ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 169 การเยี่ยมเยียน
บทที่ 169 การเยี่ยมเยียน
ลี่หรงตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง เมื่อวานทั้งวันเธอแทบไม่ได้กินอะไรเลย ตอนกลางคืนก็กินแค่โจ๊กกับจ้าวชิงซง
ตอนนี้เธอหิวจนตาลาย
ครู่หนึ่งเมื่อเธอเริ่มรู้สึกตื่นเต็มตามากขึ้นถึงได้รู้ว่าเธอกำลังถูกจ้าวชิงซงกอดอยู่
ด้วยความเป็นห่วงเธอเลยยื่นมือไปแตะที่ใบหน้าของจ้าวชิงซงเพราะกลัวว่าเขาจะมีไข้ขึ้นมาอีก
โดยปกติแล้วถ้าหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม คนที่มีไข้ก็อาจมีอาการไข้กลับได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ลี่หรงจะทำเช่นนี้
เนื่องจากทำงานหนักมาเป็นเวลานาน จึงทำให้ร่างกายของจ้าวชิงซงแข็งแรงจึงไม่มีอาการไข้กลับ
หลังจากแน่ใจแล้วว่าอุณหภูมิร่างกายของเขากลับมาเป็นปกติ ลี่หรงก็ค่อย ๆ ดึงมือของจ้าวชิงซงออกอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้รบกวนเขา
“ตื่นแล้วเหรอครับ” เสียงของจ้าวชิงซงดังขึ้น
ลี่หรงเพิ่งขยับตัวก็ได้ยินเสียงของเขา เธอหันไปมอง “ค่ะ คุณตื่นนานแล้วเหรอคะ? เดี๋ยวฉันจะรีบไปล้างหน้าแล้วหาอะไรให้คุณกินนะ”
เธอรีบลงจากเตียง สวมรองเท้าและรัดผมใหม่ เธอเพิ่งจะก้าวออกไป ก็สบตากับคุณป้าข้าง ๆ ที่มองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ
ลี่หรงนึกขึ้นได้ว่าตอนตื่นนอนเธอยังนอนกอดกับจ้าวชิงซงอยู่เลย แสดงว่าถูกคุณป้าคนนี้เห็นเข้าเต็ม ๆ แล้ว ถ้าเป็นยุคหลัง เธอคงไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้เป็นยุคเจ็ดสิบแปดสิบเอง คนอื่นอาจมองว่าเธอเป็นคนใจง่าย
แต่สายตาของคุณป้ากลับไม่ได้ทำให้ลี่หรงรู้สึกไม่สบายใจเลย แววตาที่หยอกล้อของอีกฝ่ายทำให้ลี่หรงหน้าแดง เธอทักทายแล้วรีบเดินออกไป
หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้วลี่หรงจึงกลับไปที่ห้องผู้ป่วยแล้วถามจ้าวชิงซงว่า “ไปห้องน้ำหน่อยดีไหมคะ?”
ในห้องผู้ป่วยมีคนอื่นอีกสามคนอยู่ แม้แต่ญาติที่นำอาหารมาให้พวกเขาก็ยังอยู่ ตอนนี้มีคนอยู่เยอะเกินไป
จ้าวชิงซงกลัวว่าลี่หรงจะสร้างวีรกรรมซ้ำสองเหมือนเมื่อวาน เขาจึงบอกว่า “ได้สิครับ แต่ตอนนี้ผมน่าจะพอลุกขึ้นได้แล้ว เมื่อครู่ลองขยับดูก็ไม่ค่อยเจ็บแล้ว ที่รักช่วยพยุงผมหน่อยสิครับ”
ต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ ลี่หรงก็ไม่อาจจะช่วยเขาล้วงสิ่งนั้นออกมาได้ เธอจึงเชื่อฟังแล้วพยุงเขาลงจากเตียง “ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนเลยค่ะ ใช้กระโถนก็ได้”
จ้าวชิงซงกัดฟันตอบอย่างไว “ไหวครับไหว”
โชคดีที่ห้องน้ำเล็ก ๆ ในห้องผู้ป่วยอยู่ไม่ไกล ลี่หรงพยุงจ้าวชิงซงไปอย่างช้า ๆ ไม่ได้ออกแรงมากนัก
หลังจากเข้าห้องน้ำกลับมา ลี่หรงสังเกตเห็นเหงื่อที่หน้าผากของสามี เธอตำหนิเขาที่ดื้อรั้นว่า “นั่งลง ฉันจะทายาให้คุณอีกรอบ”
“ได้เลยครับ”
จ้าวชิงซงนั่งนิ่ง ๆ รอให้ลี่หรงทายาให้
เพราะต้องออกไปซื้ออาหารเช้า ลี่หรงก็เลยทายาให้เขาอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เสร็จ
พอเตรียมน้ำร้อนให้จ้าวชิงซงเสร็จ ลี่หรงที่กำลังจะออกไปซื้ออาหารเช้าเห็นจ้าวชิงหยางกำลังเดินเข้ามา ในมือถือปิ่นโตและขนมปังมาด้วย
ลี่หรงและจ้าวชิงซงพูดพร้อมกันว่า “พี่ใหญ่!”
