ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 152 ลาก่อนเสิ่นหมิงโจว
บทที่ 152 ลาก่อนเสิ่นหมิงโจว
เสิ่นหมิงโจวหยุดก้าวเท้าที่กำลังจะเดินขึ้นบันได เขาเดินถอดถุงมือสีขาวแล้วอ้อมไปที่โต๊ะอาหาร พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า “วันนี้มีแขกมาเหรอครับ?”
“นี่เพื่อนร่วมห้องของฉันค่ะ ลี่หรง” เสิ่นรั่วหนิงแนะนำ “พี่จำได้ไหมคะ ก่อนหน้านี้วันเกิดของฉันเธอก็มาด้วย”
“สวัสดีครับ” เสิ่นหมิงโจวกล่าวทักทาย
ลี่หรงเองก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “สวัสดีค่ะ”
คนรับใช้ยกชามและตะเกียบมาเพิ่ม เสิ่นหมิงโจวนั่งตรงข้ามกับลี่หรง สายตาของเขาจับจ้องไปที่เธออย่างไม่วางตา
ลี่หรงเองก็รู้สึกได้และเริ่มอึดอัดใจ เมื่อครั้งก่อนเธอก็เคยรู้สึกแบบนี้ แต่ตอนนั้นเธอพาอันอันมาด้วย เธอจำได้ว่าเคยบอกเสิ่นหมิงโจวว่าเธอแต่งงานและมีลูกแล้ว
เธอคิดว่าถึงแม้เสิ่นหมิงโจวจะชอบเธอ แต่ถ้าเขารู้ว่าเธอมีครอบครัวแล้ว เขาคงจะตัดใจไปเองได้
แต่ตอนนี้เขากลับจ้องเธอไม่วางตา มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ
เสิ่นรั่วหนิงยังคงพูดถึงเรื่องที่ลี่หรงจะทำธุรกิจเปิดร้านตัดชุดต่อ เธออยากจะช่วยให้ลี่หรงประสบความสำเร็จ และเธอจะยังสามารถพิสูจน์ตัวเองกับคนในครอบครัวได้ ว่าเธอเองก็มีความสามารถเช่นกัน
โดยที่ไม่ทันได้สังเกตเห็นถึงความอึดอัดของลี่หรงเลย
อย่างไรก็ตาม สวีจิ้งเหอสังเกตเห็นเข้าพอดี ตอนแรกเธอแค่อยากถามลูกชายว่าเรื่องงานเป็นอย่างไรบ้าง แต่เธอพบว่าแววตาของลูกชายนั้นแปลกไป และมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
เธออาบน้ำร้อนมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าแววตาเช่นนั้นมันคืออะไร นั่นเป็นแววตาของคนที่กำลังมองคนที่ตัวเองรัก
สวีจิ้งเหอเหลือบมองลี่หรงอีกครั้ง เด็กคนนี้มีการศึกษา หน้าตาก็สะสวย อีกทั้งการพูดจากิริยามารยาทก็สุภาพ คนแบบนี้ในสายตาเธอก็คิดว่าเหมาะที่จะเป็นลูกสะใภ้ได้ไม่ยาก
ไม่แปลกใจเลยที่เสิ่นหมิงโจวจะชอบเธอ แต่น่าเสียดายที่ฟ้าแกล้งคน เพราะลี่หรงแต่งงานแล้ว และยังมีลูกชายอีกหนึ่งคน
เป็นไปไม่ได้เลยที่สวีจิ้งเหอจะปล่อยให้เสิ่นหมิงโจวทำร้ายครอบครัวของคนอื่น
เธอถอนหายใจเบา ๆ น้ำเสียงค่อนข้างเข้มงวดแล้วเรียกชื่อลูกชาย “หมิงโจว”
หลังจากเรียกชื่ออยู่สองครั้ง เสิ่นหมิงโจวก็เพิ่งจะรู้สึกตัวแล้วหันมองไปแม่ของเขา “มีอะไรเหรอครับแม่?”
