ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 150 เหตุการณ์พลิกผัน
บทที่ 150 เหตุการณ์พลิกผัน
เธอลืมไปแล้วว่าลี่หรงไม่ใช่คนที่ไม่มีความสามารถ เพียงแต่อีกฝ่ายแค่วางตัวเป็นเพียงยุวชนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้ทำตัวโดดเด่นกว่าคนอื่นมาตั้งแต่แรก
และยังลืมไปว่า การที่เธอเข้าหาทุกคนนั้น เป็นเพียงการเสแสร้ง
ลี่หรงเป็นคนสวย เรียนเก่ง มีนิสัยเรียบง่าย เมื่อเพื่อนร่วมชั้นต้องการความช่วยเหลือ ลี่หรงก็มักจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่เสมอ…
ทัศนศึกษาในครั้งนี้ นอกจากอู๋เยี่ยนหงแล้ว คนอื่น ๆ ก็มีความสุขกันถ้วนหน้า
หลังกลับจากทัศนศึกษา วันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ ลี่หรงจึงไปทานข้าวที่บ้านตระกูลลี่
หลังจากนั้น เธอก็โทรศัพท์หาจ้าวชิงซง ลี่หรงรู้สึกสนุกมาก เธอเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวให้จ้าวชิงซงฟังอย่างออกรส
จ้าวชิงซงสัมผัสได้ถึงความสนุกตื่นเต้นของลี่หรงผ่านคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ เขาเพียงยิ้มนิด ๆ อยู่ปลายสาย “ฟังดูน่าสนุกดีนะครับ!”
“แน่นอนค่ะ!” ลี่หรงหยุดพูดแล้วถามเขาว่า “แล้วคุณจะกลับมาเมื่อไหร่คะ?”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง หัวใจของลี่หรงเต้นรัว เธอรีบถามด้วยความกังวล “ทำไมเงียบไปล่ะ มีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือเปล่าคะ?”
“ไม่มีอะไรครับ” จ้าวชิงซงถอนหายใจแล้วพูดต่อ “เฮ้อ… ที่รัก ผมมีเรื่องจะบอกคุณ”
“คุณพูดมาได้เลยค่ะ”
“หมู่บ้านเตรียมแบ่งที่ดินให้แต่ละครอบครัว”
ปีที่แล้วหมู่บ้านต้าเจียงไม่ได้แบ่งที่ดิน และยังคงใช้ระบบศูนย์รวม ซึ่งหมายความว่าผลิตผลทั้งหมดนับเป็นของกองกลาง และสมาชิกในหมู่บ้านจะได้รับส่วนแบ่งตามจำนวนงานที่ทำ
ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าเจียงเห็นหมู่บ้านอื่น ๆ แบ่งที่ดินให้แต่ละครัวเรือน ก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพียงแต่อยากรู้ว่าคนจากหมู่บ้านอื่นจะใช้ชีวิตที่ดีขึ้นได้หรือไม่
หลังจากผ่านไปประมาณครึ่งปี ชาวบ้านก็ได้เก็บเกี่ยวข้าว และทุกครัวเรือนต่างมีข้าวกินเพียงพอ
ครอบครัวไหนมีที่นาเยอะ ปลูกข้าวเก่งก็เก็บเกี่ยวได้เยอะ แต่หากครอบครัวไหนปลูกข้าวไม่เก่ง ดูแลไม่เป็นย่อมเก็บเกี่ยวได้น้อย
โดยที่พวกเขาต้องส่งข้าวให้รัฐบาลในปริมาณที่กำหนด ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้กินเองได้
ในขณะเดียวกัน หมู่บ้านที่ใช้ระบบศูนย์รวมเองก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากเช่นกัน
