ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 158 กลับบ้านช่วงวันหยุด
บทที่ 158 กลับบ้านช่วงวันหยุด
พอชาวบ้านได้ยินเรื่องการต่อไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านทุกคนต่างก็มีสีหน้าที่ดีขึ้น
จ้าวชิงซงคิดไว้อยู่แล้วว่า หากพูดเรื่องนี้น่าจะพอไกล่เกลี่ยกับชาวบ้านคนอื่น ๆ ได้ เขาจึงอาศัยจังหวะนี้รีบพูดต่ออีกว่า
“ผมกำลังจะทำสวนผลไม้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องใส่ปุ๋ย ดูแล และเก็บเกี่ยวผลผลิต ก็ต้องมีการจ้างคนมาช่วยไม่น้อย ผมย่อมพิจารณาหาคนจากหมู่บ้านของเราก่อน และแน่นอนว่าหลังจากนั้นถ้าผลผลิตดี ขายได้กำไรมาก ในอนาคตผมจะพาพวกคุณไปทำสวนผลไม้ด้วยกัน”
คำพูดนี้ของจ้าวชิงซงทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มเปิดใจให้เขาบ้างแล้ว
เดิมทีเรื่องการต่อไฟฟ้าเป็นเรื่องของทางรัฐบาลที่ต้องดูแล ชาวบ้านบางคนที่ไม่เห็นความสำคัญก็คิดไม่ออกว่าจะต้องมีไฟฟ้าไปทำไม เพราะที่ผ่านมาถึงไม่มีไฟฟ้าใช้ ทุกคนในหมู่บ้านก็ยังใช้ชีวิตอยู่กันมาได้เป็นปกติ
แต่เมื่อจ้าวชิงซงบอกว่าสามารถช่วยให้พวกเขามีงานทำได้ ชาวบ้านก็เริ่มใจอ่อน เพราะนี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของตนเองโดยตรง
แน่นอนว่าย่อมมีพวกที่อยากก่อความวุ่นวายอยู่ ชายคนหนึ่งในกลุ่มชาวบ้านตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่า “โอ้โห! ลูกชายคนรองของตระกูลจ้าวอยากจะเหมาภูเขาเป็นของตัวเองล่ะสิ! คิดจะจ้างพวกเราไปทำงานให้เนี่ยนะ! ตอนนี้นโยบายรัฐบาลเปิดกว้างแล้ว ยังจะมีคนมาทำตัวเป็นเจ้านายคนอื่นอยู่อีกเหรอ!”
จู่ ๆ ชาวบ้านก็เงียบไปเพราะเห็นด้วยกับคำพูดของชายคนนั้น
จ้าวชิงซงมองไปยังชายคนนั้นก็จำได้ว่าเป็นคนที่คิดจะลวนลามลี่หรง แล้วถูกเขาซ้อมจนน่วม
สีหน้าของจ้าวชิงซงเรียบเฉย ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของชายคนนั้นเลย เพียงแต่พูดว่า “กรุณาอย่าบิดเบือนความจริงครับ ตอนนี้รัฐบาลมีนโยบายเปิดประเทศแล้วก็จริง แต่ที่ดินก็ยังเป็นของประชาชน และผมก็บอกแล้วว่าจะจ่ายค่าเช่าที่ให้หมู่บ้านทุกปี เมื่อถึงเวลานั้นเงินก็ยังคงใช้เพื่อประโยชน์ของทุกคนอยู่ดี ผมพูดจบแล้ว เดี๋ยวมาลงคะแนนกันได้เลยครับ เชิญทุกคนตัดสินใจกันเองได้เลย”
เขากำลังจะหันหลังไป แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงหันกลับมาพูดว่า “ส่วนเรื่องสวนผลไม้นั่น ผมทำแน่ ถ้าเช่าภูเขาในหมู่บ้านเราไม่ได้ ผมก็จะไปเช่าที่อื่น ถึงอย่างไรก็ต้องมีหมู่บ้านที่ยินดีให้เช่าอยู่แล้ว ผมหวังว่าทุกคนจะพิจารณาให้รอบคอบ ว่าจะปล่อยให้ภูเขาในหมู่บ้านถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า หรือจะเปลี่ยนเป็นเงิน ขึ้นอยู่กับทุกคนแล้วครับ”
ประโยคสุดท้ายที่จ้าวชิงซงพูด ทำให้ชาวบ้านตาสว่างกันมากขึ้น
หลังจากที่มีการแบ่งที่ดินในหมู่บ้าน ทุกคนต่างสนใจอยู่กับที่ดินของตัวเอง ส่วนภูเขาของหมู่บ้านก็ไม่มีใครสนใจอีก
และพื้นที่ของภูเขาที่ไม่ได้แบ่งออกไปนั้นก็ถือว่าเป็นที่ดินที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะไม่เคยมีการทำการเกษตรมาก่อน
หมู่บ้านต้าเจียงอยู่ใกล้กับถนนโบราณเตี้ยนเหอ โดยเฉพาะบริเวณภูเขาของหมู่บ้านนั้นล้วนเป็นดินทรายที่ร่วนซุย ไม่เหมาะกับการทำนา และต้นไม้ยังไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่อีกด้วย
