ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 148 กรรมตามสนอง
บทที่ 148 กรรมตามสนอง
อู๋เยี่ยนหงยังมีลูกอีกสามคนรออยู่ที่หมู่บ้าน ด้วยทางนั้นกลัวว่าเธอจะไม่ยอมกลับไป จึงให้เงินเธอน้อยลงทุกเดือน แล้วอย่างนี้เธอจะหาเงินตั้งหลายร้อยได้จากที่ไหนกัน
เธอกังวลมาก “ลี่หรงฉันขอร้องล่ะ เธอเห็นเงินค่าห้องบ้างหรือเปล่า?”
“ยอมรับแล้วเหรอ?” ลี่หรงยกคิ้วเป็นเชิงตั้งคำถาม “ยอมรับว่าเธอเป็นคนเขียนจดหมายร้องเรียนเท็จแล้วเหรอ?”
อู๋เยี่ยนหงยกมือขึ้นปาดน้ำตา
ลี่หรงแกล้งทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “อืม… เหมือนจะเคยเห็นที่ไหนกันนะ อ๋อ! ฉันจำได้ว่าเคยเห็นเธอเอาเงินใส่ลิ้นชักไว้นี่ ทุกคนเองก็เคยเห็นเหมือนกันใช่ไหม?”
ลี่หรงชี้ไปที่ลิ้นชักของอู๋เยี่ยนหง
สีหน้าของอู๋เยี่ยนหงแข็งกร้าว เธอได้แต่กัดฟันพูดว่า “เมื่อกี้ฉันค้นดูลิ้นชักของหลี่ชุนเสวี่ยแล้ว ลี่หรง เธอ…”
“โอ้…” ลี่หรงลากเสียงยาว “เธออยากจะค้นดูลิ้นชักของฉันใช่ไหม? ทำไมถึงสงสัยว่าฉันเป็นคนเอาไปล่ะ?”
“เปล่านะ! ไม่ใช่…”
“ได้สิ” ลี่หรงเปิดลิ้นชักของตัวเองให้อู๋เยี่ยนหงดู
ในลิ้นชักมีของน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเครื่องสำอาง เห็นได้ชัดว่าลี่หรงไม่ได้ซ่อนเงินเอาไว้
เสิ่นรั่วหนิงก็เปิดลิ้นชักของตัวเองเช่นกัน “ไหน ๆ เธอก็ดูลิ้นชักของทุกคนหมดแล้ว ต้องดูของฉันด้วยสิ จะได้ไม่ต้องมีปัญหากันทีหลัง”
อู๋เยี่ยนหงหน้าซีดเผือด แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยรู้ถึงฐานะทางบ้านของเสิ่นรั่วหนิงนัก แต่ดูจากการใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว เธอพอจะมองออกว่า เสิ่นรั่วหนิงต้องมีฐานะร่ำรวยอย่างแน่นอน
เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสงสัยเสิ่นรั่วหนิง แววตาเยาะเย้ยของอีกฝ่ายที่มองมาในตอนนี้ มันยิ่งทำให้อู๋เยี่ยนหงอับอายไม่น้อย
อู๋เยี่ยนหงรู้ดีว่าตนไม่มีทางเลือกอื่น ทั้งยังรู้ดีว่าเสิ่นรั่วหนิงกำลังระบายความโกรธแทนลี่หรงอยู่ เพราะอย่างไรทั้งสองคนก็เป็นเพื่อนที่สนิทกันมากที่สุด
อู๋เยี่ยนหงไม่มีทางเดินไปตรวจค้นลิ้นชักของเสิ่นรั่วหนิงอย่างแน่นอน เธอทำได้เพียงเอามือปิดหน้า แล้วเดินร้องไห้ หันหลังกลับไปที่เตียงของตัวเอง
เสิ่นรั่วหนิงกระซิบถามลี่หรงว่า “อู๋เยี่ยนหงจะร้องไห้ขนาดนั้นทำไมกันล่ะ พวกเราไม่ได้ทำอะไรรุนแรงเสียหน่อย”
สำหรับเสิ่นรั่วหนิงแล้ว สิทธิ์การเข้าอบรมของลี่หรงสำคัญกว่าเงินเหล่านี้มากนัก
และไม่จำเป็นต้องใช้เงินพวกนี้เสียหน่อย พวกเธอแค่ซ่อนมันเอาไว้เท่านั้นเอง
ลี่หรงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไม่ได้ทำเกินไปเลยสักนิด”
เรื่องที่เสิ่นรั่วหนิงนึกไม่ถึง แต่ลี่หรงกลับคาดเดาได้ไม่เคยผิด
ปกติแล้ว อู๋เยี่ยนหงใช้จ่ายอย่างประหยัด นั่นแสดงให้เห็นว่าเธอคงไม่มีเงินเท่าไรนัก
เงินค่าใช้จ่ายของห้องเรียนไม่กี่ร้อยหยวน ถ้าเป็นจ้าวชิงซง คงจะหาใหม่ได้ภายในไม่กี่วัน แต่ในยุคสมัยที่เงินเดือนหนึ่งร้อยหยวนถือเป็นเงินเดือนที่สูงแล้วนั้น สำหรับนักเรียนที่มีลูกแล้วอย่างอู๋เยี่ยนหง การที่จะให้เธอหาเงินมาจ่ายแทนนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน
เมื่อเงินห้องหายไปเธอจึงต้องเป็นคนจ่ายแทนทั้งหมด และการที่เธอร้องไห้เสียใจถึงขนาดนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ลี่หรงไม่คิดจะเห็นใจเธอเลยสักนิด เพราะเมื่อตัดสินใจทำแบบนี้แล้ว เธอย่อมรู้ถึงผลที่จะตามมาในภายหลัง
