ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 155 ช่างตัดเสื้อตัวเล็ก ๆ
บทที่ 155 ช่างตัดเสื้อตัวเล็ก ๆ
“นี่มันอร่อยกว่าที่แม่บ้านทำเสียอีก!” สวีจิ้งเหอวางชามลง เมื่อตอนเช้าเธอมีนัดกับคุณนายคนอื่น ๆ เลยไม่ได้มาพร้อมกับเสิ่นรั่วหนิง
สวีจิ้งเหอจึงมาถึงหลังจากที่จุดประทัดเปิดร้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เสิ่นรั่วหนิงตักซุปแปะก๊วยใส่ในชามให้ผู้เป็นแม่ “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ ฝีมือลี่หรงอร่อยมากเลยนะคะ”
สวีจิ้งเหอเหลือบมองเสิ่นรั่วหนิง เมื่อตอนอยู่บ้าน แม้น้ำมันหกก็ยังไม่ยอมเช็ด แต่พอมาอยู่ที่นี่กลับช่วยหยิบจับทำงานได้อย่างคล่องแคล่วไปหมด
เธอเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองดูลูกสาวเพียงเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ เสิ่นรั่วหนิงก็บ่นให้เธอฟังอยู่ตลอดว่ากำลังจะทำงานใหญ่
ตอนนั้นสวีจิ้งเหอยังไม่รู้ว่าเธอคิดจะทำอะไร แต่ตอนนี้พอจะเดาออกแล้ว
ลี่หรงเห็นว่าทุกคนต่างกินซุปแปะก๊วยกันอย่างเอร็ดอร่อย จนมันใกล้จะหมดแล้ว เธอจึงค่อย ๆ พาทุกคนไปสู่ขั้นตอนการเปิดร้านต่อไป
ขั้นตอนต่อไปคือ การเยี่ยมชมภายในร้าน
เป็นการพาลูกค้าเหล่านี้เข้าไปชมด้านในห้องทำงานของเธอเอง
ห้องที่จัดแสดงชุดเสื้อผ้ามีขนาดเกือบยี่สิบตารางเมตร ถือว่ากว้างขวางมากนัก
และประกอบกับภายในห้องยังมีของไม่เยอะ จึงทำให้ห้องนี้ดูโล่งไปสักหน่อย
แต่เพียงเสื้อผ้าสำเร็จรูปสองชุดที่แขวนอยู่บนหุ่นก็ถือว่าเพียงพอที่จะดึงดูดสายตาของเหล่าสุภาพสตรีทั้งหลายแล้ว
เมื่อเข้าไปในร้าน ทุกคนต่างพากันเข้าไปล้อมแล้วจ้องมองเสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งสองชุด พร้อมกล่าวคำชื่นชมไม่ขาดปาก พลางก้มหน้าพูดคุยกันด้วยความตื่นเต้น
“คุณหนูลี่ สองชุดนี้คุณทำเองทั้งหมดเลยเหรอคะ?” สุภาพสตรีคนหนึ่งเดินเข้าไปถามลี่หรง
คำว่า ‘คุณหนูลี่’ ทำให้ลี่หรงยืนงงไปพักหนึ่ง แต่เธอก็รีบตั้งสติแล้วตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ใช่ค่ะ เพื่อความสะดวกรวดเร็วทั้งลูกค้าเเละช่างตัดเสื้อ ฉันเลยทำชุดสำเร็จไว้ให้ลูกค้าเลือก หากลูกค้าพอใจ เราจะทำให้ตามแบบนี้เลยค่ะ”
“ทำออกมาได้สวยมาก ชุดกี่เพ้าชุดนี้ราคาเท่าไหร่คะ”
ลี่หรงอธิบายพร้อมรอยยิ้ม “ร้านฝูหรงรับตัดแบบเข้ารูปตามสัดส่วนของลูกค้าโดยเฉพาะ จะระบุราคาชุดได้ต่อเมื่อเราทำการตัดเย็บเสร็จเรียบร้อยแล้วเท่านั้นค่ะ”
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของลูกค้าคนนั้นไม่ค่อยดีนัก เธอจึงอธิบายเพิ่มเติม “เพราะหากว่ายังตัดเย็บไม่เสร็จ จะไม่สามารถระบุชนิดของผ้าหรือเครื่องประดับที่จะใช้ได้ จึงไม่สามารถระบุราคาที่ชัดเจนได้ค่ะ”
หญิงสาวคนนั้นเบ้ปากใส่ “คงจะรอจังหวะขึ้นราคาเอาเปรียบลูกค้าล่ะสิ”
ลี่หรงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แต่ยังคงฝืนยิ้มและอธิบายต่อไปว่า “หากคุณต้องการชุดกี่เพ้าที่เหมือนกับตัวนี้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดใด ๆ ของชุด ฉันก็สามารถบอกราคาให้คุณได้ทันทีค่ะ”
“จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน ล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ บางทีเธออาจจะเปลี่ยนแค่เส้นด้าย เพียงเย็บนิด ๆ หน่อย ๆ ก็เอามาหลอกขึ้นราคาได้แล้ว” หญิงสาวไม่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่สวยงามเช่นนี้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดอีก เธอคิดเพียงว่าชุดนี้สวยและเหมาะกับเธอแล้ว หากได้สวมใส่ก็จะต้องดูดีอย่างแน่นอน
