ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 162 ขนมไส้เกาลัด
บทที่ 162 ขนมไส้เกาลัด
เมื่อเห็นว่าลี่หรงซื้อเกาลัดกลับมาที่บ้าน แม่จ้าวบอกว่านี่เป็นของมีค่ามาก เธอเคยกินครั้งหนึ่งตอนที่อยู่ในเมืองหลวง แต่หลังจากกลับมาที่บ้านแล้วเธอก็แทบไม่ได้กินเกาลัดอีกเลย เนื่องจากหาซื้อยากและราคาแพง
วิธีการกินเกาลัดก็จะยุ่งยากอยู่บ้าง เพราะต้องแกะเปลือกแข็ง ๆ ออกก่อน จึงจะเห็นเนื้อเกาลัดสีเหลืองอ่อนอยู่ด้านใน
ลี่หรงบอกให้เด็ก ๆ สองคนออกไปเล่นข้างนอกก่อน แล้วเรียกให้ต้าหนิวมาช่วยแกะเปลือกเกาลัด
ช่วงบ่ายเหอซิ่งกลับมาพักผ่อนได้พักหนึ่งแล้วจึงออกไปดูแปลงผักที่บ้านต่อ
แม่จ้าวก็มาช่วยเธอแกะเปลือกเกาลัดด้วยพลางพูดว่า “ซื้อมาเยอะขนาดนี้ จะกินอย่างไรหมดกันล่ะเนี่ย”
ลี่หรงเพิ่งแกะเสร็จไปหนึ่งลูกก็เงยหน้าขึ้นมอง แล้วตอบด้วยรอยยิ้มว่า “เดี๋ยวพอทำเสร็จ ก็จะรู้เองค่ะว่าจะกินหมดหรือไม่”
พอแม่จ้าวนึกถึงฝีมือการทำอาหารของลี่หรงก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแต่ยิ้มอย่างเดียว “เสี่ยวหรงทำอะไรก็อร่อยทุกอย่างนั่นแหละจ้ะ”
กว่าจะแกะเกาลัดสิบชั่งเสร็จก็ตอนพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว
เกาลัดที่แกะเสร็จก่อนหน้านี้ลี่หรงนำบางส่วนไปต้มพร้อมกับซุปกระดูก พอเกาลัดที่เหลือแกะเสร็จแล้ว เกาลัดที่ต้มไว้ก่อนหน้าก็สุกพอดี เนื้อเกาลัดทั้งนิ่ม หอม และหวาน
ส่วนเกาลัดที่เหลือ แม่จ้าวถามลี่หรงว่าจะทำอะไรต่อดี
ลี่หรงบอกว่า “ของที่จะทำนั้นค่อนข้างใช้เวลานานกว่าจะทำเสร็จ เก็บไว้พรุ่งนี้ค่อยทำต่อก็ได้ค่ะ”
“ได้จ้ะ” แม่จ้าวตอบพร้อมพับแขนเสื้อขึ้น “ถ้าอย่างนั้น แม่ไปทำกับข้าวก่อนนะ”
ลี่หรงเก็บเปลือกเกาลัดไปพลางพูดขึ้นว่า “แม่แค่หุงข้าวไว้ก็พอค่ะ วันนี้หนูซื้อเนื้อวัวกับปลามาด้วย เดี๋ยวหนูทำกับข้าวให้เองค่ะ”
แม่จ้าวรู้ว่าลี่หรงมีฝีมือในการทำอาหาร แต่ด้วยลี่หรงยังเรียนหนังสืออยู่ เธอจึงไม่อยากให้ลี่หรงทำงานบ้านงานครัวมากนัก
ลี่หรงยิ้มเพราะเหมือนจะรู้ความคิดของแม่จ้าว “อะไรกันคะ หนูไม่ได้ทำทุกวันเสียหน่อย”
จ้าวชิงซงกลับมาตอนเย็น เห็นว่ามีกับข้าววางอยู่เต็มโต๊ะก็หัวเราะชอบใจ “นี่คงเป็นฝีมือของภรรยาผมใช่ไหมครับ”
แม่จ้าวกำลังเตรียมตะเกียบกับชามข้าว ก็พูดขึ้นมาว่า “ใช่แล้ว ฝีมือเสี่ยวหรงน่ะ ยังอร่อยเหมือนเดิมเลย”
วันนี้ลี่หรงทำเนื้อวัวต้มในน้ำซุปเปรี้ยวที่ทำจากผักดองทำเองของที่บ้าน มีปลานึ่งซีอิ๊ว ที่ด้านบนโรยด้วยพริกหยวกเขียวและแดง ใส่ต้นหอมและขิงซอย ราดด้วยน้ำมันร้อน ๆ เส้นของเครื่องปรุงที่ผสมปนเปกันทำให้หน้าตาอาหารออกมาดูดีมาก
และยังมีมะเขือเทศผัดไข่จานใหญ่เป็นของโปรดสำหรับเด็ก ๆ ในบ้าน
ผักกาดขาวที่เหอซิ่งเก็บมาจากนา ลี่หรงก็เอามาผัดกับน้ำมัน เพียงใส่เกลือนิดหน่อยก็อร่อยแล้ว
นอกจากนั้นยังมีผัดวุ้นเส้นใส่มันฝรั่ง น้ำซุปกระดูกหมูหม้อใหญ่ที่ข้างในมีทั้งอินทผาลัมและเกาลัด น้ำซุปสีขาวหอมหวานน่ากินนัก
เมื่อทุกคนในครอบครัวกินอาหารจนอิ่มหนำสำราญแล้ว แม่จ้าวจึงรับหน้าที่ในการล้างจานเอง แล้วบอกให้ลี่หรงไปพักผ่อนก่อน