ที่นี่สภาพอากาศไม่ดีนัก เมื่อลมพัดมาฝุ่นทรายก็ฟุ้งกระจายเต็มท้องฟ้า พายุทรายจะปกคลุมต้นไม้และพืชผลต่าง ๆ จนมองไม่เห็น และเนื่องด้วยสภาพดินเช่นนี้จึงไม่เหมาะกับการเพาะปลูก
อีกทั้งไม่มีใครเต็มใจที่จะไปปลูกข้าวหรือพืชผลที่นั่นอยู่แล้ว
ในสายตาของชาวบ้าน การที่จ้าวชิงซงเหมาที่ดินภูเขาเช่นนี้มาปลูกผลไม้ นี่มันไม่ต่างจากพฤติกรรมของคนโง่เขลาแล้ว
แต่มีเพียงจ้าวชิงซงเท่านั้นที่รู้ว่า ภูเขาเช่นนี้เหมาะแก่การปลูกต้นลูกแพร์มากที่สุด
ดินทรายมีเนื้อดินที่ร่วนซุย ระบายอากาศได้ดี แสงแดดส่องตลอด และมีฝนตกปานกลาง ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของต้นลูกแพร์ที่สุด
ถึงจ้าวชิงซงจะเคยขายผลไม้มาก่อน แต่เขาก็ไม่ได้ขายผลไม้เพียงอย่างเดียว เขายังพูดคุยติดต่อกับผู้คนอีกหลากหลาย จนได้รู้มาว่าหมู่บ้านต้าเจียงมีการปลูกลูกแพร์ขาย แต่ยังมีจำนวนไม่มากนัก และเนื่องจากมีคนปลูกไม่มาก นั่นทำให้พ่อค้าคนกลางต้องตระเวนไปหลาย ๆ ที่เพราะหาซื้อลูกแพร์ได้ยาก
ประสบการณ์เหล่านี้ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้จ้าวชิงซงคิดจะทำสวนลูกแพร์ขึ้นมา
พอลี่หรงได้รู้ความคืบหน้าสวนผลไม้ของจ้าวชิงซง เธอก็พลอยยินดีและมีความสุขไปกับเขาด้วย แต่ในใจก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ด้วยกลัวว่าเขาจะเหนื่อยเกินไปเพราะต้องทำงานหนักเพียงคนเดียว ทั้งทำฟาร์มสุกรและยังจะทำสวนลูกแพร์อีก
จ้าวชิงซงเองก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เนื่องจากต้นไม้ที่เพิ่งลงปลูกไปมีอายุประมาณสองปี ดังนั้นต้องรออีกสองปีถึงจะเริ่มออกผลให้เก็บเกี่ยวได้
เขาหัวเราะออกมาก่อนจะพูดหยอกลี่หรงว่า “ก็ภรรยาไม่อยู่บ้าน เลยต้องหาอะไรทำ ให้ได้ออกแรงบ้างสิครับ”
ลี่หรงรู้สึกเขินอายมาก แต่ก็ตอบกลับไปว่า “พูดอะไรของคุณเนี่ย!”
เพียงครู่ ลี่หรงก็พูดเตือนเขาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “ถ้าคุณกล้ามีผู้หญิงคนอื่นล่ะก็ ฉันจะเลิกกับคุณแน่นอนค่ะ!”
จ้าวชิงซงเพิ่งรู้ตัวว่าเล่นแรงไป จึงรีบพูดขอโทษ “ผมแค่พูดเล่นครับ อย่าโกรธผมเลยนะครับ”
ลี่หรงไม่ได้โกรธเขาขนาดนั้น เธอคุยกับเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนวางสายเหมือนเธอจะนึกอะไรขึ้นได้ “แล้วอันอันล่ะคะ? ทำไมช่วงนี้ลูกไม่มาคุยโทรศัพท์กับฉันเลย?”
“อันอันอยู่บ้านกับแม่ครับ พอดีผมออกมาซื้อปุ๋ยข้างนอก เดี๋ยวครั้งหน้าผมจะให้เขามาคุยกับคุณนะครับ”
หลังจากที่ลี่หรงวางสายแล้วก็เพิ่งนึกได้ว่า ครั้งที่แล้วจ้าวชิงซงก็พูดเช่นนี้
เมื่อจ้าวชิงซงพูดเช่นนี้บ่อยครั้งขึ้น ลี่หรงถึงได้เข้าใจแล้วนึกขำกับการกระทำของสามี เป็นผู้ชายที่ขี้หึงเสียจริง แม้แต่กับลูกก็ยังหึงได้
เธอมั่นใจในลางสังหรณ์นี้ว่าจ้าวชิงซงอิจฉาที่ลูกชายได้คุยโทรศัพท์กับเธอมากกว่าเขานั่นเอง
จ้าวชิงซงอาศัยช่วงที่ตัวเองไปทำงานข้างนอก แล้วแวะโทรหาเธอ หากเป็นเช่นนี้ก็จะไม่มีใครมารบกวนเขาได้
แต่เจ้าตัวน้อยฉลาดมาก ตอนที่ไปโทรศัพท์ครั้งก่อน จ้าวชิงซงจงใจไม่พาเจ้าตัวน้อยไปด้วย แต่สุดท้าย เด็กในหมู่บ้านที่กำลังเล่นอยู่ในร้านขายของชำก็ไปบอกอันอัน เจ้าตัวน้อยก็รีบวิ่งมาด้วยขาเล็ก ๆ แล้วถามว่าแม่โทรมาหรือเปล่า?