สวีจิ้งเหอคีบซี่โครงหมูให้เสิ่นหมิงโจว “กินข้าวเถอะ”
ในสายตาของเธอแฝงไปด้วยคำเตือน เพียงเหลือบมองก็รู้แล้วว่าผู้เป็นแม่สังเกตเห็นท่าทางของเขาแล้ว
เสิ่นหมิงโจวทำได้เพียงก้มหน้าลงและกล่าวว่า “ขอบคุณครับ”
หลังจากนั้นเสิ่นหมิงโจวก็ไม่ได้มองลี่หรงอีก ทำให้ลี่หรงรู้สึกโล่งอกเป็นอย่างมากและรู้สึกขอบคุณสวีจิ้งเหอที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์
คืนนี้เธอรับปากกับเสิ่นรั่วหนิงว่าจะมานอนค้างที่บ้านด้วย พรุ่งนี้จะได้ไปมหาวิทยาลัยด้วยกัน
แต่ลืมไปว่าวันนี้ยังมีเสิ่นหมิงโจวอยู่ ตอนนี้ลี่หรงกำลังคิดว่าจะกลับบ้านเลยดีไหม ถ้าอยู่ค้างคืนที่นี่คงไม่ดีเท่าไรนัก
เธอจึงพยายามหาข้ออ้างเพื่อที่จะกลับหอพักของมหาวิทยาลัย
เสิ่นรั่วหนิงไม่ยอม เธอทำท่าทีฮึดฮัดใส่ลี่หรง “ตอนแรกเธอบอกว่าจะมานอนเป็นเพื่อนฉันไม่ใช่เหรอ? นอนก่อนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยไปมหาวิทยาลัยด้วยกันก็ได้ ตอนนี้ดึกมาก ถ้ากลับไปตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วล่ะ”
สุดท้ายลี่หรงก็ไม่ได้กลับไป
เดิมทีสวีจิ้งเหอเตรียมห้องไว้สำหรับลี่หรงแล้ว แต่เสิ่นรั่วหนิงดันมาอ้อนให้ลี่หรงนอนกับเธอด้วย
แต่ลี่หรงก็รู้สึกว่านอนกับเสิ่นรั่วหนิงน่าจะดีกว่า
ไม่ใช่ว่าเธอคิดมากเกินไป แต่วันนี้แววตาของเสิ่นหมิงโจว ทำให้เธอกลัวจริง ๆ ว่าอีกฝ่ายจะแอบเข้าห้องเธอกลางดึก
ในห้องของเสิ่นรั่วหนิงมีห้องน้ำส่วนตัว หลังจากเข้าห้องไปแล้ว เธอกับเสิ่นหมิงโจวน่าจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก
ลี่หรงรู้สึกว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน
แน่นอนว่าก่อนนอนนั้น ถือเป็นเวลาของเพื่อนสาว พอปิดไฟแล้ว ทั้งสองคนก็ยังไม่นอน ได้แต่คุยกันไปเรื่อยเปื่อย
ถึงแม้ลี่หรงจะมีลูกแล้ว และรวมอายุทั้งสองชาติก็เกือบสามสิบปี แต่เธอยังเหมือนกับสาวน้อยที่พูดคุยกับเสิ่นรั่วหนิงได้ทุกเรื่องไม่มีเปลี่ยน
เวลาผู้หญิงปิดไฟแล้ว สิ่งที่มักจะชอบคุยคงไม่พ้นเรื่องความรักและการซุบซิบนินทา
ลี่หรงใช้โอกาสนี้ ‘เค้นถาม’ เสิ่นรั่วหนิง ถึงความสัมพันธ์ปัจจุบันของเธอกับลี่รุ่ยจือ “เธอจะได้มีโอกาสมาเป็นพี่สะใภ้สามของฉันเมื่อไหร่กัน นี่ก็ผ่านมาครึ่งปีแล้วนะ พวกเธอยังไม่ตกลงคบกันอีกเหรอ?”
