ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 151 คานไม้
บทที่ 151 คานไม้
โจวรุ่นหัวมองลี่หรงราวกับว่ากำลังมองเด็กดื้อคนหนึ่ง “ลี่หรง เรื่องมาถึงขั้นนี้เเล้ว เธออย่าเอาแต่ใจไปหน่อยเลย”
“ฉันไม่ได้เอาแต่ใจนะคะ” ลี่หรงยิ้ม จากนั้นก็หันไปพูดกับนักการทูตกลุ่มนั้นอีกครั้ง เธออธิบายด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ “เรื่องเป็นเช่นนี้ค่ะ คือว่าตอนนี้สามีของฉันกำลังพัฒนาธุรกิจปศุสัตว์และการเกษตรที่บ้านอยู่ค่ะ เมื่อเรียนจบแล้ว ฉันตั้งใจว่าจะกลับไปช่วยเขา ดังนั้น ฉันจึงไม่ต้องการสิทธิ์การเป็นนักการทูตนี้อีก หากเป็นไปได้ก็มอบให้กับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นเถอะค่ะ”
เมื่อเธอพูดจบชายวัยกลางคนอายุราว ๆ สี่สิบก็เอ่ยขึ้น “หนุ่มสาวที่มีความคิดในการพัฒนาธุรกิจนั้นถือเป็นเรื่องดี แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ขัดข้องกับความต้องการของคุณเลยนะ การฝึกอบรมนี้ แม้อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่คุณจะได้รู้จักคนอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาธุรกิจของคุณในอนาคต”
ลี่หรงคิดในใจ ‘แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้ขัดแย้ง แต่นี่เป็นแค่ข้ออ้างหนึ่งของเธอเท่านั้น’
ลี่หรงไม่ต้องการสิทธิ์ในการอบรมอีกแล้ว ตอนแรกที่ได้จดหมายร้องเรียนก็ไม่มีใครคิดที่จะสอบสวน แต่กลับตัดสินว่าเธอเป็นคนผิดและตัดสิทธิ์เธอไปเสียอย่างนั้น พอมาตอนนี้กลับจะให้มีการสอบสวน มันจะไปมีความหมายอะไรกัน
เธอไม่ชอบเรื่องแบบนี้เลยจริง ๆ
แม้อาจารย์โจวจะพยายามโน้มน้าวอย่างสุดความสามารถ แต่ลี่หรงก็ยังยืนกรานปฏิเสธ จนในที่สุด เธอก็ไม่ได้รับสิทธิ์ในการอบรมนั้นอีก
โจวรุ่นหัวยังต่อว่าลี่หรงว่าเป็นคนดื้อรั้นเอาแต่ใจ แต่ลี่หรงก็ทำเพียงยิ้มตอบกลับไปเท่านั้น
หลังจากที่เรื่องนี้จบแล้ว ลี่หรงไม่ได้เล่าให้ใครฟังต่อ
ส่วนอู๋เยี่ยนหงนั้น ยังคงหลบหน้าลี่หรงอยู่ ถึงกับยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหอพัก
แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนไม่ได้ ด้วยเหตุผลว่า มีที่นอนไม่เพียงพอ และเธอก็ไม่มีเหตุผลดีพอที่จะย้ายหอพัก
ตอนนี้ในเมืองหลวงเริ่มมีร้านค้าเปิดใหม่มากมาย อีกทั้งการจ้างงานก็เริ่มเยอะขึ้นเช่นกัน
อู๋เยี่ยนหงทำงานพิเศษเป็นพนักงานเก็บเงินในร้านค้าแห่งหนึ่ง ลี่หรงรู้ว่าอู๋เยี่ยนหงต้องการหาเงินมาคืนเธอ จึงทำได้เพียงคิดในใจว่าจะคืนเงินค่าห้องให้เมื่อไหร่ดี
แต่ถึงอย่างไร อู๋เยี่ยนหงก็ต้องนำเงินที่ยืมไปมาคืนเธออยู่ดี เพราะการทำงานพิเศษนี้ได้เงินเดือนเพียงสิบกว่าหยวนเท่านั้น หากคิดจะเก็บเงินจากการทำงานพิเศษเพื่อคืนเงินให้เธอ คงจะต้องเก็บไปจนถึงวันที่เรียนจบอย่างแน่นอน
ตอนนี้จ้าวชิงซงไม่ได้อยู่ด้วย ลี่หรงจึงอยู่ที่หอพักเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งก็กลับบ้านตระกูลลี่เพื่อพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์
ด้านเสิ่นรั่วหนิง เมื่อเธอต้องไปเข้าร่วมงานเลี้ยง เธอจึงมาหาลี่หรงเพื่อให้ช่วยทำชุดให้
ลี่หรงที่ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว จึงตกลงทำชุดให้เธอ
ตอนที่กำลังร่างแบบนั้น ลี่หรงจะทำตอนอยู่ในหอพัก แต่พอถึงเวลาที่ต้องทำชุด ลี่หรงก็ต้องกลับไปที่บ้านล้อมลาน เพราะเป็นที่เดียวที่มีจักรเย็บผ้า
ชุดที่ทำให้เสิ่นรั่วหนิงในครั้งนี้เป็นชุดกระโปรงยาวปักลายแบบราชสำนัก โดยออกแบบให้เป็นชุดสายเดี่ยว
บริเวณเอว ลี่หรงออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับก้างปลา ซึ่งสามารถช่วยพรางหุ่นได้ดี และยังเน้นให้เห็นทรวดทรงได้อย่างชัดเจน
เสิ่นรั่วหนิงชื่นชมลี่หรงไม่ขาดปาก “ลี่หรง เธอเก่งที่สุดเลย!”
