ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 145 เจ็บตัว
บทที่ 145 เจ็บตัว
ลี่หรงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ในขณะที่เสิ่นรั่วหนิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังบ่นพึมพำถึงอู๋เยี่ยนหง
“ตอนที่ฉันเห็นเธอครั้งแรกก็รู้สึกว่าเธอเป็นคนเจ้าเล่ห์ แต่คนอื่นคิดแค่ว่าเธอเป็นคนใจดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ทั้งเรื่องตอนไปกินข้าวด้วยกันอีก…”
เรื่องที่เสิ่นรั่วหนิงกำลังจะพูดถึงนั้น ลี่หรงไม่ใช่ไม่รู้ ว่าเพื่อนกำลังพูดถึงเรื่องอะไร เธอค่อย ๆ ถอยห่างจากอู๋เยี่ยนหงมานานแล้ว ต่างจากตอนปีหนึ่งที่เพิ่งเปิดเทอมใหม่ ๆ พวกเธอมักจะไปกินข้าวด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง
หลังจากนั้นเธอก็ได้รู้ว่าที่จริงแล้ว อู๋เยี่ยนหงคนนี้ สามารถไปทานข้าวกับใครก็ได้ และใจดีกับทุกคน
แม้ว่าลี่หรงจะมีชีวิตอยู่มาเกือบสามสิบปี หากนับรวมจากชาติที่แล้วกับชาตินี้ แต่ในแง่ของความรู้สึก นับว่าเธอยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ การจะคบเพื่อนสักคนก็ต้องสนิทกันหน่อย อย่างน้อยก็ต้องรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่พิเศษกว่าคนอื่น
ตอนแรกเธอเคยคิดว่าอู๋เยี่ยนหงจะเป็นเพื่อนที่ดี แต่สุดท้ายก็พบว่า สิ่งที่อู๋เยี่ยนหงทำกับเธอนั้น ไม่ได้ต่างไปจากที่ทำกับเพื่อนคนอื่นเลยแม้แต่น้อย มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นแค่เพื่อนทั่วไปจริง ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ ที่ถูกเธอแทงข้างหลัง
ยิ่งนึกถึงตอนที่คิดว่าเธอเป็นเพื่อน ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกินแมลงวันเข้าไป น่าขยะแขยงจริง ๆ!
เดิมทีลี่หรงกำลังโกรธอยู่ แต่กลับเผลอหัวเราะออกมาเพราะเสิ่นรั่วหนิงที่บ่นไม่หยุดและกำลังโกรธแทนอยู่ จากนั้นก็หัวเราะเยาะตัวเอง “ฉันผิดเองที่ตาบอด”
อู๋เยี่ยนหงรู้ว่าอาจารย์โจวเรียกลี่หรงไปด้วยเหตุผลอะไร เธอจึงแกล้งทำทีออกไปข้างนอก พลางคิดว่าลี่หรงคงจะได้รับความอับอายแล้วกลับบ้านไป
ดังนั้นเธอจึงแกล้งเดินไปมาอยู่ข้างนอก จนกระทั่งเย็นแล้วจึงกลับเข้าหอ
แต่เธอคิดผิด เพราะลี่หรงยังคงรอเธออยู่ที่หอต่างหาก!
อู๋เยี่ยนหง แสร้งทำตัวปกติ แล้วเดินไปที่เตียงของตัวเองราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในขณะที่เธอกำลังจะเดินผ่านเตียงของลี่หรง ก็ถูกขวางไว้เสียก่อน
เธอหันไปยิ้มให้ลี่หรงแล้วถามด้วยท่าทางที่ใสซื่อว่า “ลี่หรง มีอะไรเหรอ? เธอมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า?”
“มี!” ลี่หรงเดินปรี่เข้าไปหาเธอ เช่นเดียวกับเสิ่นรั่วหนิงที่ลุกพรวดเดินตามลี่หรงมาด้วย
อู๋เยี่ยนหง รู้สึกผิดสังเกตอยู่แล้ว เมื่อเห็นท่าทีของลี่หรง ขาของเธอพลันก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว “นี่! เธอจะทำอะไร!”
“ฉันทำอะไร?” ลี่หรงถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ฉันต้องถามเธอมากกว่า ว่าเธอทำอะไรลงไป รู้ตัวหรือเปล่า?”
อู๋เยี่ยนหงพยายามเถียงกลับไปว่า “เธอพูดอะไร ฉันไม่เข้าใจ”
“ไม่เข้าใจอย่างนั้นเหรอ หึ!” ลี่หรงแค่นหัวเราะ “อู๋เยี่ยนหง จดหมายร้องเรียนที่เธอเขียนช่างเป็นการใส่ร้ายที่สกปรกจริง ๆ ขอถามหน่อย ฉันเคยไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจอย่างนั้นเหรอ? ปกติเวลาฉันเอาผลไม้มาแบ่งให้เพื่อนในหอพัก เธอเองก็ได้กินไปไม่น้อย รู้ไหมว่าการที่เธอมาทำแบบนี้มันน่าขยะแขยงแค่ไหน!”
