะเลื่อนขึ้นมาแทนฉันก็คือ หัวหน้าห้องสวีเหยียน”
“อะไรนะ” เสิ่นรั่วหนิงเงียบไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเธอก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมอาจารย์โจวถึงไม่ได้เรียกประชุมชั้นเรียนเพื่อพูดเรื่องนี้ นั่นก็เพราะว่า ถ้าเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ก็อาจจะทำให้สิทธิ์ของสวีเหยียนหลุดไปนั่นเอง
“เราถึงไม่สามารถปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ยังไงล่ะ”