ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 183 รับเงินไม่ทำงาน ลี่หรงถูกคนหลอก
บทที่ 183 รับเงินไม่ทำงาน ลี่หรงถูกคนหลอก
ความเงียบของเธอทำให้ลี่หมิ่นหงสัมผัสได้ว่าลูกสาวกำลังหนักใจ “แม้ว่าพี่ใหญ่กับพี่รองของลูกจะแต่งงานไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังเป็นพี่ชายของลูกอยู่นะ มีปัญหาก็บอกพวกเขาได้ ก็ใครใช้ให้เจ้าพวกนั้นเป็นพี่ชายกันล่ะ”
ลี่หรงยิ้ม “เข้าใจแล้วค่ะ หนูจะไปที่โรงเรียนอนุบาลของมหาวิทยาลัยครูอีกครั้งค่ะ”
ลี่หมิ่นหงไม่ได้พูดอะไรต่อได้แต่บอกให้ลี่หรงอย่าฝืน ถ้ามีอะไรร้ายแรงก็บอกคนในครอบครัวได้โดยตรง
ลี่หรงรับปากและพูดอีกสองสามคำก็วางสาย
เธอหยิบเอกสารแล้วไปโรงเรียนอนุบาลมหาวิทยาลัยครูทันที
อีกฝ่ายเป็นคุณครูทำหน้าที่รับสมัครนักเรียนและกำลังต้อนรับเธออยู่ ครูคนนั้นเห็นลี่หรงแล้ว พอเขาได้ฟังสำเนียงกลางของเธอ ก็รู้ว่าเธอเป็นคนมีการศึกษา ครูคนนั้นจึงได้ให้การต้อนรับเธอเป็นอย่างดี
ลี่หรงก็คิดว่าครั้งนี้ต้องได้แน่ ๆ
เมื่ออีกฝ่ายถามถึงทะเบียนบ้านลี่หรงก็ตอบตามจริง
สีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปทันที และกำลังจะปฏิเสธลี่หรง
“เอ่อ ลองให้ลูกชายของฉันมาเรียนก่อนได้ไหมคะ เรื่องทะเบียนบ้าน ฉันรับรองว่าจะจัดการให้ภายในหนึ่งเดือนค่ะ”
อีกฝ่ายคิดอยู่ครู่หนึ่ง “มันก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่บางอย่างมันก็ไม่ง่ายอย่างนั้นนะครับ คุณเข้าใจไหม?”
ลี่หรงเข้าใจดีว่าเรื่องนี้ต้องใช้เงิน
เธอหัวเราะอย่างสุภาพแล้วยื่นซองอั่งเปาที่เตรียมไว้ให้กับอีกฝ่าย “เรื่องนี้ต้องรบกวนคุณครูหลัวแล้ว”
หลัวจือฮวนมองลี่หรงด้วยความพึงพอใจอีกครั้ง ก่อนจะหันมองไปรอบ ๆ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย “งั้นคุณกลับไปรอข่าวที่บ้านก่อนนะครับ”
ลี่หรงรีบพยักหน้า “ฉันจะกลับไปรอข่าวดีนะคะ”
จนกระทั่งถึงวันก่อนที่จะไปรายงานตัวที่โรงเรียนอนุบาลลี่หรงก็ยังไม่ได้รับข่าวสารใด ๆ จากทางโรงเรียน เธอโทรศัพท์ไปที่โรงเรียนเพื่อถามครูหลัวคนนั้นที่เคยต้อนรับเธอ
หลังจากที่ได้ยินลี่หรงแนะนำตัว ครูหลัวก็พูดว่าน่าเสียดายจริง ๆ นักเรียนเต็มแล้ว จัดการให้ไม่ได้
ลี่หรงอึ้งไปชั่วครู่ “แล้วแบบนี้ที่คุณรับ…”
“รับอะไรเหรอ?” ครูหลัวพูดแทรกขึ้นอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่ว่าผมไม่ช่วยคุณนะ แต่ประเด็นก็คือทะเบียนบ้านของลูกคุณไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงน่ะสิ คนอื่นที่ทะเบียนบ้านอยู่ในเมืองหลวงก็ต้องจัดลำดับให้ก่อนหลังเป็นธรรมดา”
ลี่หรงโกรธมาก “ตอนแรกฉันบอกคุณแล้วว่าทะเบียนบ้านของลูกฉันไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แล้วจะรีบทำเรื่องย้ายทะเบียนบ้านมาให้เร็วที่สุด ตอนนั้นคุณก็เก็บค่าดำเนินการและรับปากฉันแล้วนะ”
“ผมไม่ได้รับปากอะไรนะ คุณอย่าพูดมั่ว” น้ำเสียงของครูหลัวเริ่มไม่พอใจ “รู้ทั้งรู้ว่าเด็กจะเข้าเรียนทำไมไม่ย้ายทะเบียนบ้านมาก่อนล่ะ แล้วใครจะมารอคุณ”
พูดจบครูหลัวก็วางสายไป
ลี่หรงยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่ปลายสายวางสายไปแล้ว เธอโกรธมาก ครูคนนี้รับเงินไปแล้วแต่ไม่ยอมทำอะไรเลย!