จะพูดว่าเธอใจร้ายก็ได้ แต่เธอไม่สนใจหรอก
ลี่หรงแค่ซ่อนเงินไว้ ไม่ได้ยักยอกเสียหน่อย เธอรู้ตัวดีว่าที่ทำแบบนี้เพราะอะไร
ไม่มีใครสนใจว่าอู๋เยี่ยนหงร้องไห้นานแค่ไหน ส่วนลี่หรงนั้นก็นอนหลับได้อย่างสบายใจ
สองวันต่อมา อู๋เยี่ยนหงอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ทั้งร่างกายและจิตใจ
เหลืออีกวันเดียวจะถึงวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว นั่นคือวันที่กำหนดให้จัดทัศนศึกษาของห้องเรียน
หมายความว่า อู๋เยี่ยนหงต้องนำเงินห้องมาเตรียมซื้อของ
แต่เธอจะหาเงินมาจากที่ไหนได้ จะให้ไปบอกอาจารย์โจวก็ไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เธอจะต้องถูกปลดและตัดสิทธิ์ในการเป็นกรรมการห้องเรียนอย่างแน่นอน
ถ้าเป็นอย่างนั้น เธอก็จะไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับหัวหน้าห้องอีก
อู๋เยี่ยนหงเครียดมาก จนเป็นร้อนในและมีแผลพุพองเต็มปาก เธอเที่ยวยืมเงินจากคนอื่นไปทั่ว
แต่ไม่มีใครในหอพักยอมให้เธอยืมเงินเลย ส่วนเงินไม่กี่บาทที่ยืมมาจากหอพักอื่น ก็น้อยมากจนแทบจะใช้ประโยชน์ไม่ได้
ในขณะนั้นเอง อู๋เยี่ยนหงกำลังตัดสินใจว่าจะไปพูดคุยกับอาจารย์โจว ถึงแม้จะถูกปลดและตัดสิทธิ์การเป็นกรรมการนักเรียนก็ช่าง เธอไม่สนแล้ว ขอแค่เธอไม่ต้องหาเงินมาชดใช้ก็พอ
หากว่าเธอไม่สามารถหาเงินมาคืนได้ทันเวลา เพื่อนในห้องจะพากันคิดว่า เธอเป็นคนยักยอกเงินห้องไปใช้เอง และคงทำให้สถานการณ์ในห้องเรียนแย่ลงอย่างแน่นอน
ตอนนั้นเอง ลี่หรงก็เดินมาแล้วพูดว่า “ฉันให้เธอยืมเงินได้นะ”
“จริงเหรอ!?”อู๋เยี่ยนหงมองลี่หรงด้วยความประหลาดใจ
ลี่หรงไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้า
เธอมองลี่หรงด้วยความไม่ไว้ใจ พลางถอยหลังไปเล็กน้อย แล้วถามอย่างลังเลว่า “เธอมีเงื่อนไขอะไร?”
“แน่นอนว่าฉันคงไม่ให้เธอยืมเงิน โดยไม่มีเงื่อนไข หลังจากที่เธอทำกับฉันแบบนั้นหรอก”
การแลกเปลี่ยนที่มีเงื่อนไข ทำให้อู๋เยี่ยนหงรู้สึกวางใจขึ้น
“เงื่อนไขอะไร?” อู๋เยี่ยนหงถาม
“ฉันไม่ให้เธอไปทำอะไรที่มันลำบากหรอก” ลี่หรงพูดเสียงเบาลงที่ได้ยินกันแค่สองคน “ตอนนั้นเธอเขียนจดหมายร้องเรียนเพื่อใส่ร้ายฉัน ดังนั้นแล้ว ตอนนี้ฉันเพียงต้องการให้เธอเขียนจดหมายชี้แจงเรื่องทั้งหมด แล้วส่งไปที่นั่นอีกครั้งในนามของเธอเอง”
จดหมายร้องเรียนครั้งแรก อู๋เยี่ยนหงเป็นคนเขียนเอง
แล้วถ้าให้เธอเขียนจดหมายชี้แจงเรื่องทั้งหมดอีกฉบับ ก็จะทำให้คนพวกนั้นคิดว่าอู๋เยี่ยนหงเป็นพวกหลอกลวง และเธอก็หลอกพวกเขาได้สำเร็จเสียด้วยสิ
ผลจะเป็นอย่างไรได้ นอกเสียจาก คนพวกนั้นจะมีความคิดที่ไม่ดีต่ออู๋เยี่ยนหง และในอนาคต หากเธออยากทำงานกับทางการ แล้วต้องไปเจอคนเหล่านั้น รับรองได้ว่า เธอคงใช้ชีวิตยากขึ้นอย่างแน่นอน
ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
อู๋เยี่ยนหงก้มหน้าลง “ถึงฉันจะเขียนไปแล้วอย่างไร เธอก็ไม่มีทางได้กลับไปอบรมนักการทูตอยู่ดี…”
“ฉันรู้… แต่สิ่งที่ฉันต้องการในตอนนี้ไม่เกี่ยวกับการอบรมทั้งนั้น” ลี่หรงยิ้มเยาะ “ฉันแค่ไม่สามารถแบกรับความอัปยศนี้ไว้ได้ เพราะมันน่าขยะแขยงเกินไปก็เท่านั้น”
อู๋เยี่ยนหงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเธอก็พูดขึ้นว่า “ฉันจะเขียน”
ลี่หรงมองดูเธอเขียนจดหมายจนเสร็จและส่งไป
จากนั้น ลี่หรงจึงมอบเงินสามสิบกว่าหยวนให้อู๋เยี่ยนหง “เท่านี้พอไหม?”
