ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 170 ออกจากโรงพยาบาล
บทที่ 170 ออกจากโรงพยาบาล
เมื่อลี่หรงกลับมาที่ห้องผู้ป่วย ก็พบว่าข้างในคึกคักมาก
โดยมีจ้าวชิงซงเป็นศูนย์กลาง คุณป้าข้าง ๆ ยังคงนั่งอยู่บนเตียงของตัวเอง คุณลุงสองคนนั่งล้อมรอบจ้าวชิงซง มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ อีกหลายคนอยู่ข้าง ๆ
ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดคุยอะไรกัน แต่จากสีหน้าของคนข้าง ๆ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะฟังอย่างตั้งใจ ถ้าลี่หรงเข้าใจไม่ผิดใบหน้าของพวกเขายังปรากฏแววตา…
ตื่นเต้น? อยากรู้อยากเห็น?
“คุยอะไรกันอยู่เหรอคะ?” ลี่หรงเดินเข้ามาถามพร้อมรอยยิ้ม
เด็ก ๆ ที่นั่งอยู่ตรงนั้นบางคนก็พูดออกมาว่า
“เก่งจังเลย”
“สู้กับศัตรูด้วยเหรอครับ?”
ลี่หรงยิ้มและเธอพอจะเดาได้คร่าว ๆ แล้วว่าจ้าวชิงซงกับพวกเขากำลังพูดถึงอะไร คงหนีไม่พ้นเรื่องราวในสนามรบ
เรื่องราวเหล่านี้ เมื่อพูดถึงแล้วล้วนเป็นวีรกรรมของเหล่าทหารกล้าตั้งแต่คนแก่ไปจนถึงเด็กน้อยที่ยังอ่อนต่อโลก ใคร ๆ ก็ชอบฟังเรื่องราวเหล่านี้ทั้งนั้น
พวกเขาจึงพูดคุยกันอย่างออกรส
คุณลุงคนหนึ่งตอบกลับมาว่า “คุยเรื่องการสู้รบอยู่น่ะ เจ้าหนุ่มจ้าวเก่งจังเลยนะ เคยสู้กับเจ้าพวกคนญี่ปุ่นด้วย!”
คุณลุงอีกคนก็รีบพูดเสริม “ลุงก็เคยต่อสู้กับศัตรูนะ ตอนนั้นสภาพเรากำลังลำบาก อาวุธก็มีแค่ข้าวโพดคั่วกับปืนไรเฟิล แต่เราก็สู้กับเครื่องบินและปืนใหญ่ของศัตรูมาแล้ว!” เขาพับขากางเกงของตัวเองขึ้น “ดูสิ ตรงนี้ยังโดนกระสุนด้วยเลย โดนยิงจนเป็นแผลเป็นเลย”
ได้ยินดังนั้นลี่หรงก็รู้สึกขอบคุณและเคารพคุณลุงคนนั้นขึ้นมา “ที่บ้านเมืองของเราเป็นแบบนี้ได้ทุกวัน ก็ต้องขอบคุณคุณลุงและเพื่อนร่วมรบของคุณลุงด้วยนะคะ”
ใกล้จะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว ลี่หรงไม่ได้นั่งรอให้จ้าวชิงหยางเอามาให้ เธอคิดว่าจะไปเอาเองที่ร้านดีกว่า
วันนี้อาหารกลางวันในร้านของเหอซิ่งก็คงจะหนีไม่พ้นเกี๊ยวกับก๋วยเตี๋ยวอยู่แล้ว ลี่หรงจึงไม่ได้ซื้อกับข้าวมาเพิ่ม
ยังไม่ถึงเวลาอาหารคนในร้านจึงยังไม่เยอะ เหอซิ่งกำลังยุ่งอยู่กับการเติมซอสและน้ำส้มสายชูบนโต๊ะ
เห็นลี่หรงเดินเข้ามาเหอซิ่งก็ยังคงทำงานต่อ “อ้าว น้องสะใภ้มาแล้วเหรอ? พ่อกำลังจะเอาข้าวไปให้พวกเธออยู่เลยนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เป็นการรบกวนเปล่า ๆ ตอนนี้จ้าวชิงซงก็ดีขึ้นมากแล้วฉันเลยมารับเองดีกว่าค่ะ”
จ้าวชิงหยางเดินออกมาจากห้องครัวพอดี ในมือถือปิ่นโตที่เพิ่งล้างเสร็จ เขาก็ตกใจเมื่อเห็นลี่หรง “น้องสะใภ้?”
ลี่หรงบอกจ้าวชิงหยางไปแล้วเมื่อเช้าว่าไม่ต้องมาส่งข้าวก็ได้ โชคดีที่เธอมาเร็วถ้ามาช้ากว่านี้ จ้าวชิงหยางก็คงเอาไปส่งให้เธออยู่ดี
ลี่หรงพยักหน้าไม่ได้ตอบอะไร เธอยิ้มแล้วถามว่า “วันนี้พี่สะใภ้ทำเกี๊ยวไส้อะไรคะ ฉันว่าจะมารอขอแบ่งเกี๊ยวหน่อยน่ะค่ะ”
“พูดอะไรแบบนั้นกัน กินเท่าไหร่ก็ได้ อยากกินแบบไหนล่ะมีทั้งไส้หมูผักชีและหมูผักกาดขาว เอาอย่างละจานเลยไหม?”