ลี่หรงยิ้มเล็กน้อย “แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าคราวนี้มีคนถามว่าชุดนี้ใครเป็นคนทำ เธอบอกเขาไปได้เลยนะ”
“จริงเหรอ?” เสียงของเสิ่นรั่วหนิงสูงขึ้นเล็กน้อย “นี่เธอจะหันมาออกแบบและตัดชุดขายเองแล้วเหรอ?”
ทันทีที่พูดจบ เสิ่นรั่วหนิงก็มีท่าทีลังเลเล็กน้อย “แต่ว่าพวกเราเรียนการค้าระหว่างประเทศไม่ใช่เหรอ?”
“การค้าระหว่างประเทศก็คือการทำงานให้เจ้านาย ส่วนฉันก็สามารถเป็นเจ้านายตัวเองได้ไม่ใช่เหรอ” ลี่หรงยิ้ม
“ที่เธอพูดมาก็ถูก แต่ว่าเราไม่ได้เรียนการออกแบบนะ จะทำได้จริงเหรอ?”
ถึงชาตินี้ไม่ได้เรียน แต่ฉันเรียนมาตั้งแต่ชาติที่แล้วต่างหาก ลี่หรงตอบกลับอยู่ในใจ
“จะทำได้หรือไม่ คงต้องดูกันที่ผลงาน เธอไม่คิดว่าชุดที่ฉันทำให้เธอนั้นมันสวยบ้างเหรอ?”
“สวยสิ สวยมากด้วย” เสิ่นรั่วหนิงชอบเสื้อผ้าที่ลี่หรงทำให้ที่สุด “ถ้าเธอตั้งใจจะทำจริง เช่นนี้ก็ดีเลย ครั้งก่อนที่เธอทำชุดให้แม่ฉันน่ะ ฉันเองก็อยากให้เธอทำให้เหมือนกัน แต่กลัวว่าจะรบกวนเวลาเรียน เลยไม่ได้บอก นี่! แล้วยังมีคุณป้าอีกหลายคนเลยนะ ที่มาถามว่าใครเป็นคนทำชุด แต่ตอนนั้นฉันเองก็ยังไม่ได้บอกใครไป…”
เสิ่นรั่วหนิงพูดไปเรื่อยด้วยความตื่นเต้น แต่ จู่ ๆ ก็โพล่งออกมาว่า “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะเป็นคนหาลูกค้าให้เธอเอง ฉันจะช่วยให้ธุรกิจของเธอมั่งคั่ง พอฉันเรียนจบก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหางานอีกต่อไปแล้ว”
“ฮ่า ๆ!” ลี่หรงฟังเพื่อนพูดก็อดหัวเราะไม่ได้ “ได้สิ ถ้าเธอช่วยฉันทำธุรกิจแล้วได้กำไรดีนะ ฉันจะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้เธอแน่นอน”
ด้วยความสามารถของลี่หรงในตอนนี้ การวาดภาพตัดเย็บเสื้อผ้าแบบพอดีตัวคือ การตัดเย็บให้เข้ากับสัดส่วนร่างกายของแต่ละคนโดยเฉพาะ ดังนั้น ราคาจึงสูงขึ้นตามไปด้วย
เสิ่นรั่วหนิงเองเป็นคนที่กว้างขวางมาก คนที่เธอรู้จักล้วนแต่เป็นคนร่ำรวยและมีชื่อเสียง ต้องเป็นคนเหล่านี้เท่านั้น ถึงจะสามารถจ่ายตามราคาที่ลี่หรงตั้งไว้ได้
เมื่อเสิ่นรั่วหนิงกลับจากงานเลี้ยง ก็รีบมาหาลี่หรงที่มหาวิทยาลัยเพื่อบอกข่าวดี “คุณป้าหลายคนขอช่องทางการติดต่อของเธอด้วยนะ ทั้งยังถามอีกว่าจะไปหาที่บ้านเลยหรือว่าให้มาหาที่มหาวิทยาลัย”
“เธอบอกที่อยู่บ้านล้อมลานไปหรือ?”
