ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 160 ซื้อของ
บทที่ 160 ซื้อของ
หลังจากมีการประกาศผ่อนคลายนโยบาย ผู้คนจำนวนมากต่างก็ออกมาตั้งแผงขายของ ร้านสหกรณ์เองยังคงอยู่ แต่จำนวนคนซื้อก็ลดน้อยลงไปมากอยู่พอสมควร
หากจะซื้อของที่ร้านสหกรณ์จะต้องใช้บัตร และนอกจากนี้พนักงานขายก็บริการไม่ค่อยดี วางตัวเสมือนว่าเป็นเจ้านายกับลูกน้อง มากกว่าคนขายกับลูกค้า แต่ปัจจุบันลูกค้ามีสิทธิ์เลือกมากขึ้น คนส่วนใหญ่จึงเลือกจะไปซื้อของที่ร้านค้าของคนทั่วไปเพราะว่าการบริการลูกค้านั้นดีกว่ามาก
ลี่หรงตั้งใจจะไปดูร้านค้าในอำเภอว่าพัฒนาไปถึงไหนแล้ว เธอพาเด็ก ๆ ทั้งสามคนเดินเล่นไปตามตรอกซอกซอยอย่างไม่เร่งรีบ
บางทีผู้คนอาจกำลังอยู่ในช่วงตื่นเต้นและแปลกตากับร้านค้า แต่ละร้านจึงมีความกระตือรือร้นในการให้บริการลูกค้าเป็นพิเศษ
คนที่พอจะมองการแต่งตัวของลี่หรงออกก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าลี่หรงมีฐานะดี เมื่อเห็นเธอก็จะทักทายว่า “คุณผู้หญิง อยากได้อะไรไหมครับ?”
ลี่หรงส่ายศีรษะอย่างสุภาพเพื่อแสดงการปฎิเสธ
แต่เด็ก ๆ ทั้งสามต่างวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เห็นอะไรก็อยากเข้าไปดูเสียหมด เจ้าของแผงที่มีอัธยาศัยดีก็จะถามพวกเขาด้วยรอยยิ้มว่าอยากได้อะไรไหม
ที่บ้านไม่ค่อยให้พวกเขากินขนม พวกเขาเพียงจะดูเฉย ๆ ไม่ได้อยากกิน พอได้ยินเจ้าของร้านถาม พวกเขาก็จะส่ายหัวแล้วเดินหนีไปทางอื่นแทน
เมื่อเดินไปถึงถนนใหญ่ ลี่หรงและเด็ก ๆ ก็เห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูแผงขายของอยู่ที่หนึ่ง
เด็กน้อยสามคนชอบความคึกคัก จากนั้นก็พากันมุดเข้าไปดูข้างใน เหลือแต่ลี่หรงที่มองดูอยู่ด้านนอก
ปรากฎว่าข้างในกำลังวาดตุ๊กตาด้วยน้ำตาล
ผู้ใหญ่ยืนดูส่วนเด็ก ๆ ก็นั่งอยู่หน้าแผงลอยมองดูด้วยความสนใจ
สำเนียงการพูดของคนที่กำลังปั้นน้ำตาล ฟังแล้วไม่น่าจะใช่คนท้องถิ่น เขาไว้หนวดเครายาว ดูแล้วเหมือนคนแก่อายุมาก แต่มือของเขากลับนิ่งสงบ ไม่สั่นเลยแม้แต่น้อย
ลี่หรงดูแล้วรู้สึกว่าเขาค่อนข้างชำนาญ คงฝึกฝนมาเป็นเวลานานแล้ว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลี่หรงเคยเห็นคนวาดตุ๊กตาน้ำตาล แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเคยเห็นตุ๊กตาน้ำตาลที่สวยงามขนาดนี้ เธอเห็นคนขาย วาดภาพข้าวโพดเสร็จแล้ว ถามเด็ก ๆ หน้าแผงลอยด้วยรอยยิ้มว่า “พวกหนู ๆ อยากให้ลุงวาดอะไรดีล่ะ? หืม?”
“วาดวัวครับ!”
“หมูครับ หมูอ้วนๆ หมูย่างหอมๆ!”
“วาดกระต่ายน้อยสิคะ!” เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ไม่พอใจ “กระต่ายน่ารักกว่า!”
เอ้อร์หนิวก็ตะโกนตาม “เป็ดน่ารักกว่าครับ! ก้าบ ก้าบ…”
ลี่หรงมองลูกชายตัวน้อยของเธอ เวลาที่อันอันสนใจอะไร เขามักจะจ้องสิ่งนั้นไม่วางตา เด็กน้อยไม่ได้พูดอะไรราวกับไม่สนใจขอเพียงเขาได้นั่งดูเท่านั้นก็พอ
เวลาที่เด็กน้อยไม่พูดอะไร แล้วดวงตาของเขาจดจ้องไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมันช่างทำให้เด็กน้อยดูน่ารักน่าชังไม่น้อย
ท่ามกลางเสียงที่จอแจ คนขายสังเกตเห็นเด็กน้อยที่จ้องเขาไม่วางตา เขายิ้มให้พร้อมกับถามว่า “หนูน้อย อยากให้ลุงวาดอะไรดีล่ะ?”
