ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 146 วิธีการลงโทษ
บทที่ 146 วิธีการลงโทษ
ลี่หรงนึกขึ้นได้ว่าอู๋เยี่ยนหงยังอยู่ในหอพัก ใจของเธอก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เธอรีบวิ่งไปที่ตู้โทรศัพท์เพื่อจะโทรไปยังหมู่บ้านต้าเจียง
ตอนนี้ก็เย็นแล้ว ลี่หรงจึงโทรไปหาจ้าวชิงซง คาดว่าเขาน่าจะกลับถึงบ้านแล้ว โชคดีที่สวรรค์เป็นใจ จ้าวชิงซงอยู่บ้านจริง ๆ
เพียงไม่นาน เสียงของจ้าวชิงซงก็ดังขึ้นจากปลายสาย “สวัสดีครับ”
ลี่หรงได้ยินเสียงคุ้นเคยของเขา น้ำตาที่เธอกลั้นไว้มานานก็ไหลพราก
เธอเงียบไปพักใหญ่จนจ้าวชิงซงก็ตกใจ “คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ? อย่าเงียบแบบนี้สิ ผมใจไม่ดีนะ”
“จ้าวชิงซง…” ลี่หรงรู้สึกเสียใจมากจนเก็บไว้ไม่อยู่ แม้จะอยู่ไกลกันและทำได้เพียงคุยผ่านโทรศัพท์ จ้าวชิงซงก็ยังได้ยินเสียงสะอื้นของเธอ ทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดขึ้นมาทันที “เป็นอะไรไปครับ? ใครทำอะไรคุณ?!”
“เพื่อน…เพื่อนร่วมห้อง ฮือ ๆ ๆ จ้าวชิงซง…”
ลี่หรงไม่ใช่คนที่จะบอกแต่เรื่องดี ๆ กับจ้าวชิงซง พวกเขาเป็นสามีภรรยากัน บางเรื่องก็ควรแบ่งปันกัน ลี่หรงรู้สึกเสียใจ เธอไม่อยากปิดบังเขา จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังอย่างละเอียด
จ้าวชิงซงนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นของลี่หรงที่อยู่ปลายสาย เขารู้สึกราวกับหัวใจของเขาเหมือนถูกมีดกรีด มันเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว
เมื่อลี่หรงเล่าจบจ้าวชิงซงก็นึกแช่งเพื่อนร่วมห้องคนนั้นอยู่ในใจ ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ข้าง ๆ ลี่หรง แต่เขาก็ไม่สามารถลงมือกับเพื่อนร่วมห้องคนนั้นได้
ถ้าอู๋เยี่ยนหงลงมือหรือแตะต้องลี่หรงแม้แต่นิดเดียว จ้าวชิงซงในฐานะสามีของลี่หรง จะบุกไปคิดบัญชีกับคนคนนั้นอย่างแน่นอน เพราะถือว่าภรรยาของเขาถูกทำร้าย
แต่ความจริงคืออีกฝ่ายใช้วิธีการที่สกปรกเกินไป
ถึงจะไม่ได้ทำให้เธอเจ็บตัว แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกแย่ แล้วยังทำให้เธอไม่ได้ในสิ่งที่ควรจะได้อีกด้วย
ผู้หญิงคนนั้นช่างน่ารังเกียจจริง ๆ จ้าวชิงซงเสียใจมากที่ลี่หรงถูกกลั่นแกล้ง แต่เขากลับทำอะไรคนคนนั้นไม่ได้
จ้าวชิงซงกำโทรศัพท์แน่นแล้วกัดฟันถามด้วยความโกรธ “แล้วคุณก็เลยถูกตัดสิทธิ์ใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ” น้ำเสียงของลี่หรงฟังดูเศร้า แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเมื่อครู่
“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ” จ้าวชิงซงถามต่อ
“ฉันจะไม่ยอมปล่อยไว้แน่ คุณรอดูได้เลยค่ะ” ลี่หรงตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสดใสขึ้นบ้างเล็กน้อย
จ้าวชิงซงพยักหน้า ราวกับเพิ่งนึกได้ว่าลี่หรงมองไม่เห็นจึงรีบพูดว่า “อีกพักหนึ่งผมจะไปหานะครับ แล้วจะพาคุณไปเที่ยว คุณเป็นคนที่มีความสามารถ ครั้งหน้าคุณต้องทำได้อยู่แล้วล่ะครับ”
“อีกนานแค่ไหนกว่าคุณจะกลับมาคะ?”
จ้าวชิงซงอึ้งไปครู่หนึ่ง “อาจจะต้องช้ากว่ากำหนดเดิมครับ พอดีตอนนี้ที่ฟาร์มสุกรเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย”
ฟังมาถึงตรงนี้ลี่หรงเริ่มเป็นฝ่ายเครียดแทน “เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ?”