“เธอพูดอะไรน่ะ! ฉันไม่รู้เรื่อง!” อู๋เยี่ยนหงพยายามพูดบ่ายเบี่ยงและรีบเดินหนีไป
อู๋เยี่ยนหงค่อนข้างอวบกว่าลี่หรง แต่เตี้ยกว่าเล็กน้อย ขณะเธอกำลังจะก้าวขาออกไป เกิดพลาดเสียหลัก ลี่หรงเลยจับเธอนั่งลงบนเก้าอี้ทันที
อู๋เยี่ยนหงรู้สึกตื่นตระหนก
เธอมองลี่หรงทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังถูกกดให้นั่งอยู่บนเก้าอี้ “เธอจะทำอะไรน่ะ?!”
อู๋เยี่ยนหงหันไปมองเพื่อนร่วมหอคนอื่น ๆ ด้วยสายตาอ้อนวอน แล้วตะโกนเสียงสั่น “พวกเธอจะนั่งดูอย่างนี้เหรอ? สวี่จิ้ง หลี่ชุนเสวี่ย หลิวหลานหลาน…”
คนที่ถูกเรียกชื่อทั้งหมดแกล้งทำเป็นไม่เห็น จากนั้นก้มลงทำธุระของตัวเองต่อไป
นี่ต้องโทษตัวเธอเองที่ชอบทำตัวสนิทสนมกับทุกคน แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้จริงใจกับใครเลย คนทุกคนมีหัวใจ มีความรู้สึก นานวันเข้าก็ย่อมรู้สึกได้ เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจึงไม่มีใครอยากให้ความช่วยเหลือ
ส่วนเสิ่นรั่วหนิงนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เธอรู้สึกโกรธมาก เพราะเพื่อนของเธอถูกกลั่นแกล้ง และตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่ข้าง ๆ ลี่หรง พลางกอดอกมองอีกฝ่ายด้วยสายตาขุ่นเคือง
อู๋เยี่ยนหงรู้ดีว่าลี่หรงไม่ใช่คนที่ชอบใช้ความรุนแรง แต่ก็อดรู้สึกกลัวไม่ได้
“บอกมาเถอะ ว่าเธอเขียนจดหมายร้องเรียนทำไม?” ลี่หรงถามด้วยความสงสัย “ฉันลองนั่งคิดดูก่อนที่เธอจะมา ฉันก็ยังไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเธอทำแบบนี้ทำไม”
อู๋เยี่ยนหงไม่กล้าพูดว่า ‘ไม่รู้เรื่อง’ อีกแล้ว จึงได้แต่เงียบไม่พูดอะไรไม่ออก
ลี่หรงพยายามเค้นถามอีกครั้ง “พูดออกมาเถอะ อย่าทำเป็นเงียบแบบนี้ ฉันมั่นใจว่าเธอเป็นคนเขียนแน่ ๆ แต่ฉันแค่อยากรู้ว่าเธอทำไปเพื่ออะไร?”
“ก็…” อู๋เยี่ยนหงหันหน้าหนีไม่กล้าสบตาลี่หรง “ก็เพราะฉันทนไม่ไหวอีกแล้ว!”
“หืม?” ลี่หรงขมวดคิ้ว “ว่ายังไงนะ”
อู๋เยี่ยนหงหันกลับมามองลี่หรงด้วยสายตาเกลียดชัง “ทั้ง ๆ ที่เราสองคนต่างเป็นเด็กที่มาจากชนบทเหมือนกัน แต่ทำไมเธอถึงโชคดีกว่าฉัน เธอเองก็มีสามีที่ดี ควรจะพอใจแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอถึงต้องไปยุ่งกับผู้ชายคนอื่นอีก!”
เสิ่นรั่วหนิงอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน “เธอพูดอะไรของเธอน่ะ!”
ลี่หรงถามออกมาด้วยความโกรธ “ฉันไปยุ่งกับคนอื่นเหรอ ไปยุ่งกับใครที่ไหนกัน?”
อู๋เยี่ยนหงตอบพึมพำว่า “มีเยอะแยะไปหมด แต่งงานมีลูกแล้วยังมาทำเป็นใสซื่ออีก คิดว่าตัวเองเป็นสาวบริสุทธิ์หรือไง! พอมีคนมาสารภาพรักกับเธอเข้าหน่อยก็ทำเป็นแกล้งปฏิเสธ!”
“…เธอจะบ้ารึเปล่า!” ลี่หรงพูด “ฉันรู้ตัวดีว่าตัวเองก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์อะไร แล้วอีกอย่างเธอก็เป็นคนบอกผู้ชายคนนั้นเองว่าฉันแต่งงานมีลูกแล้ว พอฉันตอบปฏิเสธไป ก็กลายเป็นว่าฉันแกล้งปฏิเสธอย่างนั้นเหรอ? เธอเป็นอะไรกันแน่!”