“น้องสะใภ้กำลังจะออกไปข้างนอกเหรอ?” จ้าวชิงหยางเห็นลี่หรงกำลังจะออกไปก็ถามว่า “คงไม่ใช่กำลังจะออกไปซื้ออาหารเช้าหรอกนะ ฉันเอามาให้แล้ว วันนี้ร้านเปิดแล้ว อาซิ่งก็เลยต้มโจ๊กหมูสับมา ฉันเลยเอาแบ่งให้พวกเธอ”
ลี่หรงยิ้ม “ฉันกำลังจะออกไปซื้ออาหารเช้าพอดีเลยค่ะ ไม่คิดว่าพี่จะเอามาให้ ขอบคุณมากค่ะ ทั้งที่ร้านก็ยุ่งอยู่แท้ ๆ ยังให้พี่ต้องลำบากเอามาให้อีก”
“เอาน่า! พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะไม่ต้องคิดมาก พวกเธอรีบเอาไปกินเถอะ ฉันกลับร้านก่อนนะ”
ลี่หรงรู้ดีว่าตอนเช้าที่ร้านต้องยุ่งมากแน่ ๆ ก็เลยไม่รั้งจ้าวชิงหยางไว้ เธอพยักหน้า “มื้อเที่ยงไม่ต้องเอามาให้แล้วนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปเอาเองค่ะ”
จ้าวชิงหยางโบกมือ “ตกลง”
พอเขาออกไปแล้วลี่หรงก็เปิดปิ่นโต ข้างในมีอาหารเยอะมากเธอก็เลยตักออกมาสองถ้วย
จ้าวชิงซงไม่มีบาดแผลใหญ่อะไร ไข้ก็ลดแล้วจึงไม่มีอะไรต้องระวังเป็นพิเศษ
ลี่หรงหยิบซาลาเปาไส้หมูให้เขากิน โจ๊กก็วางไว้ใกล้ ๆ เขา เมื่อจัดการเรื่องของเขาเสร็จแล้วจึงเริ่มกินของตัวเอง
เธอหยิบซาลาเปาไส้ถั่วแดงเข้าปาก ไส้ถั่วแดงนี้ลี่หรงเป็นคนสอนเหอซิ่งทำ รสชาติแทบไม่ต่างจากที่ลี่หรงทำแถมยังอร่อยไม่เปลี่ยนเลย
คุณป้าข้างเตียงเพิ่งจะกินข้าวเสร็จ คุณลุงสองคนข้าง ๆ ก็ออกไปแล้ว เธอว่างจึงได้แต่นั่งมองลี่หรงที่กำลังกินข้าวด้วยสายตาที่เอ็นดู
ลี่หรงรู้สึกงง ๆ เธอเอามือลูบหน้าตัวเอง “เอ่อ คุณป้าคะ มีอะไรติดหน้าฉันหรือเปล่าคะ?”
คุณป้าโบกมือปัดไปมา “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ฉันกินข้าวไปเถอะ ป้าแค่มองคนสวยน่ะ”
ลี่หรงหน้าแดงขึ้นมา “…ขอบคุณค่ะ”
เหมือนเป็นการเปิดประตูสู่การสนทนา คุณป้าเริ่มพูดคุยอย่างเป็นกันเอง “คนที่เพิ่งมาเมื่อกี้ เป็นญาติเหรอจ๊ะ?”
“พี่ชายคนโตของสามีน่ะค่ะ” ลี่หรงตอบ
“โอ้! อย่างนี้พี่น้องก็รักใคร่กลมเกลียวกันดีสินะ อุตส่าห์มาส่งอาหารให้แต่เช้าเลย มีซาลาเปาด้วย ซื้อจากข้างนอกมาเสียด้วยไม่ขี้เหนียวเลย นับว่าดีมากเลยนะจ๊ะ”
ลี่หรงได้แต่ยิ้ม ๆ ไม่ได้บอกเรื่องที่จ้าวชิงหยางเปิดร้านขายอาหาร
พูดคุยกันสักพักคนแก่สองคนในห้องก็กลับมา เพราะใกล้ถึงเวลาที่หมอจะมาตรวจแล้ว
พอตรวจเสร็จ ก็เริ่มให้น้ำเกลือสำหรับคนที่ต้องใช้
จ้าวชิงซงต้องแขวนน้ำเกลือติดต่อกันสามวัน หมอเพิ่งจะแขวนน้ำเกลือให้เขาเสร็จ เขาก็เห็นว่าลี่หรงนั่งคิดอะไรอยู่เงียบ ๆ
เขาโบกมือไปมาตรงหน้าลี่หรง “คิดอะไรอยู่ครับ?”