เธอหวนคิดถึงตอนที่จ้าวชิงซงเพิ่งรับช่วงต่อฟาร์มสุกรได้ไม่นาน ต้องประสบปัญหาลูกหมูเกิดโรค หมุนเงินไม่ทัน สุดท้ายก็ได้ร่วมมือกับหัวหน้าอู๋จากโรงงานเหล็ก จึงทำให้สามารถประคองฟาร์มไว้ได้
ไม่รู้ว่าคราวนี้จ้าวชิงซงต้องเจอปัญหาอะไรอีก
แม้ว่าฟาร์มสุกรของจ้าวชิงซงจะใหญ่กว่าเดิม แต่ก็เป็นฟาร์มสุกรที่ถูกกฎหมาย ไม่ต้องปกปิดอีกต่อไป ไม่รู้ว่านั่นเป็นเรื่องใหญ่แค่ไหน ถึงฉุดรั้งจ้าวชิงซงไว้ได้
จ้าวชิงซงไม่ได้ปิดบังลี่หรง แต่ก็พูดเพียงผ่าน ๆ ไป “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ ฟาร์มสุกรถูกคนบางคนหมายตาไว้น่ะ”
จู่ ๆ เขาก็หัวเราะออกมา “ภรรยา นับเป็นเรื่องบังเอิญสำหรับพวกเราเลยนะครับ คนพวกนี้ก็พากันใส่ร้ายผม บอกว่าผมเลี้ยงหมูมาตั้งนานแล้ว ทั้งยังพาคนไปหาที่ตั้งฟาร์มสุกรเดิมของผม โชคดีที่เราขนหมูทั้งหมดออกจากฟาร์มเก่าเมื่อสองวันก่อน พวกเขาจึงหาหลักฐานมายืนยันไม่ได้ว่าฟาร์มสุกรนั่นเป็นของผม เรื่องนี้ก็เลยจบลง เมื่อไหร่ที่ผมจัดการฟาร์มสุกรเสร็จแล้ว ผมจะรีบเข้าเมืองหลวงทันทีครับ”
ลี่หรงฉีกกระดาษโฆษณาที่ติดอยู่บนผนังตู้โทรศัพท์ออกเป็นชิ้น ๆ ด้วยความโกรธ เมื่อได้ยินจ้าวชิงซงเล่าเรื่องราวพวกนี้ให้ฟังราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในใจเธอรู้ดี ว่าเรื่องนี้ต้องไม่ง่ายอย่างที่เขาพูดอย่างแน่นอน
แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ เธอรู้ดีว่าสามีเป็นห่วงเธอ จึงไม่อยากให้เขาต้องคิดมาก
ลี่หรงพูดว่า “ไม่ต้องรีบก็ได้ค่ะ คุณจัดการเรื่องที่นั่นให้เสร็จเถอะค่ะ ฉันก็แค่คิดถึงคุณ…”
จู่ ๆ ได้ยินคำหวานจากลี่หรง จ้าวชิงซงก็หน้าแดงไปถึงใบหู เขาเหลือบมองเจ้าของร้านขายของชำ อีกฝ่ายกำลังยิ้มและทำท่าทีเลิ่กลั่ก “พี่สะใภ้รองค่อนข้าง… เอ่อ ร่าเริงดีนะ”
ตอนนั้นเสียงโทรศัพท์ดังมาก เจ้าของร้านขายของชำนั่งอยู่ไม่ไกล ดังนั้น เขาจึงได้ยินทั้งหมด
ทางด้านลี่หรงไม่มีใครอยู่ในตู้โทรศัพท์ จะพูดอะไรก็ได้ เมื่อได้ยินเหมือนจ้าวชิงซงกำลังคุยกับใครบางคน
เธอก็ตกใจไปครู่หนึ่ง “ข้าง ๆ คุณมีคนอยู่ด้วยหรือคะ?”