“พอแล้ว” อู๋เยี่ยนหงตอบกลับเสียงเบา “ไว้ฉันจะหาเงินมาคืน”
เมื่อวันทัศนศึกษามาถึง
เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ซื้อขนมขบเคี้ยวประเภทเมล็ดแตงโม ผลไม้อย่างส้มที่ราคาค่อนข้างถูกหน่อย ส่วนที่เหลือนั้นเป็นผัก
เนื่องจากเป็นการทำอาหารแบบปิกนิก จึงต้องเอาหม้อมาทำอาหารด้วย เพราะว่าสมัยนี้พวกปิ้งย่างและหม้อไฟยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก
คนในชั้นเรียนหลายคนที่เคยลงไปช่วยงานในชนบท นับว่าพอมีประสบการณ์กันอยู่บ้าง
นักศึกษาชายหลายคนขยันเป็นพิเศษ พากันยกหินมาตั้งเป็นเตาเพื่อใช้สำหรับวางหม้อทำอาหาร
ส่วนนักเรียนหญิงก็ช่วยกันล้างผักในแหล่งน้ำสะอาดบริเวณใกล้เคียง
เสิ่นรั่วหนิงเพิ่งเคยทำอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก เธอเห็นปลาว่ายไปมาในแม่น้ำ จึงตื่นเต้นและตะโกนว่า “ลี่หรง! มาดูนี่สิในน้ำมีปลาด้วย!”
“จริงด้วย! น้ำใสมาก”
“ทั้งยังดื่มได้ด้วยนะ” หลิวหลานหลานพูด ขณะที่กำลังล้างผักอยู่
“มาตกปลาด้วยกันเถอะ” นักศึกษาชายคนหนึ่งตะโกน
กลายเป็นว่านักศึกษาชายทั้งห้องต่างพาไปตกปลา จนแทบไม่มีแรงงานผู้ชายเหลืออยู่แล้ว
เสิ่นรั่วหนิงในฐานะคณะกรรมการชั้นเรียนจึงตะโกนว่า “นี่! พวกนายจะตกปลาอย่างเดียวไม่ได้ จะไม่ทำอาหารกันแล้วหรือไง?”
นักศึกษาชายคนหนึ่งตอบกลับว่า “แค่มานั่งเล่นกันเฉย ๆ เล่นก่อนแล้วค่อยทำอาหารก็ได้ อีกอย่าง ถ้าพวกเราตกปลาตัวใหญ่ได้ วันนี้ก็จะมีกับข้าวเพิ่มอีกอย่างด้วย”
“นั่นสิ พวกเธอก็ไปหาที่นั่งเล่นพักผ่อนกันไปก่อน เดี๋ยวค่อยเริ่มทำอาหารก็ได้”
ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่พวกเธอก็ยังล้างผักจนสะอาดก่อน แล้วจึงพากันไปเดินเล่น
มีบริเวณหนึ่งที่ตื้นมาก ทั้งยังมีน้ำใสแจ๋ว จนสามารถมองเห็นก้อนหินกลมที่อยู่ในน้ำได้
พวกเธอนึกอยากเล่นน้ำขึ้นมา จึงพากันถอดรองเท้า พับขากางเกงขึ้น แล้วลงไปเล่นน้ำโดยไม่สนใจอะไรอีก
น้ำในนั้นค่อนข้างอุ่น
พวกเธอสาดน้ำใส่กันไปมาเหมือนเด็กน้อย
ลี่หรงถูกเสิ่นรั่วหนิงสาดน้ำใส่ เธอก็เลยเข้าไปร่วมวงด้วย
และแล้วบริเวณนั้นก็กลายเป็นเหมือนเทศกาลสาดน้ำไปเสียแล้ว
ไม่นานนัก ความสนใจของพวกเธอก็ถูกดึงดูดไปที่อะไรบางอย่างแทน