ลี่หรงไม่พอใจกับคำพูดเหล่านี้เท่าไหร่นัก เธอพยายามอดทนอธิบายให้ฟังแล้ว แต่หญิงสาวคนนี้กลับพูดจากล่าวหาและดูถูกเธอ ทำให้ลี่หรงรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
เธอพยายามฝืนตัวเองให้ยิ้มอยู่ “ร้านฝูหรงปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน และจะไม่ขึ้นราคาตามใจชอบ แต่สำหรับชุดที่สั่งตัด คุณน่าจะรู้ว่าราคาไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรนัก นอกจากนี้สิ่งที่คุณพูดว่าการซ่อมแซมหรือดัดแปลงไม่มีผลนั้น ฉันขอบอกให้รู้ไว้เลยว่ามันมีผลอย่างแน่นอนค่ะ ชุดที่หุ่นใส่อยู่นั้น ฉันเลือกใช้กระดุมและออกแบบคอเสื้อเป็นแบบที่คนนิยมมากที่สุด ถึงจะดูสวยงาม แต่ก็ไม่เหมาะกับทุกคน อย่างเช่น…”
ลี่หรงมองหญิงสาวคนนั้นตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพูดต่อ “เช่น รูปร่างของคุณที่ไม่ได้สูงและผอมเหมือนกับหุ่นนั่น ดังนั้น ฉันต้องเปลี่ยนขนาดให้คุณใหม่ และสีนี้ก็ไม่เหมาะกับคุณเช่นกัน จึงต้องเปลี่ยนเป็นสีอื่นที่เหมาะกับคุณแทน ส่วนเครื่องประดับหยกก็ไม่เข้ากับบุคลิกของคุณ หากเปลี่ยนเป็นเครื่องประดับอื่นอาจทำให้คุณดูมีบุคลิกที่ดีขึ้นกว่านี้ก็ได้”
ลี่หรงพูดรัวออกมาในคราวเดียว ถึงจะพูดเร็วแต่ก็ได้ยินและครอบคลุมทุกประเด็นอย่างชัดเจน จนทำให้รู้สึกถึงความเป็นมืออาชีพของเธอ
หญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกลากไปตบหน้ากลางหมู่บ้านอย่างแรง คำพูดของลี่หรงดูคล้ายจะบอกว่าเธอไม่มีรสนิยม และยิ่งพูดต่อหน้าคนอื่นมากมายเช่นนี้ยิ่งทำให้รู้สึกเสียหน้าขึ้นอีก และลี่หรงยังบอกอีกว่า ราคาไม่เป็นมิตร เธอคิดว่าลี่หรงกำลังดูถูกเธออยู่อย่างนั้นเหรอ?
ครอบครัวของหญิงสาวไม่ได้ร่ำรวยอะไร วันนี้เธอเพียงมาเป็นเพื่อนน้องสาวสามี และเธอไม่เคยคิดใช้บริการช่างตัดเสื้อส่วนตัวมาก่อน เพราะมันแพงเกินไปสำหรับเธอ
แต่เมื่อถูกต่อว่าท่ามกลางผู้คนมากมายขนาดนี้ เธอทั้งโกรธและเสียหน้ามาก “นี่เธอกำลังดูถูกใครกัน! เป็นแค่ช่างตัดเสื้อกระจอกคนหนึ่ง แต่กล้าพูดกับฉันแบบนี้ รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?”
“ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม แต่ที่นี่เป็นร้านของฉัน ถ้าคุณตั้งใจจะสั่งตัดชุดจริง ก็พูดจากันดี ๆ” แม้ว่าจะเป็นเพียงงานเปิดร้าน แต่ถ้ามีอะไรที่ไม่ถูกต้องลี่หรงก็จะไม่ยอมทน เธอเปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบเฉยในทันที “ถ้าไม่อยากตัดเสื้อ ก็เชิญคุณกลับบ้านไปได้เลยค่ะ”
“นี่หล่อน!” ผู้หญิงคนนั้นไม่เคยเจอคนแบบลี่หรงมาก่อน เป็นเจ้าของร้านที่กล้าไล่ลูกค้าออกไป เธอโกรธจนปากสั่นแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้
สายตาของเธอมองไปมาราวกับกำลังหาคนช่วย สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่น้องสามีของเธอ ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยหวังให้น้องสาวสามีเข้าข้างและช่วยพูดแทนเธอ “น้องสาว พี่สะใภ้ของเธอถูกทำให้ขายหน้าอยู่นะ จะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ เธอต้องกลับไปบอกพี่ชายของเธอด้วยนะว่ามันทำอะไรพี่บ้าง นี่มันร้านบ้าบอชัด ๆ พี่ว่าเธออย่าทำชุดที่นี่เลย เรากลับกันดีกว่า”
น้องสามีของเธอรู้สึกขายหน้ามาก คิดผิดจริง ๆ ที่พาพี่สะใภ้คนนี้มาด้วย เป็นคนมีตาหามีแววไม่เสียจริง!