ลี่หรงเองก็ไม่ได้ขัดอะไร เธอนั่งพักให้อาหารย่อยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตักน้ำร้อนมาเตรียมไว้แล้วเรียกให้อันอันมาอาบน้ำ
เจ้าตัวน้อยไม่ยอมอาบคนเดียว เขาต้องรอเอ๋อร์หนิวมาอาบด้วย
เด็กทั้งสองคนมักชอบอาบน้ำด้วยกัน
เหอซิ่งได้ยินที่เอ๋อร์หนิวเร่งให้เธอตักน้ำให้เร็ว ๆ ด้วยท่าทีซุกซนเหมือนกับลิงอยู่ข้าง ๆ เธอก็อดขำไม่ได้ แต่สองมือของเธอก็ยังต้องรีบเตรียมน้ำให้เด็กน้อยอยู่
สองคนพี่น้องพากันอาบน้ำไปพลาง เล่นสาดน้ำใส่กันไปพลางอย่างสนุกสนาน
ลี่หรงมองอันอันพลางถอนหายใจ “เฮ้อ! ตอนปีใหม่ยังต้องให้แม่ช่วยอาบน้ำให้อยู่เลย เดี๋ยวนี้อาบน้ำเองได้แล้ว ไม่รู้ว่าถ้ากลับมาเยี่ยมบ้านครั้งหน้าเขาจะโตขึ้นขนาดไหนกันนะ”
จ้าวชิงซงเดินออกมาจากในบ้าน ได้ยินคำพูดที่แฝงไปด้วยความเศร้าของลี่หรงพอดี เขาเหลือบไปมองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก่อนที่จะหันกลับมาพูดกับลี่หรงว่า “ถึงจะโตเเค่ไหนเขาก็ยังเป็นลูกชายของคุณนะ”
ช่วงนี้กลางคืนอากาศเย็นมาก ลี่หรงกลัวว่าพวกเด็ก ๆ จะหนาว เธอคิดว่าน้ำน่าจะเย็นเเล้วจึงเรียกให้พวกเขารีบเข้าบ้านไป
เจ้าตัวเล็กวิ่งตัวเปล่ามาหาลี่หรง
ลี่หรงหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดตัวให้ลูกชาย สวมเสื้อผ้าให้ แล้วสั่งไม่ให้เขาออกไปเล่นซนอีก เพราะเดี๋ยวจะทำให้เสื้อผ้าเปื้อน
วันนี้เจ้าตัวเล็กตามแม่ไปที่ร้านและไปเดินเล่นในตอนกลางวัน พอกลับมา เขาก็ยังออกไปเล่นกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านกับเอ้อร์หนิวอีก วันนี้เขาเหนื่อยมากแล้ว
เมื่อใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย อันอันก็หาวแล้วพูดว่า “ไม่ไปเล่นแล้วครับ อันอันจะนอน”
เช้าวันถัดมาทุกคนในบ้านก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนเดิมเช่นเดียวกับเมื่อวาน
แต่วันนี้ลี่หรงตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปร้านที่ตัวอำเภอ เพราะอีกสามสี่วันก็จะหมดวันหยุดของเธอแล้ว ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวต้องอยู่บ้านเพื่อทำการบ้าน จึงไม่ได้เข้าตัวอำเภอเช่นเดียวกัน
เมื่อวานนี้เจ้าตัวน้อยติดลี่หรงจนไม่อยากตื่น แต่เช้าวันนี้ลี่หรงตื่นมาก็พบว่าอันอันกินข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลังจากลี่หรงล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยแล้ว เธอก็เดินไปกินข้าวเช้าที่ห้องนั่งเล่น
ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวต่างกำลังตั้งใจเขียนการบ้าน ส่วนเจ้าตัวเล็กก็นั่งอยู่ข้าง ๆ ถือปากกาวาดเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย ลี่หรงพลางคิดว่าน่าแปลกใจจริง ที่เขาเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก แต่ก็สามารถนั่งนิ่ง ๆ ได้นาน
ต้าหนิวทำหน้านิ่วเหมือนคนแก่ ลี่หรงมองเขาแล้วหัวเราะ “ทำไมทำหน้าแบบนี้ล่ะ ไม่ชอบทำการบ้านหรือ?”