เพียงแต่ตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าเจียงต่างพากันรู้สึกอิจฉาหมู่บ้านข้าง ๆ มาก
ประกอบกับช่วงนั้นใกล้จะถึงเทศกาลตรุษจีน จ้าวชิงซงได้ยื่นคำร้องขอที่ดินภูเขาเพื่อทำฟาร์มสุกร เมื่อเห็นคนอื่นเริ่มทำแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าเจียงก็เริ่มอยากทำบ้าง
พวกเขาจึงไม่อยากทำนาแบบระบบศูนย์รวมอีก เพราะต่างก็อยากทำนาของตัวเอง
จ้าวเจี้ยนผิงก็ไม่อาจห้ามปรามได้อีก ภายใต้การลงคะแนนเสียงของชาวบ้าน ในที่สุด หมู่บ้านต้าเจียงก็ตัดสินใจแบ่งที่ดิน
ลี่หรงไม่เข้าใจว่าหมู่บ้านต้าเจียงแบ่งที่ดิน แล้วเกี่ยวอะไรกับการที่จ้าวชิงซงจะมาเมืองหลวงช้ากว่าเดิม “หรือว่าจ้าวชิงซงตั้งใจจะทำนาในหมู่บ้าน”
“ใช่ครับ” จ้าวชิงซงตอบ
ลี่หรงเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดความในใจออกมาเสียแล้ว
เธอพูดตะกุกตะกัก “คุณ… คุณจะกลับไปทำนาเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงลอบถอนหายใจ “ผมตั้งใจว่าจะทำสวนผลไม้บนภูเขาครับ”
“สวนผลไม้เหรอคะ?”
“ครับ สวนผลไม้”
“แล้วคุณจะปลูกผลไม้อะไรคะ?”
“ปลูกต้นแพร์ครับ”
ลี่หรงไม่ได้ตอบอะไร เธอแค่กำลังคิดว่า สภาพอากาศของหมู่บ้านต้าเจียงนั้นก็ดูเหมาะแก่การปลูกต้นแพร์จริง ๆ และในอนาคตมณฑล H ยังคงเป็นมณฑลที่มีผลผลิตลูกแพร์สูงที่สุดในประเทศอีกด้วย
เมื่อลี่หรงเงียบไปนาน จ้าวชิงซงจึงถามด้วยความกังวล “หรือคุณไม่พอใจหรือเปล่าครับ?”
ก่อนหน้านี้จ้าวชิงซงเคยทำธุรกิจผลไม้ในเมืองหลวง ถือว่าพอมีความรู้เกี่ยวกับผลไม้อยู่บ้าง และเขาคงไม่สามารถทำธุรกิจขายส่งผลไม้ได้ตลอดไป จ้าวชิงซงหันไปมองที่ภูเขา ตอนนั้นเองเขาพลันนึกขึ้นได้ว่า เขาจะปลูกผลไม้ที่นี่ได้ไหม
ถ้าหากเขาทำสำเร็จ เขาจะสามารถให้คำแนะนำและสอนชาวบ้านได้ด้วย
“ไม่หรอกค่ะ คุณมีความคิดที่ดีขนาดนี้ แต่ฉันกลับช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย แล้วฉันจะไม่พอใจได้ยังไงกันล่ะคะ เพียงแต่คิดว่าคุณคงมาเมืองหลวงไม่ได้แล้ว ฉันเลยรู้สึกเศร้านิดหน่อยค่ะ”
“เราห่างกันแค่ชั่วคราวเท่านั้นครับ ไว้ผมจัดการทุกอย่างที่นี่เสร็จแล้วผมจะรีบไปหาคุณนะครับ”
ลี่หรงได้แต่ยิ้มเจื่อน พลางคิดในใจ ‘นี่ทำสวนผลไม้นะ คงต้องอยู่เฝ้าสวนทั้งปี ไม่ได้ออกไปไหนหรอก’
เธอรู้ดีว่าคงอีกนานกว่าที่จ้าวชิงซงจะมาเมืองหลวงได้ แต่เธอก็ไม่อยากห้ามไม่ให้อีกฝ่ายทำสวนผลไม้ เพราะมันคือหนทางการเติบโตทางธุรกิจของเขา
การทำสวนผลไม้ก็คือการเริ่มต้นธุรกิจ
ตอนนี้ยังไม่มีคนปลูกต้นแพร์มากนัก หากจ้าวชิงซงเริ่มต้นในตอนนี้ เธอสามารถคาดการณ์ได้เลยว่า เขาต้องร่ำรวยขึ้นอย่างแน่นอน
เธอถอนหายใจ แล้วถามว่า “ตอนนี้เริ่มแบ่งที่ดินกันหรือยังคะ?”