“เธอก็น่าจะรู้ตัวเองดีอยู่แล้วสิ” อู๋เยี่ยนหงเผลอพูดออกมา “หัวหน้าห้องชอบเธอก็เพราะว่าเธอทำตัวแบบนี้!”
“อะไรนะ?” ลี่หรงตกตะลึง เพราะเธอแทบไม่ได้พูดคุยติดต่อกับสวีเหยียนเป็นการส่วนตัวเลย และเธอยังไม่ใช่คณะกรรมการในห้องเรียน ทั้งเทอมเธอกับเขาพูดคุยกันไม่ถึงห้าประโยคด้วยซ้ำ
อู๋เยี่ยนหงมองมาที่ลี่หรงอย่างโกรธแค้น เธอลุกขึ้นผลักลี่หรงออกและพยายามจะเดินหนี
ลี่หรงยังไม่ทันตั้งตัว แต่เสิ่นรั่วหนิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จะปล่อยให้อู๋เยี่ยนหง หนีไปได้อย่างไรกัน เธอจึงรีบคว้าแขนอู๋เยี่ยนหงเอาไว้
คุณหนูเสิ่นไม่เคยทะเลาะกับใครมาก่อน เธอคว้าแขนอู๋เหยี่ยนหงไว้ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร อู๋เยี่ยนหงก็สะบัดแขนออก
อู๋เยี่ยนหงแรงเยอะกว่าเสิ่นรั่วหนิงมาก เพียงสะบัดแขนนิดเดียวก็ทำให้เสิ่นรั่วหนิงล้มลงไปกระแทกกับขอบเตียง จนหน้าผากของเสิ่นรั่วหนิงแดงและบวมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“โอ๊ย!” เสิ่นรั่วหนิงร้องด้วยความเจ็บปวด
ลี่หรงรีบตั้งสติ เธอปัดแขนอู๋เยี่ยนหงออกและพูดว่า “เรื่องนี้ยังไม่จบง่าย ๆ หรอกนะ!”
จากนั้นเธอก็พยุงเสิ่นรั่วหนิงไปที่ห้องพยาบาล
เมื่อมาถึงห้องพยาบาล หน้าผากของเสิ่นรั่วหนิงเริ่มมีรอยฟกช้ำ
หมอในมหาวิทยาลัยทายาให้เธอ แล้วเตือนว่า “ทำอะไรก็ระวังหน่อย”
“รุนแรงไหมคะ ช้ำขนาดนี้สมองจะกระทบกระเทือนหรือเปล่าคะ?”
“เวียนหัวมากไหม?” หมอถามเสิ่นรั่วหนิง ตอนแรกเธอส่ายหน้า แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นพยักหน้า แล้วตอบ “นิดหน่อยค่ะ”
“หาเวลาพาเพื่อนไปตรวจที่โรงพยาบาลนะ เพราะห้องพยาบาลมีอุปกรณ์จำกัด”
ลี่หรงพยักหน้า เมื่อรับยาแล้วก็ประคองเสิ่นรั่วหนิงออกไป ยังไม่ทันพ้นประตูก็เจอกับลี่รุ่ยจือเข้าพอดี
“พี่สาม” ลี่หรงไม่คิดว่าจะได้เจอเขาที่นี่ “มาทำอะไรที่นี่คะ?”
ลี่รุ่ยจือพยักหน้า พลางนิ้วชี้ไปที่หมอประจำโรงเรียนคนนั้น “มาหาเพื่อนน่ะ”
แต่พอเห็นเสิ่นรั่วหนิง ลี่รุ่ยจือก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ใครเป็นคนทำ?”
ลี่หรงกำลังจะตอบ ก็ได้ยินเสิ่นรั่วหนิงตอบเสียงอู้อี้ “ไม่ใช่เรื่องของพี่สักหน่อย”
“ช้ำขนาดนี้ใครจะรู้ว่าจะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง ปกติก็ทึ่มอยู่แล้ว ยิ่งโดนกระแทกไปแบบนี้จะยิ่งทึ่มกว่าเดิมนะ” ลี่รุ่ยจือพูดจบ ก็ลากเสิ่นรั่วหนิงไปขึ้นรถ “ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาล”
“เฮ้อ…” ลี่หรงเห็นว่าเสิ่นรั่วหนิงไม่ได้ขัดขืนก็เลยปล่อยไป เรื่องของพวกเขา เราเป็นแค่คนนอก อย่าเข้าไปยุ่งดีกว่า
ในห้องจึงเหลือเพียงลี่หรงกับคุณหมอประจำมหาวิทยาลัยที่ยืนมองหน้ากัน ลี่หรงถามว่า “เมื่อครู่พี่ชายฉันไม่ได้บอกว่าจะมาหาคุณเหรอคะ?”
คุณหมอยักไหล่ นั่นหมายความว่า เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน