ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 174 ตบหน้า
บทที่ 174 ตบหน้า
“คุณนายชมเกินไปแล้วค่ะ ฉันคิดว่าตัวเองยังสู้ผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านไม่ได้ ร้านฝูหรงเน้นตัดเย็บตามสรีระของลูกค้าเป็นหลักค่ะ ก่อนทำการตัดชุดเราจะเขียนแบบให้ดูก่อน ถ้าลูกค้าตกลงแล้วเราถึงจะทำการตัดชุดให้ลูกค้าค่ะ แบบนี้จะยิ่งทำให้ชุดที่ตัดเข้ากับรูปร่างและความชอบของลูกค้าได้ดีค่ะ ไม่ซ้ำกับของคนอื่นด้วย เพราะความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เสื้อผ้าที่เหมาะสมก็ไม่เหมือนกันค่ะ”
บรรดาคุณนายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พอได้ยินก็สนใจขึ้นมาทันที “ไม่นึกเลยว่าหญิงสาวตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะมีความคิดเห็นเรื่องเสื้อผ้าเป็นของตัวเองได้ถึงขนาดนี้”
ลี่หรงหันไปมองคุณนายที่พูด “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ อาชีพนี้ต้องอาศัยฝีมือ พอทำบ่อย ๆ เข้าก็ย่อมมีความคิดใหม่ ๆ ขึ้นมาบ้าง คุณนายอย่าถือสาที่ฉันไปสอนใช้ขวานต่อหน้าหลู่ปัน*[1]เลยนะคะ”
“นี่คุณนายหลานจ้ะ” สวีจิ้งเหอแนะนำอย่างเหมาะเจาะ “เสี่ยวหรง ทักทายคุณนายหน่อยสิจ๊ะ”
“คุณนายหลานสวัสดีค่ะ” ลี่หรงยิ้ม ๆ
คุณนายหลาน “แล้วถ้าฉันอยากให้เธอช่วยตัดเสื้อผ้า จะติดต่อได้ยังไงเหรอ?”
ลี่หรงไม่คิดเลยว่าจะมีคนยอมให้เธอตัดเสื้อผ้าให้เร็วขนาดนี้ ราวกับว่ากำลังเดินอยู่ดี ๆ แล้วก็มีเค้กก้อนโตหล่นลงมาจากฟ้าอย่างไรอย่างนั้น
เธอบอกตัวเองในใจว่าใจเย็นไว้อย่าเพิ่งดีใจไป คิดให้ดีก่อนค่อยพูด “ที่ร้านฝูหรงของฉันยังไม่ได้ติดตั้งโทรศัพท์ คุณนายสามารถมาหาฉันโดยตรงก็ได้ค่ะ ปกติแล้ววันหยุดสุดสัปดาห์ฉันจะอยู่ที่นั่น หรือคุณนายจะฝากเบอร์โทรไว้ ฉันจะได้โทรนัดวันเวลาก็ได้ค่ะ”
“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก วันเสาร์หน้าสะดวกไหม”
หลังจากนัดหมายกับคุณนายหลาน คนอื่น ๆ ก็อยากให้ลี่หรงช่วยตัดชุดให้ เพราะว่าหากสั่งตัดชุดกับเธอรับรองได้ว่าไม่ซ้ำใครแน่นอน และมีอีกสองคนที่ขอที่อยู่ร้านจากลี่หรง
“เสื้อผ้าสั่งตัดแบบนี้ ราคาคงไม่เบาสินะ”
ลี่หรงตอบว่า “เรื่องนั้นคงไม่ต้องพูดถึงค่ะ ของที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก ย่อมไม่ใช่ราคาถูก คุณนายทั้งสองท่านแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สวยดูดีแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความมีรสนิยมที่ดีไม่น้อย ราคาก็คงไม่เบาเช่นกันสินะคะ ดังนั้นฉันเชื่อว่าคุณนายทั้งสองน่าจะรับได้กับราคาที่ดิฉันเสนอให้คะ”
“แล้วเธอคิดค่าตัดเสื้อผ้าตัวละเท่าไหร่ล่ะ”