เธอเดินกลับบ้านด้วยใบหน้าเย็นชา ระหว่างทางก็เจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยสั่งตัดเสื้อผ้ากับเธอพอดี
ทั้งคู่พูดคุยกันสักพัก
ลี่หรงจึงรู้ว่าอีกฝ่ายก็ไม่มีทะเบียนบ้านในเมืองหลวงเช่นกัน แต่ต้องจ่ายเงินไปห้าหกร้อยหยวน ถึงจะจัดการเรื่องการเข้าเรียนของลูกให้ได้
“โรงเรียนอนุบาลที่ไหนเหรอคะ ใช่โรงเรียนอนุบาลที่อยู่ในมหาวิทยาลัยครูหรือเปล่า?”
“ใช่แล้ว ใกล้แถวนี้ก็มีแค่โรงเรียนนี้เท่านั้นแหละที่อยู่ใกล้บ้านแล้วเดินทางสะดวกที่สุดน่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นลดเสียงลง “ตอนแรกเราส่งของขวัญไปครั้งหนึ่งแล้ว ต่อมาครูจากฝ่ายรับสมัครนักเรียนก็ติดต่อมาบอกว่า มีคนต้องการที่ เราน่าจะไม่ได้แล้ว เราเลยส่งของไปอีก ตอนนี้รวม ๆ แล้วเสียเงินไปห้าหกร้อยหยวน”
ลี่หรงถามว่า “ครูคนนั้นคือหลัวจือฮวนใช่ไหม?”
“จำชื่อไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่านามสกุลหลัว!”
ลี่หรงพอจะเดาได้แล้ว ฝั่งตรงข้ามต้องรับซองที่มีเงินเยอะกว่า ซองอั่งเปาที่เธอให้ไปข้างในมีเงินแค่สองร้อยหยวนเท่านั้น
เมื่อเทียบกับภรรยาของชายคนนี้แล้ว เงินจำนวนนี้ก็ดูน้อยไปถนัด
แต่ว่าอีกฝ่ายก็รับเงินของเธอไปแล้วนี่
ถ้าหากไม่รับเงินของเธอ ไปรับแต่ซองที่มีเงินเยอะกว่า เธอก็คงไม่โกรธถึงขนาดนี้
แต่ตอนนี้แม้แต่เงินของเธอก็ยังรับไปแล้ว แต่กลับไม่ยอมทำตามที่รับปากด้วย
“ตอนนั้นเขาอาศัยว่าไม่มีกล้องวงจรปิด และไม่มีพยานนี่!”
แถมยังรู้ว่าลี่หรงเป็นยุวชน แต่ทะเบียนบ้านของลูกชายอยู่ชนบท จึงคิดว่าครอบครัวเดิมของเธอก็คงจะอยู่ในชนบท คิดว่าเธอไม่มีอำนาจไม่มีบารมี จึงกลั่นแกล้งเธอทำให้เธอต้องกินยาขม!
