ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 157 ความคืบหน้า
บทที่ 157 ความคืบหน้า
หลังจากเปิดร้านตัดชุดได้ไม่นาน ชีวิตของลี่หรงก็วุ่นวายขึ้น
เธอทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ขั้นตอนการเขียนแบบเสื้อผ้า ออกแบบลวดลาย เลือกผ้า และตัดเย็บไปจนถึงการตกแต่งรายละเอียด ทั้งหมดนี้เธอทำด้วยตัวเองคนเดียว ยิ่งใกล้ถึงกำหนดที่นัดกับลูกค้าไว้แล้วนั้น เธอยิ่งทุ่มเทเวลาให้กับมันมากขึ้นจนแทบไม่มีเวลาพักทานข้าว หรือทำอะไรอย่างอื่นเลย
หลังจากเลิกเรียนแล้ว เวลาทั้งหมดที่มีเธอก็อุทิศให้กับการตัดเย็บชุดให้กับลูกค้าอย่างเต็มความสามารถ
ตอนนี้มีลูกค้าเข้ามาสั่งตัดชุดกับเธอยาวไปถึงกลางปีแล้ว
ช่วงนี้เธอยุ่งมากจนไม่มีเวลาออกไปข้างนอก เวลาที่คุยโทรศัพท์กับจ้าวชิงซงก็น้อยลง ทุกครั้งที่เขาโทรมาเธอมักจะรีบวางสายอยู่ตลอด จ้าวชิงซงร้อนใจจนต้องโทรถามคนที่บ้านของลี่หรงแทน
เมื่อจ้าวชิงซงโทรหาลี่รุ่ยจือปลายสายนึกขำขึ้นมา “อะไรกัน? นี่นายไม่รู้หรอกเหรอว่าน้องสาวของฉันเปิดร้านตัดชุดน่ะ ตอนนี้น่าจะยุ่งอยู่กับการตัดชุดนั่นแหละ”
พอจ้าวชิงซงได้ยินเช่นนั้นพลันคลายกังวลได้บ้าง แล้วได้แต่คิดในใจว่าขอแค่เธอได้ทำในสิ่งที่เธอรักและมีความสุขกับมันก็พอแล้ว
หลังจากที่ลี่หรงได้ทุ่มเทในการตัดเย็บชุดให้ลูกค้ามาเป็นเวลาสองเดือนเต็ม ตอนนี้เธอจึงเหลืองานที่ต้องทำอีกไม่มากแล้ว ทำให้เธอรู้สึกกดดันน้อยลงและโล่งใจขึ้นได้บ้าง
เนื่องจากลี่หรงยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับจ้าวชิงซง เขาจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ เวลาโทรหาลี่หรง เขามักจะคุยเรื่องทั่วไปหรือไม่ก็ให้อันอันคุยกับเธอแทน
เจ้าตัวเล็กเพิ่งจะอายุไม่กี่ขวบ และด้วยเหตุที่ต้องอยู่ห่างไกลกับแม่ เวลาโทรคุยกันก็มักจะมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่อยากเล่าให้ลี่หรงฟังเยอะมาก เมื่อเด็กน้อยเล่าว่าวันนี้เขาตดเสียงดัง ทั้งจ้าวชิงซงและลี่หรงต่างก็หัวเราะออกมา
ตอนนี้ค่าโทรศัพท์ก็ยิ่งแพงขึ้น เพราะเจ้าของร้านเริ่มคิดเงินตามเวลาโทร
ในสายตาของเจ้าของร้าน สิ่งที่อันอันพูดกับลี่หรงเป็นเวลานาน ๆ ล้วนมีแต่เรื่องไร้สาระทั้งนั้น เขายังพูดหยอกล้อกับจ้าวชิงซงว่า “ลูกชายนายเนี่ย โทรศัพท์ครั้งหนึ่งก็อดกินหมูไปมื้อหนึ่งเลยนะนั่น”
เจ้าตัวเล็กฟังแล้วไม่เข้าใจจึงถามด้วยความอยากรู้ว่า “อันอันโทรศัพท์ แล้วทำไมต้องกินหมูน้อยลงด้วยล่ะครับ”
จ้าวชิงซงจึงอุ้มเขาขึ้นมา “เพราะพ่อรออันอันคุยกับแม่นานเกินไปจนไม่มีเวลาไปซื้อหมูอย่างไรล่ะครับ”
จ้าวชิงซงไม่ได้มีปัญหากับค่าโทรศัพท์เพียงไม่กี่หยวน เเต่เขาแค่รู้สึกอิจฉาเจ้าตัวเล็กที่ได้คุยกับลี่หรงนานกว่าที่เขาคุยเสียอีก