“แบ่งแล้วครับ แบ่งตามจำนวนคนในครอบครัวน่ะ”
ลี่หรงไม่รู้ว่าจะถามอะไร จ้าวชิงซงจึงเล่าต่อเอง “บ้านเรามีกันหลายคน น่าจะได้ที่ดินเยอะอยู่ เมื่อถึงเวลานั้น ผมตั้งใจจะเอาที่ดินบนภูเขาไว้ปลูกต้นแพร์ ส่วนที่นาก็จะปลูกพวกพืชไร่ครับ”
“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ตัดสินใจเองแล้วกันค่ะ” แม้น้ำเสียงของลี่หรงแสดงออกถึงความผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด แต่เธอก็ไม่ได้พูดว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเขา
จ้าวชิงซงรู้ว่าเธอสนับสนุน แต่ก็แอบเสียใจที่ทั้งคู่ต้องอยู่ห่างกัน
หลังจากนั้นไม่นานลี่หรงก็ถามว่า “แล้วอันอันล่ะคะ จะให้มาอยู่กับฉันที่นี่ไหมคะ?”
“ให้อยู่ที่บ้านนี่แหละครับ” จ้าวชิงซงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “ถึงผมจะทำสวน แต่ผมยังพอมีเวลาได้อยู่กับลูก อีกอย่าง คุณจะได้มีสมาธิตั้งใจเรียนด้วยครับ”
ไม่ได้เจอหน้าจ้าวชิงซงไม่พอ ยังต้องอดเจอหน้าเจ้าตัวเล็กอีกเหรอ
ลี่หรงรู้สึกเศร้ากว่าเดิมหลายเท่า
“ถ้าผมว่างเมื่อไหร่ จะพาอันอันไปหาคุณนะครับ”
ลี่หรงเบ้ปากด้วยท่าทีไม่ค่อยพอใจ แต่เมื่อคิดได้ว่าจ้าวชิงซงมองไม่เห็น เธอจึงได้แต่ถอนหายใจ “มาอยู่แค่ไม่กี่วันใช่ไหมคะ? ถึงอย่างไรคุณก็ต้องกลับไปอยู่ดี จ้าวชิงซง ฉันไม่คิดว่าเราจะต้องแยกกันเพราะเรื่องนี้เลยค่ะ”
“คุณพูดอะไรออกมาครับ?” จ้าวชิงซงฟังน้ำเสียงของลี่หรงแล้วรู้สึกไม่สบายใจ พลางคิดว่าเธอกำลังพูดจาแปลก ๆ จนเขาเริ่มรู้สึกร้อนใจ “หมายความว่าอะไรครับ เรื่องแยกหรือไม่แยกกันน่ะ เราแค่แยกกันชั่วคราวเฉย ๆ ครับ แค่ชั่วคราวเท่านั้นนะครับ!”
ลี่หรงหัวเราะ “เอาละ ๆ ฉันแค่แหย่คุณเล่นเท่านั้นค่ะ อยากทำอะไรก็ทำเถอะ ฉันจะรอฟังข่าวดีนะคะ”
หลังจากวางสาย ลี่หรงก็ถูกอาจารย์ประจำชั้นเรียกไปพบ
ลี่หรงคาดการณ์ไว้ว่าจดหมายฉบับนั้นน่าจะส่งไปถึงแล้ว และอาจารย์ประจำชั้นคงเรียกเธอมาเพราะเรื่องนี้อย่างแน่นอน
เมื่อไปถึง เธอก็พบกับเจ้าหน้าที่การทูตและคนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการแข่งขันรอบที่สาม ยิ่งทำให้ลี่หรงมั่นใจในความคิดของตัวเองมากขึ้น
ลี่หรงทักทายครูประจำชั้นแล้วมองไปที่คนอื่น ๆ เธอพอจะจำนามสกุลของพวกเขาได้บ้าง จึงเริ่มทักทายด้วยความสุภาพ
อาจารย์ประจำชั้นยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะชี้ไปที่เก้าอี้ข้าง ๆ ให้ลี่หรงนั่ง “เธอยังจำท่านคณะกรรมการเหล่านี้ได้อยู่ไหม?”