ลี่หรงพูดคุยกับผู้หญิงคนนั้นอีกสักสองสามประโยค แล้วก็หาข้ออ้างเดินจากมา
กลับถึงบ้านแม่จ้าวก็ถามเธอว่าโรงเรียนของอันอันได้ข้อสรุปหรือยัง
ลี่หรงส่ายหัว “ครูคนนั้นน่าโมโหจริง ๆ รับเงินไปแล้วไม่ยอมทำงาน แม่กินข้าวกันก่อนเถอะค่ะ ฉันจะไปหาพี่ชายฉันก่อน”
ตอนนี้ลี่ข่ายจือคงกลับถึงบ้านแล้ว ลี่หรงจึงไม่ได้ไปที่ทำงานของเขา แต่กลับไปที่บ้านของลี่ข่ายจือแทน
ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฝ้าอยู่ รู้ว่าลี่หรงจะมาหาลี่ข่ายจือ จึงไม่ได้ปล่อยให้เธอเข้าไปในทันที เขากำลังจะพูดว่าจะเข้าไปถามก่อน แล้วให้ลี่หรงรออยู่สักครู่ แต่บังเอิญว่าคุณนายลี่กลับมาพอดี
เธอจึงพาลี่หรงเข้าไปหาลี่ข่ายจือ
สีหน้าของลี่หรงดูหม่นหมอง ตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเทศกาล ลี่ข่ายจือคงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาเยี่ยมเยือนหรอก
เขาถามเธอตามตรงว่าเกิดอะไรขึ้น
เธอเล่าเรื่องที่ลูกชายจะเข้าเรียน และเล่าเรื่องที่ครูรับเงินแล้วไม่ดำเนินการด้วย
ลี่ข่ายจือพูดว่า “ครูคนนี้ช่างน่ารังเกียจจริง ๆ”
เขาคิดว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเข้าเรียนอนุบาลแล้ว จึงถามว่า “จะไปลงทะเบียนวันไหน”
“พรุ่งนี้ค่ะ แต่อันอันไม่มีชื่อดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเข้าเรียนได้”
ลี่ข่ายจือมองเธอด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย “เธอควรบอกฉันตั้งนานแล้ว อันอันก็เป็นหลานชายแท้ ๆ ของฉันเลยนะ”
ลี่ข่ายจือเดินไปโทรศัพท์แล้วพูดกับปลายสายสองสามประโยค ลี่หรงรออยู่ด้านข้างครู่หนึ่ง
ไม่นานนัก ลี่ข่ายจือก็บอกให้เธอพาลูกชายไปลงทะเบียนได้เลยในวันพรุ่งนี้
“อ่อ! ใช่แล้ว ครูคนนั้นจะคืนอั่งเปาให้เธอในวันพรุ่งนี้ จำไว้ว่าอย่างไรก็ตามอย่ายอมให้คนอื่นมาเอาเปรียบ”
ในที่สุดลี่หรงก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก ตอนนี้เธอโล่งใจเป็นอย่างมาก “ขอบคุณนะคะ พี่ใหญ่”
“ทำไมต้องขอบคุณกันล่ะ คราวหลังมีอะไรก็บอกทางบ้านก่อน จะได้ลดความยากลำบากไปได้บ้าง”
เธอตอบรับด้วยความสบายใจ “ค่ะ”
พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ชวนเธอให้กินข้าวด้วยกันก่อน เธอบอกว่าที่บ้านมีคนรอเธออยู่ เธอจะมาทานข้าวอีกทีในโอกาสหน้า
ตอนเย็นเธอนำกระเป๋าที่เย็บไว้ให้ลูกชายแล้วออกมา ขณะที่เธอกำลังจัดของให้ลูก
แม่จ้าวก็หยิบกระเป๋ามาดู “ทำไมกระเป๋าใส่หนังสือใบนี้ถึงได้ประณีตจัง ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวใช้แต่ถุงผ้า”
“แม่ครับ อันนี้ของผมเหรอครับ? ” หนูน้อยมองกระเป๋าใบนั้นอย่างตื่นเต้น มีการ์ตูนตัวน้อยเย็บอยู่ด้านบน และยังมีเสือโคร่งน้อยอีกด้วย
สวยจังเลย
ลี่หรงสะพายกระเป๋าให้เขา “ใช่จ้ะ กระเป๋าใบนี้ให้อันอันสะพายไปโรงเรียน จะได้มีเพื่อนใหม่เยอะ ๆ ไงจ๊ะ”
“เพื่อนใหม่เยอะ ๆ เลยเหรอ?” อันอันสะพายกระเป๋า แล้วกระโดดโลดเต้น “ถ้าอย่างนั้นอันอันจะเอาขนมไปให้เพื่อน ๆ กินด้วย”
“ได้สิ พรุ่งนี้จะไปโรงเรียนแล้ว วันนี้ต้องรีบนอนนะจ๊ะ”
เช้าตรู่วันต่อมา ลี่หรงพาหนูน้อยไปที่โรงเรียนอนุบาล แม่จ้าวก็ตามไปด้วยเพื่อดูเส้นทางไว้ เธอจะได้ช่วยรับส่งอันอัน
วันนี้ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเป็นคนต้อนรับ ฝ่ายตรงข้ามพาลี่หรงไปทำเรื่องด้วยความกระตือรือร้น
ลี่หรงไม่ได้รู้สึกกังวลใจเลยแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้อำนวยการ เธอยังคงพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างปกติ
ด้านหลังผู้อำนวยการคือหลัวจือฮวน เขามองไปทางลี่หรงด้วยรอยยิ้มที่เคอะเขิน ไม่กล้าพูดถึงเรื่องราวที่ผ่าน ๆ มาเลยด้วยซ้ำ