เสิ่นรั่วหนิงก็ไม่แน่ใจ “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่ชายของเธอคิดอะไรอยู่ ฉันบอกใบ้เขาไปหลายครั้งแล้วนะ แต่เขาก็ไม่มีทีท่าจะตอบอะไรกลับมาเลย”
ลี่หรงเงียบฟังไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้นว่า “ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นนะ หรือว่า…พี่สามของฉันไม่ได้ชอบเธอ”
“คงไม่ใช่หรอก ถ้าพี่สามไม่ได้ชอบเธอ เขาจะซื้อของให้เธอทำไมกันล่ะ?” ลี่หรงพูดขึ้นอีกครั้ง
“จริงเหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงดึงผ้าห่มขึ้นมาห่ม “ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
ลี่หรงซักถามเสิ่นรั่วหนิงอีกหลายคำถาม สุดท้ายยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแปลก “ทำไมฉันรู้สึกเหมือนเดี๋ยวนี้พวกเธอสองคนเป็นแฟนกันแล้วล่ะ ถ้าคิดอีกอย่างก็คือ มีความเป็นไปได้ไหมว่า พี่ชายฉันมองว่าเธอเป็นแฟนเขาแล้ว”
“โอ้โห! ให้ตายเถอะ ไม่จริงหรอก!” เสิ่นรั่วหนิงร้องออกมาด้วยความตกใจ
ลี่หรงลองช่วยออกความคิดให้ “ครั้งหน้าเธอไม่ลองถามเขาตรง ๆ ไปเลยล่ะ”
แล้วทั้งคู่ก็คุยกันจนดึกดื่น
เช้าวันรุ่งขึ้น ลี่หรงคาดไม่ถึงว่าเสิ่นหมิงโจวจะมากินข้าวเช้าด้วย
ทั้งที่เสิ่นรั่วหนิงเคยบอกเธอว่าเขาไม่ค่อยกินข้าวที่บ้าน
เธอพลาดแล้ว
ลี่หรงรีบกินข้าว จนเสิ่นรั่วหนิงคิดว่าเพื่อนจะรีบไปเรียนจึงรีบกินข้าวตาม
ลี่หรงคิดว่ากินเสร็จแล้วก็จะได้รีบไป จะได้ไม่ต้องเจอกับเสิ่นหมิงโจวอีก แต่ผิดคาดเสิ่นหมิงโจวดันเสนอตัวไปส่งเสิ่นรั่วหนิงกับเธอที่มหาวิทยาลัยเสียเอง
เธอส่งสายตาอ้อนวอนไปให้เสิ่นรั่วหนิง หวังให้เพื่อนรักปฏิเสธ
แต่เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้สังเกตเห็นความรู้สึกที่เสิ่นหมิงโจวมีต่อลี่หรง และไม่ได้รับรู้ถึงสายตาของลี่หรงด้วย เธอจึงหัวเราะด้วยความประหลาดใจ “วันนี้พี่เป็นอะไรไปคะ ดูแปลก ๆ คิดอย่างไรถึงอยากจะไปส่งฉันที่มหาวิทยาลัยคะ”
“พูดอะไรอย่างนั้น ปกติพี่ไม่เคยดีกับเธอหรืออย่างไร?”
“ดีสิคะ แต่ปกติพี่ไม่เคยไปส่งฉันที่มหาวิทยาลัยเลยนะ แล้ววันนี้นึกครึ้มใจอะไรขึ้นมากันคะ?”