เขาลูบหัวลูกชายตัวน้อยไปมา “รีบโตไว ๆ นะ พ่อจะได้พาลูกไปโรงเรียน”
“ผมไม่อยากไปโรงเรียนครับ ถ้าไปโรงเรียนต้องทำการบ้าน” อันอันเป็นเด็กที่ฉลาดมาก เขาเห็นพี่ชายทั้งสองคนกลับมาจากโรงเรียนก็ต้องทำการบ้าน หากยังทำไม่เสร็จก็ออกไปเล่นข้างนอกไม่ได้
ลี่หรงยังไม่รู้ความคิดนี้ของอันอัน ถ้าเธอรู้เข้า คงจะรู้สึกท้อแท้กับความคิดของเจ้าลูกชายอย่างแน่นอน
ช่วงนี้ลี่หรงต้องเผชิญกับความวุ่นวายที่เพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากจะต้องเตรียมตัวสอบแล้ว เธอยังมีภาระต้องตัดเย็บเสื้อผ้าไปด้วย
หลังจากผ่านพ้นช่วงสอบไปแล้ว ลี่หรงก็ยังต้องตัดเย็บเสื้อผ้าที่ลูกค้าสั่งไว้อยู่เรื่อย ๆ
เธอยังคงทำงานตัดชุดตลอดช่วงปิดเทอม
พอใกล้วันเปิดเทอมลี่หรงก็ได้ไปร่วมงานวันเกิดของเสิ่นรั่วหนิง
ภายในงานทุกคนต่างจับตามองลี่หรง บรรดาคุณนายในงานเลี้ยงหลายคนล้วนเป็นลูกค้าของลี่หรงเช่นกัน
ผู้หญิงทุกคนแข่งกันแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่สวยงาม หากใครใส่ชุดที่ดูสวยสะดุดตากว่าก็ย่อมทำให้คนที่พบเห็นอยากหาซื้อมาใส่ด้วยเช่นกัน
แม้ว่าหลายคนจะยังไม่รู้ถึงฐานะที่แท้จริงของลี่หรง แต่ด้วยฝีมือการตัดเย็บชุดเสื้อผ้าอันเป็นที่เล่าลือก็ทำให้พวกเธอต่างพยายามเอาใจลี่หรง
แม้ยังไม่ถึงขั้นประจบสอพลอ แต่เมื่อเจอลี่หรงพวกเธอก็จะทักทายและพูดคุยด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและมีท่าทีที่เป็นมิตร
ลี่หรงมีชื่อเสียงขึ้นมากในหมู่คุณหญิงคุณนายทั้งหลายว่าเป็นช่างตัดชุดฝีมือดี ใครได้สวมเสื้อผ้าที่เธอตัดแล้วจะทำให้รู้สึกว่าตัวเองดูสวยสง่ามากขึ้นอีกเป็นกอง
ลี่หรงได้ยินข่าวลือที่เสิ่นรั่วหนิงเล่าให้ฟังก็ได้แต่หัวเราะและส่ายหน้าไปมา “พูดชมกันเกินไปแล้ว”
เสิ่นรั่วหนิงเองก็บอกว่าเธอถ่อมตัวเกินไป
กลุ่มลูกค้ากลุ่มแรกของร้านฝูหรงล้วนเป็นคุณหนู คุณนายจากตระกูลมีชื่อเสียงและข้าราชการผู้ใหญ่ในเมืองหลวง พวกเธอต่างสวมใส่เสื้อผ้าที่ลี่หรงทำ เมื่อต้องออกงานสังคมต่าง ๆ สิ่งนี้จึงกลายเป็นการโฆษณาให้กับลี่หรงไปด้วยโดยไม่ตั้งใจ
แต่นี่ก็ไม่ถือว่าดีเท่าไหร่ เพราะมันทำให้เธอมีงานเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ตอนนี้งานตัดชุดของเธอยาวไปถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว
หลังจากที่คิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ลี่หรงตัดสินใจว่าจะปิดรับงานชั่วคราวก่อน
ในขณะที่ธุรกิจกำลังไปได้ดี เงินที่เสิ่นรั่วหนิงได้รับก็มากขึ้นตามไปด้วย เมื่อได้ยินว่าลี่หรงไม่รับงานแล้วเธอก็แปลกใจมาก “ทำไมกันล่ะ?”
