ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 147 หัวหน้าห้องเลี้ยงข้าว
บทที่ 147 หัวหน้าห้องเลี้ยงข้าว
“เธอจะทำอะไรน่ะ” เสิ่นรั่วหนิงถามเมื่อเห็นลี่หรงหยิบถุงเงินออกมา
ลี่หรงมองเสิ่นรั่วหนิงแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย จากนั้นจึงหยิบถุงผ้าที่ใส่เงินไว้มาเปิดดูว่าเป็นเงินห้องจริง ๆ แล้วเธอก็เอาถุงเงินนั้นไปซ่อน
เมื่อถึงวันจันทร์ ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดเทอมใหม่ อาจารย์ประจำชั้นก็ได้ทำการเรียกประชุมนักเรียนในชั้นทุกคน
ผลการแข่งขันทักษะเมื่อครั้งก่อนที่ประกาศออกมา ทุกคนในชั้นเรียนต่างรู้ว่าลี่หรงได้อันดับหนึ่ง
คนที่รู้จักและสนิทกับลี่หรงต่างก็พาเข้ามาแสดงความยินดีกับเธอ
ในการประชุมวันนี้ อาจารย์ประจำชั้นพูดถึงเรื่องทั่วไปในชั้นเรียน แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องจดหมายร้องเรียน เพียงแต่พูดว่าด้วยเหตุผลบางประการ ลี่หรงไม่สามารถไปอบรมนักการทูตได้ จึงได้มีการพูดคุยกับทางกรรมการแล้ว ทุกคนลงความเห็นว่าตัดสินใจเลื่อนการอบรมออกไปก่อน สุดท้ายคือ สิทธิ์การฝึกอบรมนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายการทูตจะมอบให้กับสวีเหยียนแทน
นอกจากเพื่อนสนิทที่รู้เรื่องอยู่แล้ว นักเรียนทั้งชั้นต่างมองมาที่ลี่หรงเป็นตาเดียว
เมื่อเห็นว่าลี่หรงมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้พูดอะไร ทุกคนต่างคิดว่าเธอคงไปไม่ได้เพราะคงมีเหตุผลส่วนตัว
แต่ทุกคนก็อดรู้สึกเสียดายแทนลี่หรงไม่ได้
ลี่หรงเหลือบมองอาจารย์โจวรุ่นหัวเพียงเล็กน้อย สายตาของอีกฝ่ายนั้นชัดเจนว่ามีความกังวลเพิ่มขึ้น และยังมีการเตือนเป็นนัย ๆ เพราะเขาคงกลัวว่าลี่หรงจะอาละวาด
หลี่หรงรู้สึกผิดหวังและพยายามไม่สนใจสายตาเหล่านั้น
เธอไม่อยากได้สิทธิ์ในการอบรมนี้แล้ว แต่เธอต้องกู้ชื่อเสียงของตัวเองกลับคืนมา อาจารย์โจวไม่ได้พูดเรื่องนั้นในห้องเรียน นั่นหมายความว่ายังไม่มีใครรู้
‘ดีแล้ว เพราะมันจะทำให้สิ่งที่เธอกำลังจะทำนั้นง่ายขึ้นมาก’
เมื่ออาจารย์โจวพูดจบ หัวหน้าห้องก็ออกมาพูดบ้าง
วันนี้เขาดูมีสีหน้ากังวลเหมือนว่ากำลังมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ
เขาพูดถึงเรื่องทัศนศึกษาในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทุกคนในห้องเรียนต่างก็พากันตื่นเต้นและแย่งกันออกความเห็นว่าจะไปที่ไหนดี
สวีเหยียนยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วพูดว่า “อีกสิบนาทีเราจะเลือกสถานที่ที่ทุกคนอยากไปมากที่สุดมาสามแห่ง แล้วเราจะมาลงคะเเนนเสียง โดยเสียงข้างน้อยต้องทำตามเสียงข้างมากนะครับ เมื่อตกลงเรื่องสถานที่ได้แล้ว ใครอยากกินหรือต้องการอะไรให้แจ้งกับฝ่ายสวัสดิการได้เลยครับ”
พูดจบเขาก็กลับไปที่นั่งของตัวเอง
ระหว่างนั้นเขาก็หันมาสบตากับลี่หรง แต่เธอกลับแสดงสีหน้าเรียบเฉย
ทำให้สวีเหยียนรู้สึกเป็นกังวลมากกว่าเดิม
เมื่อสองวันก่อน เขารู้ว่าตัวเองได้สิทธิ์ในการเข้าอบรมทางการทูตแทนลี่หรง เขาจึงรีบไปพบอาจารย์โจวทันทีเพื่อสอบถาม แต่กลับได้รับคำตอบเพียงว่า ‘ไม่ต้องสนใจ’
เขาเชื่อว่าทางบ้านของเขาไม่ได้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้อย่างแน่นอน ถ้าได้ที่สองก็ต้องยอมรับว่าตัวเขาความสามารถไม่ถึงเอง