อันอันอึ้งไปเล็กน้อย ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เขารู้สึกว่าเนื้อหมูหอม ๆ ก็น่าสนใจ แต่เป็ดก็น่ารัก!
เอ้อร์หนิวสะกิดเบาๆ “บอกไปสิว่าเป็ด!”
เด็กน้อยหันกลับมามองลี่หรง ลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งมาหาเธอ จากนั้นก็กอดขาเงยหน้าขึ้นมามองราวกับขอความคิดเห็นจากผู้เป็นแม่
ลี่หรงยิ้ม “วาดมังกรก็แล้วกันค่ะ ลูกชายฉันเกิดปีมังกร”
อันอันไม่รู้ว่าปีนักษัตรคืออะไร และเขาก็ไม่เคยเห็นมังกร แต่เมื่อแม่บอกให้วาดมังกร เขาก็เลยพูดตามว่า “วาดมังกรครับ”
“ก็ได้ วาดมังกรนะ” คนขายจัดการเตรียมช้อนเหล็กคันเล็กค่อย ๆ เทน้ำเชื่อมร้อน ๆ ลงมา
ไม่กี่นาทีต่อมาก็ได้มังกรที่ดูมีชีวิตชีวาตัวหนึ่ง
พ่อค้าลูบเครา หยิบไม้ไผ่ขึ้น แล้วชูน้ำตาลรูปมังกรขึ้นมาให้เด็ก ๆ ดู “เป็นอย่างไร สวยไหม?”
“สวย!”
ต้าหนิวถึงกับร้องอุทานออกมา “มังกรนี่ เท่จังเลย!”
เจ้าตัวเล็กยิ้มจนตาหยี คุณแม่บอกว่าเขาเกิดปีมังกร เขาคิดไม่ถึงว่ามังกรจะเท่ขนาดนี้
อย่างนั้นก็เท่ากับว่าเขาคงเท่เหมือนมังกรเลยสิ
จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไรกัน!
พ่อค้าถือให้ทุกคนดูไปรอบหนึ่งแล้วคิดว่าคงไม่มีใครซื้อ ขณะที่เขากำลังจะแขวนมังกรน้ำตาลเก็บไว้ ลี่หรงก็เห็นเจ้าตัวเล็กจ้องตาเป็นประกาย จึงพูดขึ้นว่า “คุณลุง ฉันเอาอันนี้ค่ะ”
“คุณแม่จะซื้อให้อันอันเหรอครับ?” เด็กน้อยถามด้วยความตื่นเต้นและดีใจ
ลี่หรงลูบหัวลูกชายเบา ๆ “ไปเอามาได้เลยจ้ะ”
ผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าแผงขายของไม่ค่อยจะมีแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ที่พาเด็ก ๆ มายืนดูเสียมากกว่า
เจ้าตัวน้อยรับขนมหวานไปแล้ว ก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน หยิบขึ้นมาถือไว้ในมือ แต่ยังไม่กล้ากิน
ลี่หรงยังไม่ได้จ่ายเงิน เธอถามต้ากับหนิวเอ้อร์หนิวว่า “พวกเธอจะเอาอะไรก็บอกคุณลุงเถอะจ้ะ เดี๋ยวอาจะจ่ายเงินให้พร้อมกัน”
ต้าหนิวส่ายหน้าไปมา “แม่ให้เงินมาแล้ว เดี๋ยวพวกเราจ่ายเองก็ได้ครับ”
คนขายถามสองพี่น้องว่าอยากได้อะไร
ต้าหนิวตอบว่า “ผมไม่รู้ว่าตัวเองเกิดปีอะไร แต่ผมชื่อต้าหนิว ผมจะเอาวัวครับ”
ลี่หรงได้ยินก็หัวเราะแล้วคิดในใจว่าเอ้อร์หนิวจะเอาวัวสองตัวอย่างนั้นหรือ
คนขายเห็นว่าต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวเป็นพี่น้องกัน จึงถามเอ้อร์หนิว “เธอจะเอาเป็ดใช่ไหม?”