“ตอนนี้งานเท่าที่มีอยู่ฉันแทบจะทำไม่ทันแล้ว” ลี่หรงพูดในขณะที่มือก็กำลังเขียนแบบอยู่ “อีกอย่างถ้ารับงานมากเกินไป คุณภาพงานก็จะแย่ลงได้”
ลี่หรงพูดมาถึงขนาดนี้แล้วเสิ่นรั่วหนิงจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
เมื่อถึงเทศกาลวันไหว้พระจันทร์
จ้าวชิงซงโทรศัพท์หาลี่หรงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ เขาบ่นว่าเธอยุ่งมากจนไม่โทรศัพท์กลับไปหาที่บ้านเลย
ลี่หรงฟังแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ แล้วพูดปลอบเขาไปว่า “รอหยุดยาววันชาติ ฉันจะกลับไปหาทุกคนค่ะ คุณก็พาฉันไปดูสวนผลไม้ที่ปลูกด้วยนะคะ”
“ต้นไม้ที่ลงไปกำลังปรับตัวกับบ้านใหม่อยู่ครับ” จ้าวชิงซงตอบพลางหัวเราะเบา ๆ
ต้นลูกแพร์เพิ่งจะปลูกไปได้ไม่นาน รากยังไม่งอกดีเขาเลยพูดว่า กำลังปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่
เนื่องจากลี่หรงติดพันกับการตัดชุดให้ลูกค้า ทำให้ไม่ค่อยได้ติดต่อกับจ้าวชิงซง แต่ก็ยังพอจะรู้เรื่องราวภายในบ้านที่จ้าวชิงซงซื้อต้นกล้าลูกแพร์มาปลูกอยู่บ้าง
หลังจากแบ่งที่นาของแต่ละครัวเรือนเสร็จ ก็จะได้ที่นาและภูเขาตามจำนวนคนในครอบครัว
ที่ดินของตระกูลจ้าวนั้นถือว่าพอใช้ได้ แต่หากจะปลูกผลไม้ก็ถือว่ายังน้อยเกินไป เพราะที่บนภูเขาตอนนี้มีไม่มากนัก
ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าเจียงเพิ่งจะได้รับการจัดสรรที่ดินมาไม่นาน ช่วงนี้จึงยังไม่มีใครออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน แต่ละครอบครัวก็พากันทำไร่ทำนาในที่ดินของตัวเอง
เดิมทีจ้าวชิงซงอยากจะเอาที่นาของบ้านไปแลกเปลี่ยนกับที่บนภูเขาเพื่อปลูกผลไม้ แต่ที่นาของบ้านเขาเองก็มีไม่มากนัก
จ้าวชิงซงคิดอยู่หลายวัน สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะเช่าพื้นที่ภูเขาของหมู่บ้านแทน
ที่ดินบนภูเขาเป็นที่ดินส่วนกลางของหมู่บ้าน หลังเหลือจากแบ่งที่ดินให้กับแต่ละครัวเรือนแล้ว
จ้าวเจี้ยนผิงเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตของหมู่บ้าน ซึ่งหลังจากแบ่งที่ดินแล้ว ตำแหน่งของจ้าวเจี้ยนผิงก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่ก็ยังไม่มีการยกเลิกทันที
เรื่องแบ่งที่ดินไม่ใช่หน้าที่ของเขา จ้าวชิงซงจึงต้องไปหาผู้ใหญ่บ้านหรือเลขาประจำหมู่บ้านเท่านั้น
พูดไปก็เหมือนกับชะตากรรมที่หมุนเวียนกันไปมา
เมื่อสองปีก่อนผู้ใหญ่บ้านจ้าวเจี้ยนสุ่ยที่ชาวบ้านเคยลืมไปว่ายังมีเขาเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ แต่ตอนนี้กลับมามีบทบาทมากขึ้นอีกครั้ง