“เอาค่ะ!”
เหอซิ่งไม่รู้ว่าอาการของจ้าวชิงซงเป็นอย่างไร ฟังจ้าวชิงหยางบอกว่าเป็นไข้สูง ตอนเช้าก็เลยต้มโจ๊กหมูสับส่งไปให้กิน กลางวันก็ต้มโจ๊กหมูสับให้กินอีก
แต่ดูจากสีหน้าของลี่หรงแล้ว ก็พอจะเดาได้ว่าอาการของจ้าวชิงซงไม่น่าจะหนัก เธอจึงตักเกี๊ยวใส่ไปหลาย ๆ ชิ้น
“พอแล้วค่ะ พอแล้ว!” ลี่หรงรีบห้ามเธอ
ตอนที่กินข้าวกับจ้าวชิงซง จู่ ๆ ลี่หรงก็หยุดกิน จ้าวชิงซงจึงถามเธอว่าเป็นอะไร
ลี่หรง “แย่แล้ว เมื่อวานฉันไปขึ้นรถไฟไม่ทัน”
แววตาของจ้าวชิงซงฉายแววเศร้าเล็กน้อย “ไม่ทันก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ เอาอย่างนี้ดีไหม? คุณลาหยุดอยู่บ้านอีกสองสามวันก็ได้นี่ครับ”
“ไม่ได้ค่ะ ถ้าฉันไปพรุ่งนี้ ก็น่าจะทันวันเปิดเรียน” ลี่หรงก้มหน้ากินเกี๊ยว “ที่นี่ก็ไม่มีอะไรแล้ว”
จู่ ๆ จ้าวชิงซงก็รู้สึกว่าเกี๊ยวในชามไม่อร่อยขึ้นมาแล้ว เขาคีบเกี๊ยวค้างไว้ ผ่านไปครู่หนึ่งก็เอามือกุมหัว “โอ๊ย! ที่รักผมปวดหัว~”
“เป็นอะไรไปคะ?” ลี่หรงวางตะเกียบลง “จู่ ๆ ก็ปวดหัวขึ้นมาได้ยังไงกัน?”
คงไม่ใช่ว่าตอนที่ล้มลง หัวไปกระแทกอะไรเข้าหรอกนะ?
ลี่หรงนึกถึงตรงนี้ ใจก็หายขึ้นมาทันที เธอลุกขึ้นจะออกไปข้างนอก “ฉันจะไปตามหมอมาดูว่าต้องตรวจสมองไหม…”
“เอ่อ” จ้าวชิงซงรีบดึงตัวลี่หรงไว้ “ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ แค่พักสักหน่อยก็น่าจะดีขึ้นแล้ว”
ลี่หรงมองหน้าสามีด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าเขาไม่กล้าสบตา เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเขาทำไปเพื่อเรียกร้องความสนใจ เธอจ้องตาเขาเขม็งแล้วพูดว่า “อย่ามาเล่นมุกแบบนี้นะ!”
“ผมผิดไปแล้วครับ แต่คุณช่วยอยู่บ้านต่ออีกสักสองสามวันได้ไหมครับ”
อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะอยู่ต่อไม่ได้ แต่พอลี่หรงนึกถึงตั๋วรถไฟแล้วก็เสียดาย ไม่รู้ว่าจะขอคืนได้ไหมไว้ค่อยไปถามที่ซื้อตั๋วดู
เมื่อหันมาพบกับสายตาอ้อนวอนของสามี ลี่หรงก็ใจอ่อนแล้วตอบไปว่า “ไม่เกินสองวันนะคะ”
“ครับ!”