ต่อมาจ้าวชิงซงเลยนึกวางแผนว่าจะออกมาโทรหาเธอข้างนอกแทนดีกว่า
วันนี้อู๋เยี่ยนหงเดินเข้ามาพร้อมเงินยี่สิบหยวน “ลี่หรง นี่คือเงินที่ฉันเก็บมาตลอดหลายเดือน ฉันคืนบางส่วนให้เธอก่อน แล้วที่เหลือฉันจะรีบหามาคืนให้”
ลี่หรงถึงได้นึกขึ้นได้ เธอเองก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องร้านจนลืมคืนค่าห้องให้อู๋เยี่ยนหง
ในใจลี่หรงพลันคิดว่าแย่แล้วสิ แต่ภายนอกเธอก็รับเงินมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย และไม่พูดอะไรกับอู๋เยี่ยนหง
ลี่หรงคิดว่าแค่ให้อู๋เยี่ยนหงได้รู้รสชาติของความลำบากก็พอแล้ว เธอไม่ได้ใจร้ายถึงกับจะฆ่าคนให้ตาย แต่เธอก็รู้ดีว่าระหว่างพวกเธอคงกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว
สำหรับเรื่องนั้นแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันยังคงเป็นหนามแหลมที่คอยทิ่มแทงในใจลี่หรงตลอด
วันหนึ่งลี่หรงก็แอบเอาเงินไปซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทางของอู๋เยี่ยนหง
เมื่อถึงวันชาติ ทุกคนในหอพักกำลังเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน รวมทั้งอู๋เยี่ยนหงด้วย ในขณะที่กำลังเก็บของอยู่นั้น อู๋เยี่ยนหงก็เจอเงินที่ห่อด้วยผ้าอยู่ในกระเป๋าเดินทางของเธอเอง
พอเธอเอาเงินออกมานับดู เธอก็ยิ่งมั่นใจว่านี่คือค่าห้องที่หายไป!
อู๋เยี่ยนหงดีใจจนร้องไห้ เธอหยิบเงินยี่สิบบาทที่คืนไปก่อนหน้านี้ออกมา แล้วนับดูเงินที่เหลือ ซึ่งตรงกับจำนวนที่ต้องคืนให้ลี่หรงพอดี
หนี้สินระหว่างทั้งคู่จึงหมดไป
เมื่อเสิ่นรั่วหนิงรู้ว่าลี่หรงจะกลับมณฑล H ในวันหยุดชาติ เธอก็รู้สึกผิดหวัง เพราะตอนแรกตั้งใจว่าจะชวนลี่หรงไปเที่ยวด้วยกัน
เสิ่นรั่วหนิงมองลี่หรงที่กำลังเก็บของแล้วพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า “นี่! เธอเห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อนอย่างนั้นหรือ”
ลี่หรงตอบโดยที่ยังไม่เงยหน้า “ใช่ ผู้ชายต้องสำคัญกว่าอยู่แล้ว เธอเองก็รีบหาผู้ชายเป็นของตัวเองเสียทีสิ”
“คิดว่าฉันไม่หาเหรอ? ก็พี่สามของเธอนั่นแหละ!”
เมื่อลี่หรงจัดของเสร็จเรียบร้อย ก็เงยหน้าขึ้น “พวกเธอสองคนนี่ช้าจริง ถ้าอยู่ที่หมู่บ้านนะ ป่านนี้คงมีลูกด้วยกันไปแล้ว”
เสิ่นรั่วหนิงหน้าแดง จ้องลี่หรงเขม็ง “ฉันไม่อยากคุยกับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรอกนะ!”
วันที่ลี่หรงต้องกลับบ้าน เสิ่นรั่วหนิงตื่นแต่เช้าเพื่อไปส่งลี่หรงที่สถานีรถไฟ
เนื่องจากมีคนขับรถให้เสิ่นรั่วหนิงอยู่แล้ว ลี่หรงจึงไม่ได้ปฏิเสธ
หลังจากขึ้นรถ ลี่หรงถึงได้สังเกตว่าคนขับรถคือพี่ชายของเสิ่นรั่วหนิง
แม้ว่าเธอจะตกใจ แต่ก็ยังฝืนยิ้มทักทายเสิ่นหมิงโจวอย่างสุภาพ