“อ๋อ? เอ่อ ใช่ เมื่อคืนฉันลืมบอกคุณ ฉันเจอผู้จัดการอู๋ที่โรงพยาบาลตอนที่ฉันเอาอาหารเย็นกลับมาค่ะ”
“ผู้จัดการอู๋? เขามาทำอะไรที่นี่?”
“ภรรยาเขาใกล้จะคลอดแล้วค่ะ ผู้จัดการอู๋น่าจะมาเฝ้าภรรยาคลอด ฉันกำลังคิดว่าจะหาเวลาไปเยี่ยมเธอน่ะค่ะ”
“รอผมแขวนน้ำเกลือเสร็จก่อน ถ้าไม่มีอะไรคุณก็ไปได้นะครับ” จ้าวชิงซงเงียบไปครู่หนึ่ง “ซื้อของฝากไปด้วยล่ะ ไปมือเปล่ามันจะดูไม่ดีครับ”
“ฉันรู้แล้วน่า ฉันรอให้คุณแขวนน้ำเกลือเสร็จก่อนแล้วค่อยออกไปซื้อผลไม้ค่ะ”
ตอนนี้ภรรยาของอู๋จื่อกังใกล้จะคลอดแล้ว กิจวัตรประจำวันจึงไม่ค่อยมีอะไรมากมาย ไม่ต้องฉีดหรือกินยาใด ๆ แค่กินให้ครบสามมื้อก็พอ กินมื้อเช้าเสร็จเพิ่งเดินจากข้างนอกกลับมาก็เห็นลี่หรงยืนอยู่ที่ประตู
“ลี่หรง? คุณมาจริง ๆ เหรอเนี่ย?” อู๋จื่อกังเห็นลี่หรงยิ้มทักทาย “เข้ามาก่อนเร็วเข้า”
“นี่คงจะเป็นพี่สะใภ้ใช่ไหมคะ?” ลี่หรงทักทายพวกเขา วางผลไม้ที่ซื้อมาไว้ตู้ข้างเตียง “ฉันซื้อผลไม้มาฝากนิดหน่อยค่ะ พี่สะใภ้ลองชิมดูนะคะว่าถูกปากไหม”
“อุตส่าห์มาเยี่ยมทั้งที ไม่เห็นต้องซื้ออะไรมาฝากเลย” อู๋จื่อกังมองลี่หรงอย่างไม่เห็นด้วยนัก
ภรรยาของเขายิ้มอย่างอ่อนโยน “จริงด้วยนะคะ คราวหน้าไม่ต้องซื้อมาก็ได้ค่ะ คุณคือลี่หรงใช่ไหมคะ? เป็นคนที่สวยจริง ๆ ด้วยนะคะเนี่ย ไม่แปลกใจเลยที่ผู้จัดการอู๋จะพูดถึงคุณบ่อย ๆ”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ไม่คิดเลยว่าผู้จัดการอู๋จะพูดถึงฉันด้วยนะคะเนี่ย”
“จะไม่ให้พูดได้ยังไงล่ะคะ เขาบอกว่าคุณทั้งสวยทั้งฉลาดแล้วก็ยังทำงานเก่ง แถมยังสอบติดมหาวิทยาลัยชิงหัวด้วย แล้วยังเอาเรื่องนี้ไปคุยโม้เวลาเมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้วล่ะค่ะ”
“นี่คุณก็” อู๋จื่อกังรู้สึกว่าถ้าตัวเองไม่ห้าม เธอคงจะพูดอะไรออกมายิ่งกว่านี้ “ไว้หน้าผมบ้างก็ได้นะคุณ”
ลี่หรงมองภรรยาของอู๋จื่อกังแล้วเห็นว่าเธอไม่ได้เข้าใจผิดอะไร ก็วางใจขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดถ่อมตัวว่า “เรื่องมันผ่ามานานแล้วค่ะ พี่สะใภ้อารมณ์ดีแบบนี้สงสัยท้องนี้ต้องคลอดง่ายแน่ ๆ เลยค่ะ”
“ขอให้เป็นแบบนั้นนะคะ” เธอยิ้มและไม่ได้เปิดเผยเรื่องราวของอู๋จื่อกังอีก
เธอมองลี่หรงและรู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างซื่อตรง พูดจาไพเราะ ทั้งยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง ทำให้เธอมีความรู้สึกที่ดีต่อลี่หรงมาก ๆ
ทั้งคู่คุยกันอย่างถูกคอ
เพียงแต่ลี่หรงเป็นห่วงจ้าวชิงซงเลยไม่ได้นั่งคุยด้วยนาน เธอจึงขอตัวแล้วบอกลาอู๋จื่อกังกับภรรยา