เอ้อร์หนิวยังอยากได้เป็ด แต่พอได้ยินพี่ชายจะเอาวัว เขาเองก็ชื่อเอ้อร์หนิว ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “ไม่ครับ ผมชื่อเอ้อร์หนิว ผมก็จะเอาวัวเหมือนกัน”
ลุงขายหัวเราะก่อนจะตอบรับ “ได้เลยเดี๋ยวลุงจะวาดวัวให้ทั้งสองคน ของพี่ตัวใหญ่ของน้องตัวเล็ก”
สองคนพี่น้องนั่งอยู่หน้าแผง ดูขนขายวาดรูปวัวด้วยแววตาตื่นเต้น
รอประมาณสิบกว่านาที ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวสองพี่น้องก็ถือน้ำตาลรูปวัวในมือด้วยความพึงพอใจ ไม่อาจบอกได้เลยว่าพวกเขามีความสุขมากเพียงใด
ลี่หรงเป็นคนจ่ายเงินให้เด็กน้อยทั้งสามคนเรียบร้อย เธอพาเด็กน้อยมาทั้งที จะให้จ่ายเงินเองได้อย่างไรกัน
ลี่หรงพาเด็กน้อยทั้งสามคนออกไป เมื่อเด็กคนอื่น ๆ เห็น ก็ต่างอ้อนผู้ใหญ่ให้ซื้อน้ำตาลรูปสัตว์ให้ด้วย เช่นกัน…
บนถนนยังมีคนขายเกาลัดคั่ว กลิ่นหอมนั้นลอยมาตามสายลมพร้อมกับใบไม้ร่วง
ลี่หรงคิดไม่ถึงว่าที่นี่จะมีของเช่นนี้ขายอยู่ด้วย ทั้งที่ยังไม่ได้เปิดประเทศอย่างเป็นทางการ แสดงว่าคนที่นี่ช่างฉลาดและรู้จักหาเลี้ยงชีพจริง ๆ
เกาลัดคั่วใช้หินกรวดในการคั่ว คนขายจะใส่หินจนเต็มกระทะ เวลาคั่วเกาลัด จะเกิดเสียงดังของหินที่กระทบกัน
“อยากกินกันไหมจ๊ะ?” ลี่หรงหันมาถามเด็ก ๆ
ตอนแรกเด็กน้อยทั้งสามพากันส่ายหน้าไปมา แต่พอได้กลิ่นหอมของเกาลัดคั่วก็เปลี่ยนมาพยักหน้าแทน
ลี่หรงเห็นเด็ก ๆ ส่ายหน้าจึงพูดว่า “ไม่มีใครกินหรือ? ถ้าอย่างนั้นอาสะใภ้รองกินคนเดียวนะ” แล้วเธอก็หันไปสั่ง “เถ้าแก่ เอาเกาลัดสองชั่งค่ะ”
“ได้เลยครับ!”
เจ้าของร้านขานตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เขาหยิบเกาลัดมาชั่ง แล้วห่อกระดาษไขก่อนจะยื่นให้ลี่หรง
เจ้าของร้านขายเกาลัดคั่ว ยังมีเกาลัดอยู่ในกระสอบอีกหนึ่งกระสอบบนแผงขายของ
ลี่หรงชอบกินเกาลัด เดิมทีร้านสหกรณ์ในอำเภอมีเกาลัดขายน้อยมาก
เพราะว่าเพิ่งมีคนมาเปิดขาย คนที่ปลูกเกาลัดก็มีน้อย ลี่หรงเดาว่าเกาลัดของเจ้าของแผงลอยน่าจะเป็นของป่าที่ขึ้นอยู่บนภูเขา
เธอถามเจ้าของร้านว่า “เถ้าแก่ขายเกาลัดดิบไหมคะ?”
ลี่หรงควักเงินซื้อเกาลัดคั่วสองชั่ง คนขายเองก็พอจะมองออกว่าลี่หรงเป็นคนมีเงินเขาก็ตอบว่า “ขายครับ คุณลูกค้าจะเอาเท่าไหร่ครับ”
“เอ่อ…” ลี่หรงหยุดพูดและหันไปถามต้าหนิว “เธอพอจะมีแรงช่วยอาสะใภ้รองขนของหน่อยไหมจ๊ะ?”
ต้าหนิวอายุประมาณสิบสองหรือสิบสามขวบแล้ว เป็นช่วงที่ชอบแสดงออก และชอบทำท่าทางโอ้อวดต่อหน้าน้องชายตัวเล็ก ๆ เสียด้วย เขาอวดกล้ามเนื้อของตัวเอง พร้อมพูดอย่างภูมิใจว่า “ผมยกแป้งให้แม่ไหวนะครับ”
แป้งหนึ่งกระสอบโดยทั่วไปมีน้ำหนักประมาณห้าสิบชั่ง ลี่หรงจึงวางใจและยิ้ม “อาสะใภ้ไม่ได้ให้หนูยกแป้งหรอกจ้ะ”
เธอพูดกับเจ้าของร้านขายเกาลัดคั่วว่า “เอาเกาลัดดิบสิบชั่งค่ะ”
ลี่หรงจ่ายเงินแล้วบอกว่าเดี๋ยวกลับมาเอา เธอต้องไปซื้อของอย่างอื่นต่อ เพื่อไม่ให้ต้าหนิวถือเกาลัดดิบตลอดเวลาที่เดินซื้อของ
เหอซิ่งกับคนที่เหลือพากันกลับบ้านไปนานแล้ว ลี่หรงเองก็ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงจะเสร็จธุระหรือยัง ในยุคนี้ที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือมันช่างลำบากเสียจริง
เมื่อลี่หรงซื้อของเสร็จก็ไม่ได้อยู่รอจ้าวชิงซง เธอเรียกต้าหนิวให้ถือเกาลัดตามมา แล้วพาเด็ก ๆ ขึ้นรถประจำทางกลับบ้านไปกันก่อน