ลี่หรงพยักหน้า
โจวรุ่นหัวประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม “วันนี้มีข่าวดีสำหรับเธอนะลี่หรง ผู้อำนวยการหัวยืนยันแล้วว่าจะคืนสิทธิ์ในการเข้าอบรมนักการทูตให้เธอ เรื่องเมื่อก่อนเกิดจากความเข้าใจผิด เป็นเพราะว่ายุวชนคนหนึ่งคิดเล่นพิเรนทร์ ทางเราเองก็ไม่ได้สอบสวนให้ดี ผลีผลามเชื่อคำโกหกนั่นจึงตัดสิทธิ์เธอไป ตอนนี้ทางเรารู้ความจริงและได้สั่งลงโทษยุวชนคนนั้นไปแล้ว จากนี้เธอจึงยังมีสิทธิ์ที่จะเข้าอบรมนักการทูตได้เหมือนเดิม”
ลี่หรงไม่คิดมาก่อนว่าตอนแรกเธอแค่อยากล้างมลทินจากข้อกล่าวหาที่ว่าเธอเป็น ‘ขโมย’
คิดไม่ถึงว่าจะได้รับสิทธิ์คืนมาด้วย
แต่เธอก็ไม่ต้องการสิ่งนี้แล้ว
ไม่ใช่เพราะเอาแต่ใจ แต่หลังจากที่วางสายจากจ้าวชิงซงแล้ว ลี่หรงได้วางแผนการพัฒนาตัวเองใหม่ เธอจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการฝึกอบรมนักการทูตอีกต่อไป
เธอเอ่ยขอโทษพร้อมรอยยิ้ม “อาจารย์โจวคะ ฉันไม่ต้องการสิทธิ์เข้าร่วมอบรมนี้แล้ว ยกให้หัวหน้าห้องไปเถอะค่ะ”
“ทำไมเธอถึงพูดอย่างนั้นล่ะ?” โจวรุ่นหัวตกใจกับคำพูดของลี่หรง ไม่คิดว่าเธอจะกล้าพูดเช่นนี้ เธอไม่ต้องการมันแล้วเหรอ? ตอนที่รู้ว่าตัวเองถูกตัดสิทธิ์ก็โวยวายใหญ่โต โจวรุ่นหัวยังจำได้ดี แต่ตอนนี้เธอกลับพูดว่า ‘ไม่ต้องการแล้ว’ อย่างหน้าตาเฉยเนี่ยนะ?
เขาหรี่ตามองลี่หรง “สวีเหยียนก็ยังได้สิทธิ์นี้อยู่ ตอนนี้พวกเธอจึงสามารถไปอบรมด้วยกันได้ทั้งสองคน”
ที่โจวรุ่นหัวดีใจก็เพราะเหตุผลนี้ ทางคณะได้สิทธิ์เพิ่มขึ้นมาเป็นสองที่ คนของนักการทูตทราบดีว่าลี่หรงโดนกลั่นแกล้ง พวกเขาจึงมาที่นี่เพื่อสอบสวน และลงโทษอู๋เยี่ยนหงด้วยการเขียนคาดโทษ และยังเพิ่มสิทธิ์ในการเข้าอบรมให้อีกหนึ่งที่ด้วย
พวกเขาไม่ต้องเพิกถอนสิทธิ์ของสวีเหยียน เพียงแค่เพิ่มสิทธิ์ให้กับคณะตัวเอง และคืนสิทธิ์ให้กับลี่หรง
แต่ลี่หรงกลับไม่ต้องการ
เธอไม่ต้องการมันอีกแล้ว!