“โจทย์ข้อนี้มันยากมากเลยครับ ผมไม่รู้ว่าครูคิดได้อย่างไรกัน!” ต้าหนิวบ่นอย่างหนักใจ
ลี่หรงจำไม่ได้ว่าต้าหนิวเรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว แต่เห็นว่าเขาทำหน้าเครียดมาก เธอเลยถาม “ตอนนี้หนูเรียนชั้นไหนแล้วนะจ๊ะ”
“ชั้น ป.สาม ครับ”
“ข้อสอบชั้น ป.สามไม่น่าจะยากนะ”
ต้าหนิวยิ้มเศร้า ๆ ตอบลี่หรง “อาสะใภ้รองเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ข้อสอบแบบนี้คงไม่ยากหรอกครับ”
ลี่หรงกระพริบตาปริบ ๆ “อาสะใภ้รองก็เคยเรียนชั้น ป.สาม นะ เรียนจบชั้นนี้ก่อนถึงจะได้เป็นนักศึกษา”
ต้าหนิวได้แต่เงียบ
เด็กอายุเท่านี้ ถ้าไม่รีบสอน ต่อไปคงไม่มีความสนใจที่จะเรียนแล้ว
ลี่หรงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูด “ก่อนหน้านี้หนูไม่ได้บอกเหรอจ๊ะ ว่าอยากจะขึ้นรถไฟไปเรียนที่มหาวิทยาลัยน่ะ เจอโจทย์ชั้น ป.สามแค่นี้ไป หนูก็ท้อเสียแล้ว หากต่อไปตอนเรียนมัธยม หรือมัธยมปลายล่ะ ถ้าไม่เรียนหนังสือก็คงต้องกลับไปทำนาในหมู่บ้านแน่ ๆ เลย”
ต้าหนิวก้มหน้าลงและพูดอย่างท้อแท้ว่า “ทำไมการเรียนต้องใช้เวลานานด้วยครับ! อยู่บ้านทำไร่ยังดีกว่าเสียอีก! แค่ใช้แรงก็พอแล้ว!”