แต่ผลลัพธ์ตอนนี้ทำให้เขายอมรับได้ยาก เมื่อวานเขาอยากจะไปอธิบายให้ลี่หรงฟัง แต่ก็ไม่เจอเธอ วันนี้ในคาบเรียนเขาจึงรีบไปหาลี่หรงอีกครั้ง แต่ท่าทางของเธอนั้น มีเพียงความเฉยเมยไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเกลียดชังอะไร
และนั่นยิ่งทำให้สวีเหยียนรู้สึกกระวนกระวายใจไม่น้อย
สิบนาทีต่อมาได้มีการเลือกสถานที่ออกมาหลายแห่ง ล้วนแต่เป็นสวนสาธารณะที่เพิ่งสร้างใหม่ หรือริมแม่น้ำและทะเลสาบชานเมือง
สุดท้ายด้วยคะแนนเสียงส่วนมาก จึงตัดสินใจไปปิกนิกที่ริมแม่น้ำแถวชานเมือง
เมื่อพูดคุยเรื่องต่าง ๆ เสร็จสิ้น วัตถุประสงค์ของการประชุมในชั้นเรียนวันนี้ก็ถือว่าเรียบร้อยแล้ว
เมื่อทุกคนกำลังพากันทยอยออกไป สวีเหยียนจึงเดินเข้าไปหาลี่หรงแล้วถามว่า “พอจะมีเวลาคุยกันหน่อยไหม”
ลี่หรงอยากจะปฏิเสธกลับไป เพราะเธอไม่รู้ว่าจะต้องมีเรื่องอะไรให้คุยอีก เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับสวีเหยียน และเธอก็ไม่ได้เสียสิทธิ์เพราะเขา เธอยังแยกแยะในเรื่องนี้ได้
แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของอู๋เยี่ยนหง ลี่หรงก็เหลือบมองไปทางที่อู๋เยี่ยนหงนั่งอยู่ แล้วพบว่าอีกฝ่ายก็กำลังจับตามองเธอเช่นกัน
ลี่หรงนึกอะไรขึ้นได้และยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ได้สิ คุยที่ไหนดีล่ะ?”
“ถ้าอย่างนั้น ไปคุยกันที่โรงอาหารก็เเล้วกัน” สวีเหยียนถอนหายใจโล่งอก เพราะอย่างน้อยเธอก็ยังตอบรับเขา “เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวเธอเอง”
เสิ่นรั่วหนิงเดินมาเกี่ยวแขนลี่หรง “แล้วฉันล่ะคะ คุณหัวหน้าห้อง”
สวีเหยียนแตะท้ายทอยตนเองแล้วก็พูดพร้อมรอยยิ้ม “เธอก็มาด้วยกันสิ”
“หัวหน้าห้องใจดีมากค่ะ” เสิ่นรั่วหนิงยกนิ้วโป้งให้
ทุกคนกินข้าวใกล้จะอิ่มแล้ว แต่สวีเหยียนก็ยังไม่พูดถึงเรื่องสิทธิ์การอบรม ดูเหมือนว่าเขาเพียงต้องการจะเลี้ยงข้าวเท่านั้น
หลังมื้ออาหาร เสิ่นรั่วหนิงต้องการไปร้านขายของชำเพื่อซื้อน้ำ ลี่หรงจึงรอเธออยู่ข้างนอก
ก่อนที่สวีเหยียนจะกลับไปลี่หรงก็เป็นฝ่ายพูดออกมาก่อนว่า “หัวหน้าห้องต้องการจะพูดอะไรกันแน่คะ ถ้าเป็นเรื่องการอบรมนักการทูต ฉันว่าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรก็ได้ค่ะ”
“ขอโทษด้วย ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าต้นสายปลายเหตุมันคืออะไร แต่ฉันสาบานได้ว่าครอบครัวของฉันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน” สวีเหยียนอธิบายกับลี่หรงอย่างตรงไปตรงมา และไม่ว่าอาจารย์โจวจะพูดอย่างไร เขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ลี่หรงไม่ได้เป็นคนที่สละสิทธิ์เองอย่างแน่นอน
ไม่มีนักเรียนคนไหนที่ได้รับโอกาสนี้แล้วจะยอมสละสิทธิ์ไปง่าย ๆ หรอก
ไม่ต้องพูดถึงว่าการฝึกอบรมนักการทูตแล้วจะได้เป็นนักการทูตในอนาคตหรือไม่
แค่เพียงได้เข้ารับการฝึกอบรมนี้ ก็ทำให้พวกเขาได้พบปะกับนักการทูตและผู้นำหน่วยงานการค้าระหว่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่ออาชีพในอนาคตของพวกเขาทั้งสิ้น
นั่นเป็นเพราะพวกเขาเรียนการค้าระหว่างประเทศเช่นกัน
หลังจากจบการศึกษาแล้ว ไม่ว่าจะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ หรืองานอื่น ๆ ที่คล้ายกัน การแข่งขันนี้ถือเป็นการแข่งขันที่มีคุณค่าอย่างมาก
และในอนาคตหากอยากเข้าทำงานที่บริษัทใหญ่ ย่อมไม่ใช่เรื่องยากแล้ว
เสิ่นรั่วหนิงถือแก้วน้ำเดินออกมา มองไปรอบ ๆ แล้วถามว่า “หัวหน้าห้องล่ะ ไปแล้วเหรอ?”