วันที่ออกจากโรงพยาบาลจ้าวชิงหยางลากเกวียนของบ้านเขามารับคน
ลี่หรงไปจัดการเรื่องการออกจากโรงพยาบาลเอง เพราะไม่ได้อยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ของที่ต้องเก็บก็ไม่ได้มีมาก จ้าวชิงหยางยกกะละมัง รวมถึงแก้วน้ำกับกระติกน้ำร้อนที่ลี่หรงซื้อไว้มาวางบนเกวียนแล้วถามจ้าวชิงซงว่าจะให้ช่วยพยุงขึ้นไปไหม
จ้าวชิงซงโบกมือไปมา “ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ เดี๋ยวผมขึ้นเองดีกว่าครับ”
ที่จริงแล้วจ้าวชิงซงยังคิดว่าตัวเองสามารถลากเกวียนกลับเองได้ด้วยซ้ำไป
จ้าวชิงหยางไม่ได้สนใจเขา น้องชายคนนี้ตั้งแต่เด็กก็ดื้อรั้นอย่าบอกใคร อย่าคิดว่าเขาไม่รู้ เมื่อครู่เขายังเห็นจ้าวชิงซงทำตัวสำออยอ้อนน้องสะใภ้ท่าทางเหมือนคนไม่มีแรงอยู่เลย
ในฐานะพี่ชายคนโต แน่นอนว่าเขาปล่อยให้จ้าวชิงซงลากเกวียนกลับเองในตอนนี้ไม่ได้
เขาขึ้นไปนั่งที่คนขับ รอลี่หรงขึ้นมานั่งเรียบร้อยแล้วจึงเดินทางกลับบ้าน
ลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดผ่านบนถนนใหญ่เป็นบางครั้งค่อนข้างหนาว ลี่หรงถามจ้าวชิงซง “หนาวไหมคะ? ถ้าหนาวก็บอกนะ”
ก่อนหน้านี้ตอนกลางดึก จ้าวชิงซงมีอาการตัวร้อนขึ้นมาอีกรอบ ลี่หรงเลยกลัวว่าถ้าถูกลมแล้วอาการจะกำเริบขึ้นมาอีก
“หนาวนิดหน่อยครับ” จ้าวชิงซงเห็นจ้าวชิงหยางไม่ได้มองมาทางนี้ เลยเอนตัวเข้าหาลี่หรงโดยไม่ลังเล
ลี่หรงผลักเขาออก “เดี๋ยวฉันไปหยิบเสื้อให้”
จริง ๆ แล้วจ้าวชิงซงอยากจะให้ลี่หรงกอดเขาต่างหากล่ะ “…”
จ้าวชิงซงสวมเสื้อคลุม นั่งนิ่ง ๆ ไม่วุ่นวายเพราะคิดว่าคืนนี้จะได้กอดภรรยาแน่น ๆ พรุ่งนี้ลี่หรงก็ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้ว
แย่จริง ๆ เลย กว่าจะได้เจอกันครั้งหน้าก็คือตอนปีใหม่ ซึ่งอย่างน้อยก็ต้องสามหรือสี่เดือนที่เขากับเธอต้องอยู่ห่างกัน
ลี่หรงเห็นว่าเขาไม่พูดอะไร แถมยังดูซึม ๆ อยู่ จึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่ได้ไม่สบายหรอกครับ ผมแค่ง่วงน่ะ”
“อื้อ งั้นถ้ากลับถึงบ้านก็รีบไปพักผ่อนเถอะค่ะ”
จ้าวชิงซง “…”
หึ! ภรรยาสุดที่รักไม่เข้าใจความโศกเศร้าจากการจากลาของเขาเลย แล้วจะให้ทำยังไงดีล่ะ
พอถึงบ้าน ลี่หรงก็รีบไล่ให้จ้าวชิงซงกลับไปนอน
แม่จ้าวได้ยินเสียงของลี่หรงก็รีบออกมาจากบ้าน เมื่อเห็นว่าจ้าวชิงซงดูไม่เป็นอะไรมากแล้ว เธอก็ถอนหายใจยาว ๆ ด้วยความโล่งใจ
ก่อนหน้านี้พ่อจ้าวกลับมาเล่าให้ฟังถึงตอนที่พบตัวเขา แม่จ้าวทั้งตกใจและร้อนใจ พอตกดึกจ้าวชิงหยางกลับมาบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่เธอก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี
จนกระทั่งได้เจอตัว ถึงจะวางใจได้จริง ๆ
“อย่าออกมาโดนลมข้างนอก รีบเข้าไปนอนเถอะค่ะ”
“จริงด้วย” แม่จ้าวเห็นด้วยกับลี่หรงจึงบอกให้จ้าวชิงซงไปนอน “นอนเยอะ ๆ ได้ยินว่าลูกเป็นไข้สูงด้วย”
“แม่ครับ ผมหายดีแล้วนะ”
“หายแล้วก็ต้องพักผ่อนเยอะ ๆ”
จ้าวชิงซงกลับเข้าไปในห้องนอน แต่ก็ยังนอนไม่หลับ ตอนนี้เขาเกือบจะหายดีแล้ว จึงเริ่มคิดถึงเรื่องบนภูเขา เมื่อสองวันก่อนเขาได้ฝากให้พี่ชายไปดูแทน
ผลก็คือต้นไม้ส่วนใหญ่ยังอยู่ดีเพียงแค่มีกิ่งไม้หัก มีเพียงส่วนน้อยที่ถูกพัดจนโค่นลงทั้งราก
สองวันที่ผ่านมานี้จ้าวชิงหยางกับพ่อจ้าว ได้ช่วยกันตัดกิ่งไม้ที่หักโค่นออกแล้ว เหลือเเค่ลำต้นกับรากที่พวกเขาได้ปลูกกลับลงไป ส่วนจะได้ผลหรือไม่นั้น ต้องรอดูต่อไป