“ยังไม่ได้บอก เพราะฉันเองก็จำที่อยู่บ้านล้อมลานของเธอไม่ค่อยได้น่ะ” เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะแก้เขิน “ฉันจดเบอร์โทรไว้ด้วย คิดว่าจะกลับมาถามเธอก่อน แล้วค่อยติดต่อกลับไปอีกที”
ลี่หรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากจะจัดห้องทำงานห้องหนึ่งในบ้านล้อมลานก็คงไม่มีปัญหาอะไร
สวนองุ่นที่จ้าวชิงซงย้ายมาปลูกใหม่ก็โตขึ้นมากแล้ว จากที่เคยใช้คานไม้ทำเป็นโครงหลังคาไว้ ตอนนี้ก็มีเถาวัลย์เลื้อยเต็มไปหมดแล้ว ลานด้านล่างจึงสามารถทำเป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจได้เป็นอย่างดี
ส่วนดอกไม้ในสวน ช่วงฤดูใบไม้ผลิก็พากันออกดอกสวยงามหลากสีสันเต็มไปหมด
หากลี่หรงจัดบ้านมุมหนึ่งไว้เป็นห้องทำงาน แล้ววางโต๊ะและเก้าอี้ไว้ในสวน เอาไว้ให้ลูกค้ามานั่งจิบชาและพูดคุยกัน
เธอคิดดูแล้วก็พอจะเป็นไปได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลี่หรงจึงบอกที่อยู่บ้านล้อมลานให้กับเสิ่นรั่วหนิง “ต่อไปให้พวกคุณป้าของเธอมาหาฉันที่บ้านล้อมลานได้เลย ฉันจะอยู่บ้านทุกวันหยุดสุดสัปดาห์”
“ได้! คืนนี้ฉันจะโทรบอกพวกคุณป้าให้เลย” เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะร่า
“จริงสิ แม่ฉันพอรู้ว่าเธอจะเปิดร้านตัดชุด ท่านบอกว่าอยากให้เธอออกแบบชุดให้ด้วย เพราะจะได้เป็นลูกค้าคนแรกของเธอน่ะ คืนนี้มาค้างบ้านฉันสักคืนได้ไหม? เธอไม่ได้ไปกินข้าวที่บ้านฉันตั้งนานแล้ว อีกอย่าง ตอนนี้จ้าวชิงซงกับอันอันก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย”
ลี่หรงตอบตกลง ครู่เดียวก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดกับเสิ่นรั่วหนิงด้วยท่าทีจริงจัง
“อ้อ! ชุดที่ฉันทำให้เธอกับคุณป้าน่ะ เธอไม่ได้บอกเรื่องราคาชุดกับคนอื่นใช่ไหม?”
ชุดที่ทำให้เสิ่นรั่วหนิงกับสวีจิ้งเหอนั้น ลี่หรงคิดราคาถูกมาก เธอคิดเพียงราคาต้นทุน ซึ่งเป็นราคาของคนที่สนิทกันเท่านั้น หากต้องคิดราคาแบบนี้กับคนอื่น เธอคงขาดทุนแย่
“วางใจได้เลย ฉันไม่ได้บอกหรอก ฉันรู้ว่าเธอต้องการหารายได้ จะคิดราคาของคนอื่นเท่าฉันได้ยังไงล่ะ!” เสิ่นรั่วหนิงจับแขนลี่หรงแล้วหัวเราะ “พวกเราสองคนสนิทกันขนาดนี้ ก็ไม่ต่างจากการเป็นญาติกันหรอก!”
“เธอเองก็ฉลาดเหมือนกันนะ”
เสิ่นรั่วหนิงรู้สึกเขินอาย แล้วพูดด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “แม่ฉันบอกมาน่ะ”
ตอนเย็น ลี่หรงตามเสิ่นรั่วหนิงมาที่บ้านตระกูลเสิ่นอีกครั้ง
สวีจิ้งเหอต้อนรับลี่หรงอย่างดี อาหารยังไม่เสร็จ เธอก็หันไปสั่งให้คนรับใช้ชงชาและยกขนมกับผลไม้มาให้ก่อน
จากนั้นก็ชวนลี่หรงคุยด้วยท่าทางตื่นเต้น
หลังจากเตรียมอาหารเสร็จแล้ว สวีจิ้งเหอจึงชวนลี่หรงให้ไปกินข้าวด้วยกัน
ที่โต๊ะอาหารมีเพียงผู้หญิงสามคน
พ่อของเสิ่นรั่วหนิงไม่อยู่บ้าน ส่วนพี่ชายเองก็ยังไม่กลับมาเช่นกัน
ทั้งสามคนกินข้าวและพูดคุย หัวเราะกันบ้างเป็นครั้งคราว
พอกินข้าวไปได้สักพัก เสิ่นหมิงโจวก็กลับมาพอดี
เขายังคงสวมชุดทำงานเหมือนเช่นเคย เมื่อสวีจิ้งเหอหันไปเห็นลูกชาย จึงเรียกให้มากินข้าวด้วยกัน
เสิ่นหมิงโจวกำลังจะบอกว่ากินมาจากข้างนอกแล้ว แต่สายตาก็พลันไปเห็นลี่หรงที่ไม่ได้เจอกันมานาน แม้จะเคยเจอแค่ครั้งเดียว แต่ตอนนี้เพียงแค่เหลือบมองเขาก็จำเธอได้แล้ว