จ้าวชิงซงรู้ว่าลี่หรงคงต้องเขินอายมาก ถ้าเธอรู้ว่าคำพูดเมื่อครู่มีคนได้ยิน ไม่แน่ว่าอาจจะวางหูทันทีเลยก็ได้ เขาก็เลยแกล้งกระแอม “เปล่า คุณฟังผิดไปแล้วล่ะ”
เขาใช้เท้าเตะเจ้าของร้านขายของชำ ส่งสัญญาณบอกให้เขาออกไปสูบบุหรี่ที่หน้าร้านแทน
เจ้าของร้านขายของชำอายุไล่เลี่ยกับจ้าวชิงซง ทั้งคู่สนิทกันดี เวลานี้ในร้านก็ไม่มีใครมาซื้อของอยู่แล้ว เจ้าของร้านเลยหยิบบุหรี่และกล่องไม้ขีดไฟออกไปข้างนอก บริเวณนั้นจึงเหลือแค่จ้าวชิงซงเท่านั้น
ถ้าสายโทรศัพท์ยาวกว่านี้ จ้าวชิงซงก็อยากจะอุ้มโทรศัพท์ออกไปข้างนอกเช่นกัน
ในร้านไม่มีใคร อีกทั้งโทรศัพท์ก็อยู่ไกลจากประตูร้าน จ้าวชิงซงก็หน้าด้านกว่าปกติเป็นเท่าตัว แถมยังได้ใจพูดจาไม่อายปากไปอีกหลายประโยค
สุดท้ายลี่หรงก็วางหูไปด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
หลังจากวางสายของจ้าวชิงซงแล้ว ลี่หรงก็อารมณ์ดีขึ้นมาก เธอจึงกลับไปที่หอพัก
เมื่อกลับมาถึง ก็พบว่าเสิ่นรั่วหนิงยังไม่กลับมา
ครั้นอู๋เยี่ยนหงเห็นว่าเธอกลับมาแล้ว ก็หันหลังให้แกล้งทำเป็นนอนหลับ
ลี่หรงจึงได้แต่ยิ้มเยาะในใจ
หลังจากที่เธออาบน้ำเสร็จ แล้วนั่งอ่านหนังสือได้สักพัก จากนั้นจึงเตรียมตัวจะเข้านอน เสิ่นรั่วหนิงก็กลับมาพอดี
“ฉันคิดว่าคืนนี้เธอจะกลับไปนอนที่บ้านเสียอีก” ลี่หรงกล่าว
“กลับไม่ได้หรอก” เสิ่นรั่วหนิงเอานิ้วชี้แตะหน้าผากตัวเอง “ถ้าฉันกลับไปสภาพนี้ คุณแม่คงจะต้องเป็นห่วงฉันมาก ๆ เลยล่ะ”
เธอเหลือบมองเตียงของอู๋เยี่ยนหง แล้วกระซิบถามว่า “จะปล่อยผ่านไปอย่างนี้เหรอ?”
ลี่หรงส่ายหน้า แล้วก้มลงกระซิบกับเธอว่า “เดี๋ยวเธอก็รู้”
พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ จึงไม่ต้องเข้าเรียน
เมื่อลี่หรงตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ก็พบว่าเตียงของอู๋เยี่ยนหงว่างเปล่า เธอสบตากับเสิ่นรั่วหนิง อีกฝ่ายเบ้ปากแล้วพึมพำว่า “วิ่งเร็วจริง”
ตอนเที่ยง ไม่รู้ว่าอู๋เยี่ยนหงไปอยู่ที่ไหน และยังไม่ยอมกลับมากินมื้อเที่ยง ลี่หรงจึงคาดว่าคงพยายามหลบหน้าเธออยู่
ตอนบ่ายหลังตื่นจากการนอนกลางวัน อู๋เยี่ยนหงก็ยังไม่กลับมา คนอื่นที่มีธุระต่างพากันออกไปข้างนอก
ในห้องพัก จึงเหลือเพียงลี่หรงและเสิ่นรั่วหนิง
“เธอว่าเราควรทำอย่างไรดี เดี๋ยวนี้อู๋เยี่ยนหงทำตัวเหมือนเต่าหดหัวเลย!” เสิ่นรั่วหนิงเริ่มท้อแท้ ความรู้สึกอัดอั้นในใจนี้ค้างคาจนทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิด
ลี่หรงพูดว่า “เราต้องปล่อยให้อู๋เยี่ยนหงรับผลการกระทำของตัวเอง!”
“เธอหมายความว่ายังไง” เสิ่นรั่วหนิงตามไม่ทันในสิ่งที่ลี่หรงพูด
หลังจากนั้น เธอก็เห็นลี่หรงเดินไปเปิดลิ้นชักของอู๋เยี่ยนหง ภายในนั้นมีเงินกองกลางของห้องเรียนพวกเธออยู่
ตั้งแต่แรกอู๋เยี่ยนหงก็ไม่เคยปิดบังพวกเธอ แถมยังเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้งเพื่อให้ทุกคนรับรู้
ไม่ได้ทำเพื่อจะอวดอ้างว่าตัวเองเป็นหนึ่งในกรรมการนักเรียนโดยได้รับหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเงินของห้อง แต่ทำเพื่อต้องการจะสื่อว่าเงินอยู่ตรงนี้ ถือว่าทุกคนรับรู้กันหมด
หากเงินหายไปทุกคนก็มีสิทธิ์เป็นผู้ต้องสงสัย ถึงแม้บางคนจะรำคาญ แต่ก็ยังช่วยดูแลให้โดยไม่รู้ตัว
ความจริงแล้วคนอื่น ๆ ในหอพักไม่มีใครสนใจเลยว่าเงินจะอยู่ที่ไหน ลำพังเงินตัวเองก็ยังดูแลไม่ค่อยจะรอด ทั้งยังต้องมาดูแลเงินคนอื่นอีก
คนแบบนี้ ช่างน่ารำคาญและเจ้าเล่ห์เสียจริง