ไม่เห็นหรืออย่างไรว่าร้านนี้มันคือคฤหาสน์ชัด ๆ
ยังไม่เห็นหรือว่าแม่ลูกตระกูลเสิ่นอยู่ข้างลี่หรง?
แล้วยังไม่เห็นอีกหรือว่ามีคุณนายทั้งหลายมารวมตัวกันอยู่ที่นี่?
ทั้งสามีและพี่ชายของพวกเธอรวมกันแล้วยังสู้ตระกูลเสิ่นไม่ได้แม้แต่ครึ่งหนึ่งเลยด้วยซ้ำ!
แล้วยังคิดจะสั่งปิดร้านนี้อีก? ดูก็รู้แล้วว่าเป็นไปไม่ได้!
ทำไมต้องหาเรื่องให้ตัวเองลำบากด้วย!
เธออยากจะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักพี่สะใภ้คนนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะถูกลากออกมาให้ขายขี้หน้าไปด้วย
เธอได้แต่หัวเราะอย่างเก้อเขินแล้วพูดกับลี่หรงว่า “ขอโทษด้วยนะคะ คุณลี่หรง พี่สะใภ้ของฉันนิสัยไม่ค่อยดีนัก คุณดูเป็นคนใจกว้าง ดังนั้น อย่าถือสาเธอเลยนะคะ”
เมื่อพูดจบเธอจึงส่งสายตาเพื่อบอกให้พี่สะใภ้รีบออกไป
ส่วนตัวเธอนั้นจะรอให้ลี่หรงช่วยทำเสื้อผ้าเสียก่อน
แต่น่าเสียดายที่พี่สะใภ้ของเธอเป็นพวกไร้เหตุผล อีกทั้งยังไม่เข้าใจสายตาที่หญิงสาวต้องการจะสื่อเลยสักนิด และพี่สะใภ้คนนี้เองก็ยังคงพูดจาไร้มารยาทไม่หยุด “ทำไมเธอต้องให้เกียรติแม่นั่นขนาดนี้ด้วย มันเป็นแค่ช่างตัดเสื้อ ส่วนสามีเธอเป็นถึงนายพันนะ เราไม่จำเป็นต้องกลัวมันหรอก”
เสิ่นรั่วหนิงถามด้วยความสงสัย “คุณแม่คะ นายพันคืออะไรเหรอ? เก่งมากเลยเหรอคะ?”
สวีจิ้งเหอรู้สึกเคารพทหารที่เสียสละเพื่อชาติ ในสายตาของเธอ แม้แต่ทหารใหม่ก็ยังน่านับถือ ดังนั้น เธอจึงบอกกับเสิ่นรั่วหนิงว่า “เก่งจ้ะ”
“เก่งกว่าคุณพ่อด้วยเหรอคะ?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่จ้ะ!”
เสิ่นรั่วหนิงที่กำลังจะพูดเยาะเย้ยก็ได้ยินเสียงลี่หรงพูดออกมาเพียงเบา ๆ “นายพันเหรอ?”
“หล่อนหัวเราะอะไรไม่ทราบ!” หญิงสาวรู้สึกโกรธที่ลี่หรงไม่ได้ตกใจกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำยังหัวเราะเยาะเธออีก
ลี่หรงยักไหล่ “ไม่ได้หัวเราะอะไรหรอก แค่สงสัยว่าน้องเขยของคุณรู้ไหมว่าคุณเอาตำแหน่งหน้าที่การงานของเขาไปข่มเหงรังแกคนอื่นเช่นนี้น่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นไม่พูดอะไร เพียงมองก็รู้ว่าเธอกำลังรู้สึกผิด
“ขอบคุณที่บอกว่าน้องเขยของคุณเป็นถึงนายพันนะ” ลี่หรงยิ้มเยาะ “พี่ชายของฉันก็เป็นแค่นายพลเอง อ้อ! ไม่ใช่สิ ตอนนี้เลื่อนเป็นผู้บัญชาการแล้วต่างหาก ฉันเองก็ไม่อยากเอาตำแหน่งหน้าที่การงานของพี่ชายไปข่มเหงรังแกคนอื่นหรอกนะ”
ลี่หรงยิ้มแล้วพูดอีกว่า “แต่ฉันยังยืนยันคำเดิมค่ะ ที่นี่เป็นร้านของฉัน เชิญคุณออกไปเดี๋ยวนี้! ต่อไปร้านฝูหรงจะไม่ต้อนรับคุณอีก”
หญิงสาวหน้าซีดเผือด นึกไม่ถึงว่าช่างตัดเสื้อตัวเล็ก ๆ ที่เธอพยายามดูถูกเหยียดหยาม จะมีพี่ชายเป็นถึงผู้บัญชาการกองพล