เรื่องการแบ่งที่ดินก็เป็นเรื่องที่เขารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อสองปีก่อน ลี่หรงยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย เคยเก็บไข่ไก่ไปขายในหมู่บ้าน แล้วถูกจ้าวเจี้ยนสุ่ยกับพวกจับตัวไป เรื่องนี้ทำให้จ้าวชิงซงไม่ค่อยชอบจ้าวเจี้ยนสุ่ยเท่าไหร่นัก
ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไปหาเลขาประจำหมู่บ้านแทน
เมื่อลี่หรงสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวได้ เลขาประจำหมู่บ้านรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก ถึงขนาดคุยโม้โอ้อวดกับคนอื่น ๆ ได้เป็นครึ่งค่อนวัน หลังจากนั้นไม่นานจ้าวชิงซงก็เปิดฟาร์มสุกรอีก หมู่บ้านต้าเจียงก็พลอยมีชื่อเสียงเป็นที่พูดถึงของคนอื่น ๆ ไปด้วย
สามีภรรยาคู่นี้สร้างชื่อเสียงให้กับหมู่บ้านต้าเจียงเป็นอย่างมาก ดังนั้น เมื่อเลขาประจำหมู่บ้านรู้ว่าจ้าวชิงซงต้องการเช่าพื้นที่ภูเขาของหมู่บ้านเพื่อปลูกสวนผลไม้ในนามส่วนบุคคล เขาเองก็ไม่ได้ติดขัดอะไร
ถึงแม้ว่าเขาจะยินดีให้จ้าวชิงซงเช่าที่ดินบนภูเขา แต่เขาจะตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ เพราะนี่คือที่ดินส่วนกลางของชาวบ้านต้าเจียง จ้าวเจี้ยนตง จึงต้องเรียกทุกคนมาประชุมเพื่อให้ชาวบ้านออกความคิดเห็นและออกคะแนนเสียงในครั้งนี้ด้วย
ชาวบ้านต่างรู้ดีว่าฟาร์มสุกรที่จ้าวชิงซงทำนั้นใหญ่มาก มีบางคนยังแอบคิดประมาณการตามราคาตลาดว่าฟาร์มสุกรของจ้าวชิงซงจะสามารถสร้างรายได้เท่าไหร่ในแต่ละปี
ทว่า จ้าวชิงซงไม่ได้สนใจข่าวลือที่ชาวบ้านกำลังซุบซิบนินทาเท่าไหร่นัก
ลำพังแค่เรื่องเปิดฟาร์มก็ทำให้มีคนอิจฉาอยู่ไม่น้อยแล้ว ตอนนี้ยิ่งมารู้ว่าจ้าวชิงซงจะเช่าภูเขาหมู่บ้านเพื่อทำสวนผลไม้อีก บางคนถึงกับเก็บความอิจฉาตาร้อนไว้ไม่อยู่กันเลยทีเดียว
จ้าวเจี้ยนตงพูดจบชาวบ้านก็พากันเงียบกริบ เขาเองก็กำลังจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อโน้มน้าวชาวบ้าน แต่แล้วจ้าวชิงซงก็พูดขึ้นมาก่อน
จ้าวชิงซงยิ้มและพูดกับชาวบ้านว่า “ผมเช่าที่ดินนี้ไม่ได้เอาไปเปล่า ๆ นะครับ ผมจะจ่ายเงินให้หมู่บ้านเป็นเงินจำนวนหนึ่งในทุก ๆ ปีครับ ผมว่าเราเอาที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาเปลี่ยนเป็นเงิน แล้วเอามาใช้พัฒนาหมู่บ้านไม่ดีกว่าเหรอครับ ตอนนี้หมู่บ้านข้าง ๆ เขามีไฟฟ้าใช้กันแล้ว แต่หมู่บ้านของเรายังใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดอยู่เลย แล้วทำไมหมู่บ้านเราถึงยังไม่มีไฟฟ้าใช้ นั่นเป็นเพราะว่าหมู่บ้านเราไม่มีเงินไม่ใช่เหรอครับ?”