คุณนายอีกคนยังคงติดใจเรื่องราคา ลี่หรงอดไม่ได้ที่จะมองเธออยู่หลายครั้ง “สำหรับงานสั่งตัดแบบพิเศษนั้นราคาอาจแตกต่างกันไปค่ะ แต่ฉันบอกได้เลยว่า เสื้อผ้าของร้านฝูหรงนั้น สำหรับแบบธรรมดาราคาไม่เกินสามร้อย แต่สำหรับแบบพิเศษราคาเริ่มต้นที่สามร้อยขึ้นไปไม่มีราคาสูงสุดค่ะ”
“เสื้อผ้าแบบไหนกันถึงจะแพงขนาดนั้น ถึงขนาดขายได้ราคาสามร้อยขึ้นไป แล้วแบบธรรมดาหรือแบบพิเศษ เธอเป็นคนกำหนดเองคนเดียวไม่ใช่รึไง”
“แบบพิเศษนั้นไม่ได้อยู่แค่ที่การออกแบบเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือวัสดุที่ใช้ตัดเย็บเสื้อผ้ารวมถึงของประดับที่ใช้ และหากเสื้อผ้าต้องปักลายก็ต้องใช้เวลาและความพยายาม บางครั้งฉันยังช่วยลูกค้าออกแบบเครื่องประดับให้เข้าชุดกันอีกด้วย ดังนั้นราคาจึงย่อมสูงกว่าปกติค่ะ”
“อย่างที่เธอพูด ฉันเองก็มีช่างตัดเย็บประจำอยู่แล้วเหมือนกัน ฝีมือก็ไม่เลวนะ ตั้งราคาสูงสุดก็แค่ตัวละสองร้อยกว่าบาทเท่านั้น เด็กสาวอย่างเธอ ฉันแนะนำให้ฝึกฝนฝีมือต่อไปเถอะอย่าคิดหวังแต่จะโกยเงิน”
คำพูดของคุณนายคนนั้น ไม่ใช่แค่การตั้งคำถามราคา แต่ถึงขั้นสงสัยในตัวลี่หรงไปแล้ว
แม้ว่าในใจลี่หรงจะคิดว่าตัวเองหวังแต่จะโกยเงิน แต่เธอก็ไม่ได้ผิดนี่นา
ใครเปิดร้านขายของเพื่อจะมาทำบุญล่ะ
ไม่คิดจะทำกำไรเลยเหรอ
แล้วสีหน้าและน้ำเสียงของอีกฝ่ายก็ทำให้ลี่หรงไม่พอใจอย่างมาก ทั้งชี้หน้าแล้วพูดจาดูถูกฝีมือการตัดชุดว่าไม่คุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายให้เธอ
ลี่หรงเริ่มรู้สึกไม่พอใจและมีสีหน้าที่เรียบเฉย “นั่นสินะคะ ก่อนจะตัดชุดฉันจะแจ้งราคาให้ลูกค้าทราบก่อน ถ้าหากไม่พอใจก็ไม่ต้องทำให้ ฉันเปิดร้านค้าขายของ ยึดหลักความสมัครใจและความพอใจ หากทั้งสองฝ่ายพอใจ ถึงจะทำงานร่วมกันได้ดี ส่วนลูกค้าที่จู้จี้จุกจิก ฉันไม่สนใจหรอกค่ะ”
พออีกฝ่ายมองลี่หรงด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว “เธอว่าใครจู้จี้จุกจิกกัน”
สวีจิ้งเหอ “ใครรับก็หมายถึงคนนั้น ฉันไม่ได้ว่าคุณแต่คุณพูดจาไม่ดีกับเด็กเกินไปหรือเปล่า เขาพูดดี ๆ แล้วนะ ว่าการค้าขายต้องอาศัยความสมัครใจ ถ้าคุณไม่อยากจ่าย ก็ยังมีคนอื่นที่พร้อมจ่ายอีกตั้งเยอะ ชุดที่ฉันใส่อยู่นี้สี่ร้อยกว่าหยวน ถ้าคุณคิดว่าคุ้มก็คือคุ้ม ไม่คุ้มก็คือไม่คุ้ม เพราะฉันเป็นคนใส่ ส่วนคนจ่ายเงินก็คือฉัน ฉันคิดว่าคุ้มมันก็คุ้ม”
คุณนายคนนี้ เมื่อครู่เพิ่งจะประจบประแจงสวีจิ้งเหอตั้งแต่หัวจรดเท้า แน่นอนว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ก็ได้รับคำชื่นชมไปชุดใหญ่ ตอนนี้ถูกสวีจิ้งเหอพูดแบบนี้ เธอจะกล้าโต้ตอบได้อย่างไร
เธอไม่กล้าโต้เถียงกับสวีจิ้งเหอ เพราะสามีที่บ้านยังสั่งให้เธอสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ หากเธอก่อเรื่องให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองบ้านแย่ลง เธอกลับบ้านไปก็เตรียมตัวซวยได้เลย