ลี่หรงพยักหน้าตอบ
“เขาคุยเรื่องอะไรกับเธอเหรอ?”
“ก็ไม่พ้นเรื่องสิทธิ์การเข้าอบรมนักการทูตนั่นแหละ”
เสิ่นรั่วหนิงขมวดคิ้ว “เขามาเยาะเย้ยเธอเหรอ?”
“เปล่าหรอก” ลี่หรงเห็นว่าเสิ่นรั่วหนิงกำลังจะโกรธจึงยิ้มออกมา “เขามาขอโทษฉันน่ะ”
“ขอโทษเหรอ?”
“อืม… ที่จริงเขาไม่จำเป็นต้องขอโทษฉันหรอก เขาไม่ได้ทำอะไรฉันเสียหน่อย”
เสิ่นรั่วหนิงเบ้ปาก “ใครบอกว่าไม่จำเป็น เธอลืมที่อู๋เยี่ยนหงพูดในหอพักไปแล้วเหรอ แต่เอาเถอะ อย่างไรผู้ชายคนนี้ก็ยังเป็นตัวปัญหาอยู่ดี ใครจะรู้ว่าสองคนนั้นเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน”
ทั้งสองคนกลับไปที่หอพักแล้วพบว่าคนในหอกำลังวุ่นวายกันมาก พูดให้ชัดก็คือไม่รู้ว่าอู๋เยี่ยนหงเป็นอะไร เธอค้นหาอะไรสักอย่างจนข้าวของกระจายไปทั่วห้อง ยกเว้นโต๊ะส่วนตัวของคนอื่น ๆ แล้ว เธอยังค้นหาทั่วบริเวณส่วนกลางของหอพักอีก
ลี่หรงหันไปสบตากับเสิ่นรั่วหนิงโดยที่ไม่พูดอะไร แล้วแยกกันเดินตรงไปที่เตียงของตัวเอง
ทันใดนั้น อู๋เยี่ยนหงก็เดินมาหาลี่หรง ด้วยดวงตาแดงก่ำ
ลี่หรงดึงผ้าห่มลงมา เธอได้แต่เงียบไม่พูดอะไรและสบตากับอู๋เยี่ยนหงโดยไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
อู๋เยี่ยนหงกลืนน้ำลายลงคอ “เธอเอาเงินค่าห้องไปหรือเปล่า หรือพอจะเห็นบ้างไหม?”
เธอถามลี่หรงเสียงแข็ง
ลี่หรงมองอู๋เยี่ยนหงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เปล่า ฉันจะเห็นได้ยังไง เงินค่าห้องไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนดูแลอยู่เหรอ? ฉันเคยบอกแล้วว่าเงินค่าห้องแค่นิดเดียวน่ะฉันไม่สนใจหรอก และจดหมายที่เธอเขียนแจ้งความเท็จเพื่อใส่ร้ายฉันตอนนั้น เงินก็ยังอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมตอนนี้ถึงหายไปแล้วล่ะ หรือว่าเธอคิดจะโยนความผิดให้ฉันจริง ๆ”
“ไม่ใช่นะ” อู๋เยี่ยนหงส่ายหน้าไปมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฉันยอมรับว่าฉันเขียนจดหมายแจ้งความเท็จใส่ร้ายเธอ ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน แต่ว่าตอนนี้ค่าห้องตั้งหลายร้อยหายไปแล้ว ฉันไม่มีปัญญาจ่ายคืนจริง ๆ”
ถึงจะเก็บเงินแค่คนละไม่กี่หยวน แต่ทั้งห้องมีนักเรียนหลายสิบคน อีกทั้งยังเพิ่งจะเปิดเทอมใหม่ ยังไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ เงินหายไปตั้งหลายร้อยหยวนเชียวนะ
เงินพวกนี้ อู๋เยี่ยนหงเก็บไว้เองตลอด ถ้าหายไปเธอต้องรับผิดชอบด้วยการควักเงินตัวเองมาจ่ายแทน
แล้วอู๋เยี่ยนหงจะมีปัญญาหาเงินจากที่ไหนกัน!