หลังจากกินข้าวเสร็จ ลี่หรงยังไม่ได้เอาชามไปเก็บ แต่เธอนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาแล้วพูดว่า “ทำไร่น่ะ ไม่รวยหรอกนะจ๊ะ”
จู่ ๆ เอ้อร์หนิวก็พูดขึ้นมาว่า “อารองก็กลับมาทำไร่แล้วนี่ครับ พวกชาวบ้านยังพูดกันว่าอารองรวยมากด้วย”
ลี่หรงหัวเราะและพูดว่า “อารองของหนูก็เรียนหนังสือมาเหมือนกันนะ เขากลับมาทำไร่เพื่อทำธุรกิจใหญ่ ถึงแม้ว่าเขาจะทำไร่ แต่เขาก็จ้างคนอื่นให้ใช้แรงแทน ในอนาคตหนูอยากจะทำไร่แบบไหนกันล่ะจ๊ะ ถ้าไม่ตั้งใจเรียนหนูก็จะกลายเป็นคนที่ทำไร่ให้คนอื่น แต่ถ้าหนูตั้งใจเรียนหนูก็จะกลายเป็นคนที่จ้างคนอื่นให้มาทำไร่แทนนะจ๊ะ”
“แล้วแบบไหนที่รวยกว่ากันครับ” ต้าหนิวถามด้วยความสนใจ
“แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นการจ้างให้คนอื่นทำไร่จ้ะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะจ้างให้คนอื่นทำไร่ให้ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องตั้งใจเรียนหนังสือถูกต้องไหมจ๊ะ”
สองพี่น้องต่างพยักหน้ารับพร้อมกัน
ลี่หรงยังอธิบายให้เด็กทั้งสองฟังต่อ “เรื่องการบ้าน ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามอาสะใภ้รองได้ แต่ว่าอาสะใภ้รองจะต้องกลับไปเรียนในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว หลังจากนี้ถ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจก็ถามเพื่อนร่วมชั้นหรือคุณครูได้นะจ๊ะ”
เมื่อเห็นว่าเด็กทั้งสองหันกลับมาตั้งใจทำการบ้านแล้ว ลี่หรงก็เดินไปที่ห้องครัวเพื่อเอาเกาลัดที่แกะไว้เมื่อวานไปนึ่ง
หลังจากนั้นก็นำเกาลัดที่นึ่งสุกแล้วมาตำให้ละเอียด จากนั้นก็ใส่ลงในกระทะพร้อมกับน้ำตาลทรายและนมผง ผัดจนกลายเป็นไส้เกาลัดที่นุ่ม หวาน และหอมกรุ่น
แป้งที่ผสมกับน้ำมันหมูจนเข้ากันดี ถูกนำมาทำเป็นแผ่นแป้งบาง ๆ
จากนั้นก็ห่อไส้เกาลัดด้วยแผ่นแป้ง กดให้แบนคล้ายรูปทรงขนมพายแล้วโรยหน้าด้วยงาเล็กน้อย
นำไปทอดในกระทะจนสุกเหลืองกรอบทั้งสองด้าน แล้วเกาลัดพายก็เสร็จเรียบร้อย
ก่อนที่จะทำเกาลัดพาย ลี่หรงยังใส่เกาลัดลงไปต้มกับน้ำตาลด้วย
เมื่อทำเกาลัดพายเสร็จ น้ำตาลก็เคี่ยวจนได้ที่พอดี
คนที่ออกไปทำงานข้างนอกยังไม่กลับมา ลี่หรงจึงตักน้ำตาลใส่ถ้วยพร้อมกับเกาลัดพายอีกหนึ่งจาน นำไปที่ห้องโถงเพื่อกินกับเด็ก ๆ
เมื่อแม่จ้าวและคนอื่น ๆ กลับมาและได้ลองกินเกาลัดพายต่างพากันชื่นชอบเพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก จึงแทบไม่มีใครกินมื้อกลางวันเลย เพียงแค่ขนมหวานเกาลัดและเกาลัดพายไม่กี่ชิ้นก็ทำให้อิ่มท้องแล้ว
เมื่อจ้าวชิงซงกลับมาเขาก็เก็บลูกแพร์ติดมือมาด้วยประมาณสองสามลูก
ลี่หรงเหลือบมองลูกแพร์สองสามลูกนั้น ซึ่งดูไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ เธอจึงถามว่า “นี่ใช่ลูกแพร์ที่คุณปลูกเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงพยักหน้าตอบ
“ทำไมดูเหมือนยังโตไม่ค่อยเต็มที่เลยล่ะคะ”
“เพิ่งปลูกได้แค่สามปี ต้องรออย่างน้อยอีกหนึ่งถึงสองปีถึงจะออกผลดีแล้วลูกสวยครับ ผลที่ออกตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยดีนักเป็นเรื่องปกติครับ”
ลี่หรงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ เธอจึงไม่ได้ติดใจอะไร หยิบผลไม้ไปล้างแล้วลองกินดู “โอ้ หวานดีเหมือนกันนะคะ”
“ถ้าไม่หวาน ผมจะเด็ดกลับมาให้คุณกินทำไมล่ะครับ” จ้าวชิงซงตอบขณะกินน้ำหวาน
ลี่หรงมองเขาแล้วถามว่า “น้ำหวานกับลูกแพร์อันไหนหวานกว่ากันคะ?”
จ้าวชิงซงหันซ้ายหันขวาไม่เห็นมีใครอยู่จึงพูดออกมาว่า “คุณหวานที่สุด!”
ลี่หรงหน้าเขินอายจนแดงอย่างเห็นได้ชัด “บ้า! ปากหวานจริงนะคุณน่ะ”