“เอาน่า ได้นั่งรถไปมหาวิทยาลัยสบาย ๆ แล้วยังจะถามมากอีก ไปขึ้นรถเลย”
เสิ่นรั่วหนิงเปิดประตูรถอย่างมีความสุข เธอดึงลี่หรงให้ขึ้นไปนั่งด้วย ก่อนที่รถจะออกจากประตูรั้ว เสิ่นรั่วหนิงก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบของบางอย่าง
เธอบอกให้พี่ชายจอดรถ “พี่คะ! จอดรถก่อนค่ะ พอดีว่าฉันลืมของ”
“เธอนี่ขี้ลืมจริง ๆ” เสิ่นหมิงโจวพูดด้วยรอยยิ้มแล้วจอดรถ
มือของลี่หรงไวกว่าความคิด เธอรีบดึงมือของเสิ่นรั่วหนิง “เธอลืมอะไรเหรอ ถ้าไม่สำคัญ ค่อยกลับมาเอาตอนเย็นก็ได้”
‘ตอนนี้เธอไม่อยากอยู่ตามลำพังกับเสิ่นหมิงโจวเลย!’
‘โดยเฉพาะในรถแคบ ๆ แบบนี้’
“เป็นของสำคัญน่ะ เดี๋ยวฉันจะรีบหยิบแล้วลงมานะ” เสิ่นรั่วหนิงคิดว่าลี่หรงจะรีบไปเรียน เลยพูดทิ้งท้ายก่อนไปว่า “ยังเหลือเวลาอีกตั้งนาน พวกเราไม่สายหรอก”
ลี่หรงกำลังจะพูดว่า เธอจะไปด้วย แล้วกำลังจะลงจากรถ แต่เสิ่นรั่วหนิงก็ผลักให้เธอกลับไปนั่งที่เดิม “ฉันไปเองก็ได้ ไม่นานหรอก”
“เอ่อ…”
กลัวอะไรได้อย่างนั้น เมื่อเสิ่นรั่วหนิงออกไป เสิ่นหมิงโจวก็ถามทันที
“ลี่หรง คุณกลัวผมเหรอครับ?”
“อ๋อ! เปล่าค่ะ”
“แล้วทำไมคุณถึงหลบหน้าผมตลอดเลยล่ะครับ”
“… ฉันไม่ได้หลบหน้าคุณเสียหน่อยค่ะ” ลี่หรงได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ กลบเกลื่อนความรู้สึกที่กำลังประหม่า
“ผมชอบคุณมากนะ คุณรู้ตัวบ้างไหมครับ?”
ลี่หรงรู้สึกไม่แปลกใจเลยที่เสิ่นหมิงโจวกับเสิ่นรั่วหนิงเป็นพี่น้องกัน นิสัยเหมือนกันแบบนี้ พูดอะไรตรงไปตรงมาเหมือนกันไม่มีผิด
ก่อนหน้านี้เสิ่นรั่วหนิงก็พูดกับลี่รุ่ยจือแบบนี้
ตอนนี้ลี่หรงเองเริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของลี่รุ่ยจือเป็นอย่างดีเลยล่ะ
เสิ่นหมิงโจวหันกลับมามองลี่หรงด้วยสายตากดดัน
ลี่หรงหัวใจเต้นรัว ตัวแข็งทื่อ เบือนหน้าหันไปมองนอกหน้าต่าง แล้วพูดว่า “ฉันแต่งงานแล้ว จะพูดอะไรก็กรุณาให้เกียรติด้วยค่ะ”
เสิ่นหมิงโจวได้แต่ยิ้ม ไม่สนใจสิ่งที่เธอพูด “ได้ยินว่าสามีคุณเป็นคนที่คุณไปพบตอนลงไปช่วยงานในชนบทใช่ไหมครับ เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ทั้งยังไม่มีงานประจำ คุณคิดจริง ๆ เหรอครับ ว่าพวกคุณจะไปกันรอด”
“รอดสิคะ!” ลี่หรงหันมาจ้องหน้าเขา เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจัง
เสิ่นหมิงโจวชะงัก และเงียบไป เพราะเสิ่นรั่วหนิงกำลังเดินมาที่รถเเล้ว หลังจากนั้น เสิ่นหมิงโจวก็หันกลับไปทำหน้าที่ขับรถต่อ โดยไม่พูดอะไรอีก