ดังนั้นเธอจึงจำใจหยุดพูด แต่ตอนที่เธอพูดประจบสอพลออยู่นั้น คนข้าง ๆ ได้ยินหมด พอเธอโดนหักหน้าแต่ตอบโต้กลับไม่ได้ ตอนนี้เธอจึงกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นไป
“โอ้โห อยู่กันพร้อมหน้าเลยเหรอ มารวมตัวกันแบบนี้คุยอะไรกันอยู่ล่ะ” คุณนายเหยียนเดินมาพอดี
สวีจิ้งเหอ “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เรากำลังคุยกันว่าชุดนี้ของฉันคุ้มกับราคาสี่ร้อยกว่าไหม”
คุณนายเหยียนเป็นคนที่สวีจิ้งเหอแนะนำให้ลี่หรงรู้จัก ลี่หรงก็เคยตัดชุดให้คุณนายเหยียนหลายชุดแล้ว เธอสำรวจชุดของสวีจิ้งเหอครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ชุดนี้สวยมากเลยเหมาะกับจิ้งเหอมากด้วย ลี่หรงเขียนแบบให้ใช่ไหม ราคาแค่สี่ร้อยกว่าหยวนฉันยังไม่เชื่อเลย”
“ใช่ค่ะ เป็นฝีมือของเสี่ยวหรง” สวีจิ้งเหอยิ้มแล้วถามว่า “ชุดที่คุณใส่ก็เป็นฝีมือของเสี่ยวหรงใช่ไหมคะ ราคาเท่าไหร่”
คุณนายเหยียนมองลี่หรงแล้วหัวเราะ “เรื่องนี้พูดได้ไหม?”
ลี่หรงยิ้ม “ตามใจคุณเลยค่ะ”
“ฉันจะบอกให้นะ ชุดนี้ที่จริงราคาหนึ่งพันสองร้อยหยวน แต่ลี่หรงบอกว่าฉันเป็นเพื่อนกับจิ้งเหอ ก็เลยลดราคาให้คิดเป็นเงินแปดร้อยกว่า ๆ น่ะ”
คุณนายทั้งหลายที่มุงดูอยู่ต่างตกใจ “ชุดอะไรแพงขนาดนั้น หุ้มทองคำหรือเปล่า”
เมื่อกี้ราคาสี่ร้อยกว่าของคุณนายสวีจิ้งเหอ ในสายตาของพวกเธอ มันก็แพงมากแล้ว เพราะเงินเดือนของพนักงานธนาคารบางคน เดือนหนึ่งก็แค่ร้อยกว่าหยวนเท่านั้น
สี่ร้อยกว่าหยวนเท่ากับการไม่กินและไม่เที่ยวเป็นเวลาสี่เดือน
แต่ตอนนี้ชุดของคุณนายเหยียนตั้งแปดร้อยกว่า แถมยังเป็นราคาที่ลดแล้วด้วย
ทำให้ทุกคนประหลาดใจมาก
คุณนายเหยียนมองลี่หรง “ให้เธออธิบายเองสิ”
นี่เป็นโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือของลี่หรงแล้ว ลี่หรงคิดและเรียบเรียงคำพูดอย่างรวดเร็ว
“ชุดราตรียาวตัวนี้ของคุณนายเหยียนใช้ผ้าไหมแท้ทั้งตัว ลูกไม้ตรงนี้เป็นวัสดุที่นำเข้า ชายกระโปรง เอว คอเสื้อ ปลายแขนเสื้อ ฉันปักด้วยมือเองทั้งหมดใช้เวลานานมาก แล้วพวกนี้ที่เห็นประดับอยู่เป็นไข่มุกแท้ ไม่ใช่พลาสติกนะคะ”
สุดท้ายลี่หรงพูดว่า “และชุดราตรีตัวนี้มีเพียงตัวเดียว เหมาะกับคุณนายเหยียนมาก หรือพูดง่าย ๆ ว่าชุดแต่ละชุดของร้านฝูหรง เป็นของเฉพาะบุคคล ความงามที่มีเพียงหนึ่งเดียวมันไม่มีค่าหรืออย่างไรคะ ร้านฝูหรงเพิ่งเปิดได้ไม่นาน ฉันจึงตั้งราคาถูก ๆ เอาไว้ก่อนเพราะหลังจากนี้ราคาจะแพงกว่าเดิม”
ทุกคนพยักหน้าเหมือนเข้าใจ
แต่ก็ไม่มีใครรีบพูดให้ลี่หรงตัดชุดให้ทันที ทุกคนต่างก็จดที่อยู่ของร้านไว้เงียบ ๆ
[1] ใช้ขวานต่อหน้าหลู่ปัน (班门弄斧) เป็นสำนวน เปรียบถึงการไปสอนคนที่มีความชำนาญมากอยู่แล้ว